บทเรียนล้ำค่าจาก"ผู้หญิงอัปลักษณ์ที่สุดในโลก": "หยุดจ้องฉันและจงเริ่มเรียนรู้"

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 22:00:54 น.




 

ในสมัยที่"ลิซซี เวลาสเกซ"เรียนชั้นมัธยมปลาย เธอได้รับฉายาว่า "ผู้หญิงที่อัปลักษณ์ที่สุดในโลก" จากคลิปวิดีโอที่โพสต์ลงในยูทูบนาน 8 วินาที

 

 

 

 

แน่นอน ไม่มีใครเลือกเกิดได้ เวลาสเกซ เกิดมาพร้อมอาการทางการแพทย์ที่หาผู้ป่วยยากยิ่ง กระทั่งปัจจุบัน ในโลกมีผู้ป่วยจากโรคนี้ที่พบแล้วเพียง 3 ราย

 

อาการของเธอคือ เธอไม่มี"เนื้อเยื่อไขมัน"ภายใต้ผิวหนัง และไม่มีกล้ามเนื้อใดๆบนร่างกาย ทำให้ไม่สามารถกักเก็บพลังงานได้ และไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักได้ ฉะนั้น ไขมันในร่างกายของเธอจึงเป็นศูนย์ และมีน้ำหนักเพียง 60 ปอนด์

 

ในคอมเมนต์ในยูทูบ ผู้ใช้บางรายเรียกเธอว่า"มัน" และบอกให้เธอ"ไปฆ่าตัวตายเสีย" แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอท้อใจแม้แต่น้อย และทำให้เธอตั้งจุดมุ่งหมายไว้ 4 ประการ 1.เป็นนักพูดเพื่อกระตุ้นให้กำลังใจผู้คน 2.เขียนหนังสือ 3. เรียนจบมหาวิทยาลัย และ 4.สร้างครอบครัวและหางานทำด้วยลำแข้งของตนเอง

 


ปัจจุบันในวัย 23 ปี เธอเป็นนักพูดเพื่อให้กำลังใจแก่ผู้คนมานาน 7 ปีแล้ว รวมถึงเปิดเวิร์คช็อปเพื่อให้คนรู้จักที่จะสร้างความโดดเด่นให้ออกมาจากภายใน รวมถึงการรับมือจากการข่มเหงรังแกและการเอาชนะอุปสรรค  นอกจากนั้น เธอยังเรียนปริญญาโทในสาขาการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส สเตท และเป็นเจ้าของหนังสือ "Lizzie Beautiful" ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2010 ขณะที่หนังสือเล่มที่สองของเธอ "Be Yourself, Be Beautiful" เพิ่งออกวางจำหน่ายเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

 

 

 


เวลาสเกซ ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวของซีเอ็นเอ็นว่า "การถูกจ้องมอง"เป็นสิ่งที่เธอต้องจัดการในขณะนี้เมื่อต้องออกสู่ที่สาธาณะ แต่เธอคิดว่า เธอเดินทางไปถึงจุดจุดหนึ่ง ที่คิดได้ว่า แทนที่จะนั่งเฉยๆและปล่อยให้คนอื่นคอยตัดสิน เธอเริ่มต้องการเดินออกไปหาคนเหล่านั้น และแนะนำตัวว่าเธอคือใคร พร้อมเสนอนามบัตรให้ พร้อมทั้งกล่าวว่า "บางทีคุณควรหยุดจ้องมองฉัน และเริ่มที่จะเรียนรู้"

 

เวลาสเกซ เกิดที่เมืองซานแอนโตนิโอในรัฐเท็กซัส เธอเกิดก่อนกำหนด 4 สัปดาห์ ด้วยน้ำหนักตัวเพียง 2 ปอนด์ 10 ออนซ์  แม่ของเธอเคยกล่าวว่า ยังคิดไม่ออกว่าลูกสาวของเธอจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร เนื่องจากแพทย์ได้แจ้งว่า เด็กคนนี้อาจไม่สามารถพูดหรือเดินได้ หรือปล่อยให้ใช้ชีวิตตามลำพังได้


อย่างไรก็ดี เธอเติบโตขึ้นตามปกติ ทั้งอวัยวะภายในและภายนอก แม้ร่างกายจะผอมบางมากจนน่ากลัว และพบว่าไม่มีชั้นไขมันภายใต้ผิวหนังซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บสารอาหาร ทำให้เธอต้องทานอาหารทุกๆ 15-20 นาที เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานพอที่จะดำเนินชีวิตต่อไปได้  ตาข้างหนึ่งของเธอเริ่มพร่าเลือนเมื่ออายุได้ 4 ขวบ และบอดในที่สุด ทำให้ปัจจุบันเธอต้องมองสิ่งต่างๆด้วยตาเพียงข้างเดียว

 

 

 


เธอเขียนถึงความสำเร็จและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตลงในโพสต์บล็อคส่วนตัวโดยกล่าวว่าเธอเรียนรู้ที่จะอ้าแขนรับสิ่งต่างๆที่ทำให้เธอดูแตกต่างจากคนอื่น แทนที่จะคอยมานั่งตอบโต้ในสิ่งที่ทำให้ตนเองรู้สึกแย่ เธอตั้งเป้าหมายให้ตนเองและผลักดันไปจนถึงความสำเร็จ ถึงแม้จะมีคนที่เกลียดอยู่บ้างก็ตาม นอกจากนั้น เธอยังเปิดช่องยูทูบ ที่สอนเทคนิคต่างๆ อาทิวิธีการรับมือกับการดูถูกดูแคลน การทำผม และการคิดบวก แม้บางครั้งจะมีคอมเมนต์ที่แสดงความเห็นในเชิงลบ เธอกล่าวว่าเธออ่านทุกคอมเมนต์เพราะมองว่านั่นก็เป็นเพียงแค่"คำพูด"

 

เธอกล่าวว่าเธอดีใจที่เธอดูไม่เหมือนเหล่าเซเล็บที่มีหน้าตาสวยงาม ซึ่งดูเหมือนๆกันไปหมด ที่เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้คนอื่นได้เข้าใจถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอ

 

เวลาสเกซ กล่าวว่า เธอก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง แน่นอนว่าเธอต้องรู้สึกเจ็บปวด แต่คำตัดสินของคนอื่นไม่ได้หมายความว่าเธอต้องเป็นเช่นนั้น และเธอจะไม่ยอมให้คำพูดเหล่านั้นมากำหนดความเป็นตนเอง และจะไม่ยอมจมไปกับความเสียใจเด็ดขาด แต่จะ"แก้แค้น"ผ่านการสร้างความสำเร็จให้ตนเอง และความมุมานะ

 

"และในสงครามระหว่าง คลิป′ผู้หญิงที่อัปลักษณ์ที่สุดในโลก′ และ ′ตัวฉันเอง′ ฉันคิดว่าฉันเป็นผู้ชนะ" เวลาสเกซกล่าวปิดท้าย

 

 

 

 

 








โอบามาทัวร์เอเชียสัปดาห์หน้า ย้ำบทบาทสหรัฐในภูมิภาค
มุมมองนักวิชาการ แถลงการณ์ร้อนศอ.รส. ภาพสะท้อนจ่อวิกฤติ
ผู้สร้าง "ลูกทาส" เปิดกล้อง "ข้าบดินทร์" ละครพีเรียด ที่มีพระนางหน้าตาเป็น "ลูกครึ่ง"?
ผลบอล โตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก 19 เม.ย.57
จำลอง ดอกปิก : กำจัดจุดอ่อน
"คัดข่าวเด่น" 19 เมษายน - รวบโจ๋แทงน้องต๊อบ ถึง การเมืองร้อนที่ไม่อาจดับหลังสงกรานต์
"ศ.ดร.ลิขิต" เล็คเชอร์อดุลย์-ตร.ชั้นผู้ใหญ่ ชี้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงใหญ่ ถ้าปรับตัวไม่ได้ถึงกลียุค
′วาวรินก้า′กระทุ้ง′เฟร์เรร์′รอชิงดำ′มอนติ คาร์โล′
มาเลย์ชี้การค้นหาเที่ยวบินเอ็มเอช370 มาถึงจุดสำคัญ เผยถกเอกชนส่งเรือสำรวจใต้ทะลึกร่วมค้นหา
"ธิดา" บอกศาลรธน.อย่าว่าศอ.รส.ก้าวก่ายตุลาการ เพราะตัวเองก็แทรกแซงบริหาร-นิติบัญญัติเช่นกัน