ศิลปวัฒนธรรม เพลงท่าฉลอม โดย บูรพา อารัมภีร สิงหาคม 2555
๒ เดือนก่อนได้ไปร่วมงานเปิดสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนหรือที่ใครๆ รู้จักในนามมหาวิทยาลัยชีวิตที่ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม มาครับ
ไปครั้งนี้ คุณพี่สิทธิเดช จันทรศิริ (ที่ปรึกษาอธิการบดีสถาบันฯ รศ.ดร. เสรี พงศ์พิศ) ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่คบหาสมาคมมาตั้งแต่สมัยยังเรียนมหาวิทยาลัย บอกให้ช่วยเอารถตู้ไปรับสองศิลปินแห่งชาติ ชาลี อินทรวิจิตร
กับ สุเทพ วงศ์กำแหง มาร่วมงานด้วย ผมจึงนัดให้ครูชาลีไปรอที่บ้านอาสุเทพในซอยพานิชอนันต์ย่านคลองตัน พระโขนง เมื่อถึงเวลานัดจึงไปรับครูเพลงทั้งสองที่แต่งตัวรออยู่แล้ว
ศิลปินแห่งชาติคู่นี้แม้อายุอานามจะต่างกันเกือบรอบ คืออาสุเทพปีนี้เต็ม ๗๘ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่วนครูชาลีก็ ๘๙ ไปแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม แต่การพูดคุยจะเรียกมึงเรียกกูทุกครั้ง สาเหตุที่เป็นยังงั้น ครูชาลีบอก
“ก็เรียกมาตั้งแต่สมัยละครเวทีแล้ว”
ส่วนอาสุเทพบอก
“ไม่รู้สิ เห็นหน้าอ่อนๆ ก็เรียกมึง
มารู้ตอนหลังว่าแก่กว่าแยะ จะให้เรียกพี่ เหมือนพี่แจ๋ว (สง่า อารัมภีร) ก็ไม่คุ้น เรียกยังงี้เรื่อยมา ไม่เห็นมันว่าไร”
ทั้งสองจึงใช้มึง-กูมาถึงปัจจุบัน
สองครูเพลงเวลาได้นั่งรถไปไหนๆ จะคุยแต่เรื่องเพลง บางทีก็คอนเสิร์ต อย่างบ่ายวันนั้นครูชาลีพูดถึงเพลงที่กำลังจะไปร้อง
“งานนี้กูร้อง ๔ เพลง มึงกี่เพลง?”
“ ๖ มากกว่ามึง ๒ เพลง”
ผู้อ่อนกว่าบลั๊ฟฟ์เข้าให้
“ก็มึงหนุ่มกว่ากูร้อง ๖ น่ะดีแล้ว”
“มึงร้องอะไร”
“มี ลุ่มเจ้าพระยา แสนแสบ อาลัยรัก และก็ ท่าฉลอม”
“เพลงมึงทั้งนั้น”
“เฮ้ย ลุ่มเจ้าพระยา นี่ครูแก้วกับครูนารถ”
“ก็เพลงมึงแทบทุกเพลง”
“มึงล่ะ”
“เดี๋ยวไปถึงเขาบอกเอง”
“ไอ้บ้า กูถามดีๆ เสือกยวน”
“ก็หลายเพลงไง”
พออาสุเทพพูดจบทั้งคู่ก็หัวเราะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ให้กันอย่างเพื่อนรักเพื่อนเลิฟ
งานของมหาวิทยาลัยชีวิตสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนในคืนนั้น ใช่จะมีแต่ครูเพลงลูกกรุงอย่างครูชาลีและอาสุเทพเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีศิลปินแห่งชาติแนวเพลงลูกทุ่งและกวีไปร่วมงานอีกหลายคนอย่างเช่น อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ผ่องศรี วรนุช ขวัญจิต ศรีประจันต์ ชาย เมืองสิงห์ ชัยชนะ บุญนะโชติ และยังมี อุมาพร บัวพึ่ง ชรัมภ์ เทพชัย โฆษิต นพคุณ ไปร้องเพลงเพราะๆ ให้ฟังด้วย โดยช่วงเวลาการแสดงทางผู้จัดเขาให้ชื่อ การแสดงชุด พ่อเพลง แม่เพลง ภูมิปัญญาแผ่นดิน ศิลปินแห่งชาติ
ส่วนศิลปินที่อาวุโสที่สุดเห็นจะเป็นครูชาลีที่นั่งรถไปกับผมนั่นแหละ ซึ่งขณะเดินทางไปครูชาลี บอกผมกับ คุณรุ่งโรจน์ สาลิฟา เลขาฯ อาสุเทพที่นั่งไปด้วยว่า
“รู้มั้ย ที่เลือกร้องเพลงท่าฉลอมก็เพราะตรงนั้นเป็นบ้านเกิดเรา”
เมื่อพูดจบก็ครวญเพลงท่าฉลอมให้ฟัง ซึ่งเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องปกติของครูชาลี เพราะถ้าท่านเอ่ยถึงเพลงที่แต่งไว้เมื่อใดก็จะร้องเพลงนั้นให้ฟังทันที ดังเช่น ท่าฉลอม ครูก็ขึ้นว่า
ท่าฉลอม
พี่อยู่ไกลถึงท่าฉลอม แต่พี่ไม่ตรอมเพราะรักพยอมยามยาก
ออกทะเลจะหาปลามาฝาก แม่คุณขวัญใจคนยากรับของฝากจากพี่ได้ไหม
โปรดเมตตารักพี่สักนิด พี่มอบชีวิตอุทิศให้สาวมหาชัย
แบกความรักข้ามทะเลมาให้ ฝ่าลมและคลื่นเท่าไหร่รักจึงได้ว่ายน้ำข้ามมา
ท่าฉลอมกับมหาชัย จะคิดทำไมว่าไกลเชื่อมความรักไว้ดีกว่า
บอกเพียงสักคำว่าไม่รักจะหักใจลา ซ่อนตัวตามประสาจะหนีซ่อนหน้าห่างไกล
เรื่องทะเลนั้นพี่พอรู้ แต่เรื่องเจ้าชู้ไม่รู้จะทำฉันใด
หยั่งทะเลพอคะเนดูได้ แต่ความรักเกินครวญใคร่ลึกเท่าไหร่ไม่รู้หยั่งถึง
..........
เมื่อร้องจบอาสุเทพ-คุณรุ่งโรจน์-ผมก็ตบมือให้ แต่ครูยังไม่จบ ตอนนั้นครูได้เล่าที่มาเล่าความหลังของเพลงให้ฟังต่อ
“ที่ต้องแต่งท่าฉลอมเพราะโดนพี่สาวว่าเอาแรงๆ”
“เขาว่า พี่ไม่เคยเห็นแกแต่งเพลงให้บ้านเราสักเพลงเลย ดีแต่ไปแต่งให้บ้านโน้นเมืองโน้น ทุ่งรวงทองงี้ แสนแสบงี้ กว๊านพะเยาเอย สาวนครชัยศรีเอย”
ครูบอกตอนนั้น “เราก็สวนไปว่า”
“ก็ศรินทร์ทิพย์เขาเป็นสาวนครชัยศรี ผมจะแต่งเพลงให้แฟนไม่ได้เหรอ”
“พี่เขาว่าอีก แล้วท่าฉลอมมันเล็กนักใช่ไหม แกถึงแต่งไม่เป็น”
โดนจังๆให้เจ็บใจยังงี้ ทำเอาครูชาลีต้องมาคิดแต่งเพลงให้บ้านเกิดของตัว ครูบอกก็ท่าฉลอมน่ะเราเห็นมาตั้งแต่เด็กนานนมเนไม่ยักจะเห็นมีอะไร มันไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่อย่างนครชัยศรีเขามีส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวสวย ยังงี้ได้เพลง
แล้วครูก็เล่าอีก วันนั้นหลังมีปากเสียงกับพี่เราก็เดินไปเรื่อยๆ กะยังไงๆ จะได้อะไรมาเขียนเพลงได้มั่ง เดินไปจนสุดถนนที่ปลายสะพาน นั่งลงรอเรือข้ามฟาก กำลังเหงาๆ พอดีก็เจอะลุงคนหนึ่งรูปร่างบึกบึนผมหงอกขาวไปทั้งหัว คุยๆ ไปจึงรู้แกเป็นนายท่าเรือแถมเป็นคนบ้านเดียวกันซะอีก
ลุงบอก หนุ่มๆ แกเป็นชาวเลเรือประมงเรือหาปลาย่านนี้ทุกลำแกเคยกินเคยนอนมาทั้งนั้น เล่าไปได้สักพักก็หยิบใบจากกับยาในกระป๋องมามวนจุดสูบแล้วเฝ้ามองไปยังฝั่งมหาชัย แกบอกตอนหนุ่มๆ เริ่มริรัก คัดปลาดีๆ มาได้ ก็ผูกเอวว่ายข้ามไปฝั่งมหาชัยหาแม่พยอมคนรักที่รออยู่ แต่ความรักของไอ้หนุ่มตังเกเปรียบเหมือนพายุที่พัดผ่าน เพราะจากนั้นไม่นานแม่พยอมก็ถูกพรากจากฝั่งมหาชัยไปเป็นดอกไม้ให้ชายเมืองอื่นเขาชม
เรื่องราวชีวิตรักของไอ้หนุ่มตังเกเพียงแค่นั้นก็เกินพอแล้วสำหรับครูเพลงระดับ ชาลี อินทรวิจิตร ขณะที่เรือข้ามฟากมาถึง ครูเพลงจึงบอกกับนายท่าว่า
“ผมจะเขียนเพลงจากชีวิตรักลุงนะ”
“เพลงอาราย”
“ท่าฉลอม”
และเนื้อเพลงท่อนแรกของบ้านเกิดก็ปรากฏในห้วงคิดคำนึง
“พี่อยู่ไกลถึงท่าฉลอม แต่พี่ไม่ตรอมเพราะรักพยอมยามยาก”