มติชน 14 ก.ย. 2555 คอลัมน์ Think Tank ต่างประเทศ
เชื่อว่าคงจะมีหลายๆ คนที่ดูการแสดงดนตรีของวงออเคสตราแล้วเคยคิดตั้งคำถามกับตนเองไว้ในใจว่า วาทยกรผู้ควบคุมวงมีประโยชน์จริงหรือไม่?
ล่าสุด ดร.อเลสซานโดร ดาอูซิลิโอ แห่งสถาบันเทคโนโลยีอิตาเลียนในเมืองเจนัวและเพื่อนร่วมงาน พยายามใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์มาตอบคำถามนี้ไว้ในผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร พับลิก ไลบรารี ออฟ ไซน์ซ ครับ
การตัดสินอิทธิพลของวาทยกรที่มีต่อวงดนตรีเป็นเรื่องยาก วาทยกรที่ "ดี" จะต้องดึงทักษะในการแสดงที่ยอดเยี่ยมออกมาจากนักดนตรีของเขาให้ได้ หรือเพียงแค่ทำหน้าที่เป็นผู้นำของคณะนักดนตรีที่มีความสามารถในการจัดการตนเองได้อยู่แล้วก็พอ?
เพื่อที่จะค้นหาคำตอบ ดร.ดาอูซิลิโอได้ดูการแสดงของวาทยกร 2 คน ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง ในการอำนวยเพลงส่วนที่ตัดตอนมา 5 ท่อนจากซิมโฟนีหมายเลข 40 ของโมซาร์ท บรรเลงโดยนักไวโอลิน 8 คน จากวงออเคสตราของเมืองแฟร์รารา
ผู้เล่นไวโอลินแต่ละคนจะมีอุปกรณ์สะท้อนแสงอินฟราเรด (ไออาร์) ติดอยู่ที่ส่วนปลายสุดของคันชัก และวาทยกรมีไออาร์ติดอยู่ที่ไม้บาตอง ซึ่งทำให้ ดร.ดาอูลิซิโอและทีมงานสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของทั้งคันชักและไม้บาตองได้โดยการฉายแสงอินฟราเรดไปยังวง
ออเคสตรา และสามารถมองเห็นได้ผ่านกล้อง ทำให้พวกเขาใช้การเคลื่อนไหวจากแสงสะท้อนมาวิเคราะห์ได้ว่าใครส่งผลกับใครกันแน่
ในการที่จะวิเคราะห์ข้อมูลนี้ ดร.ดาอูซิลิโอได้นำวิธีการทางคณิตศาสตร์เรียกว่า "เกรนเจอร์ แคชวลลิตี้ เทสต์" ที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ในเชิงเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งทำให้เป็นไปได้ที่จะค้นหาว่า ลำดับความต่อเนื่องกันของชุดข้อมูลหนึ่ง ส่งผลต่อชุดข้อมูลอื่นอย่างไร ใน
ที่นี้การเคลื่อนไหวของคันชักไวโอลินและบาตองถือเป็นชุดข้อมูล
นอกจากนี้ ยังมีการนำนักดนตรีคลาสสิกที่มีประสบการณ์สูง 10 คน มาให้คะแนนการแสดงแต่ละครั้ง
แบ่งเป็น 8 หัวข้อทั้งในด้านทำนอง จังหวะและอารมณ์ของเพลง ตั้งแต่ 0-100 ผลปรากฏว่า คณะกรรมการให้คะแนนการแสดงของวาทยกรทั้ง 2 ในการแสดง 3 ท่อน แทบจะเทียบเท่ากันในแง่ของคุณภาพ และข้อมูลจากการวิเคราะห์ยังปรากฏด้วยเช่นกันว่ามีความเท่าเทียม
กันในแง่ของการสร้างอิทธิพลเพื่อควบคุมวงของวาทยกร โดยวัดจากความสัมพันธ์กันระหว่างอัตราเร็วในการเคลื่อนไหวของไม้บาตองและคันชักไวโอลิน และแนวโน้มของนักดนตรีที่จะรับสัญญาณจากนักดนตรีคนอื่นๆ วัดจากความสัมพันธ์ระหว่างคันชักไวโอลินแต่ละอัน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้จากอีก 2 ท่อนที่เหลือนั้นแตกต่างไป โดยคณะกรรมการตัดสินว่าการแสดงของวาทยกรคนหนึ่งดีกว่าอีกคน จากการที่มีความพยายามสร้างอิทธิพลในระดับที่มากเท่าๆ กับการพึ่งพาซึ่งกันและกันเองของนักไวโอลิน ส่วนการแสดงของวาทยกรอีกคนหนึ่งนั้น มีการพึ่งพาตนเองสูงและการสร้างอิทธิพลควบคุมของวาทยกรต่ำ ทำให้ดูเหมือนว่าวาทยกรคนแรกสามารถสื่อความต้องการของเขาไปยังนักดนตรีได้ ขณะที่คนที่สองดูเหมือนจะทำไม่ได้
ผลการศึกษาที่ออกมาสอดคล้องกับสิ่งที่วาทยกรโดยส่วนใหญ่รู้กันดีอยู่แล้ว และเหมือนอย่างที่ แฮร์แบร์ต ฟอน คารายาน วาทยกรชาวออสเตรียผู้ล่วงลับกล่าวไว้
ว่าการโบกไม้บาตองเป็นการเพิ่มคุณภาพในการแสดงของนักดนตรีที่ล้วนแต่มีความสามารถอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้นไปอีกได้