คอลัมน์ เมืองไทย 25 น. ข่าวสด 14 ก.ย. 2555
พูดถึงกันไม่น้อยสำหรับงานวิจัยเกี่ยวกับหลักสูตร "คอนเน็กชั่น" ที่กลายเป็นการแบ่งปันความมั่งคั่งไปสู่กันเองมากกว่าไปสู่ประชาชน หากจะพูดถึงหลักสูตรเหล่านี้ที่กำลังได้รับความนิยมมากๆ มีอยู่ 5-6 หลักสูตร ความนิยมขึ้นอยู่กับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมทางสังคมและการเมือง ยุคทหารมีอำนาจ บรรดานักธุรกิจ ข้าราชการพลเรือนก็อยากใกล้ชิดพากันไปเรียนหลักสูตรวปอ. แต่เรียกว่า "วปรอ." และ "ปรม." เมื่อกระบวนการยุติธรรมมีบทบาทหลายคนก็ไปเรียน บยส. อยากใกล้ชิดนักการเมืองก็ไปเรียนสถาบันพระปกเกล้า ในหลักสูตรปปร.
ระยะหลังๆ หลักสูตรน้องใหม่มาแรงที่สุดคือ วตท.ของตลาดหลักทรัพย์ที่ล้วนแต่นักธุรกิจใหญ่ๆ และเป็นแม่เหล็กดูดนักการเมืองแห่เข้าเรียนกันคึกคัก แต่กว่าจะได้โอกาสต้องบอกว่าเส้นต้องใหญ่ คุณสมบัติต้องถึง และต้องอดทนรอ
จากงานวิจัยของจุฬาฯ ระบุว่าในตระกูลเศรษฐี 40 ตระกูล หลักสูตรวตท.ที่ฮิตที่สุดเศรษฐีเข้าเรียน 19 ตระกูล วปอ.13 ตระกูล และบยส.กับ ปปร.ของพระปกเกล้า 6 ตระกูล
แต่ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากในระยะหลังๆ ว่าหลักสูตรดังกล่าวเป็นแหล่ง "สร้างคอนเน็กชั่น" หลายคนเป็นนักธุรกิจก็อยากใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจเพื่อความสะดวกในการทำธุรกิจ นักธุรกิจที่หางานราชการก็หวังจะมีเพื่อนเป็นนักการเมือง หลายคนเป็นล็อบบี้ยิสต์ก็ต้องการสร้างเครือข่าย คนกลุ่มนี้กลายเป็น "นักล่าหลักสูตร" ตระเวนเรียนกันคนละ 5-6 หลักสูตรมีเพื่อนอยู่ทุกวงการ
กระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่แพ้กันคือ "กิจกรรม" แข่งขันกันจัดกิจกรรมแบบเวอร์ๆ รับน้องใหม่ใช้งบเป็นสิบๆ ล้าน จัดเลี้ยงในโรงแรมหรูๆ มื้อละกว่าล้าน แต่ละหลักสูตรแข่งกันดูดนักธุรกิจใจถึงไปเป็นเจ้ามือ
แต่ในดีก็มีเสีย ข้อดีก็มีไม่น้อยคอนเน็กชั่นบางครั้งก็เป็นประโยชน์ในการประสานงานในหน่วยงานราชการสะดวกและคล่องตัวเพราะคุ้นเคยกันดี หลายๆ คนก็ตั้งใจมาเรียนเอาความรู้จริงๆ
แต่น่าห่วงบางหลักสูตรสถาบันที่จัดมีอำนาจให้คุณให้โทษ เช่น "พตส." ของกกต.ที่มีนักการเมืองแห่ไปเรียนเพื่อจะได้ ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่กกต. วตท.ที่คนมาร่วมเรียนมีทั้งเจ้าของธุรกิจในตลาดหุ้นและคนที่คุมกฎกติกา หรือแม้แต่บยส.ที่หลายคนอยากใกล้ชิดผู้พิพากษาที่ปกติมักจะอยู่แบบสมถะ
ไม่รู้ว่าเคยมีกรณีใช้ "คอนเน็กชั่น" เอื้อประโยชน์หรือไม่ แต่ก็น่าเป็นห่วงเพราะเราอยู่ในสังคมแบบไทยๆ