สปป.ลาวในมุมที่เปลี่ยนไป

วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 07:30:35 น.





ตัวตุ่นเป็นๆที่ตลาดเมืองโพนสะหวัน



แม่ค้าบนถนนคนเดินที่หลวงพระบาง



ร้านในโพนสะหวันนำซากลูกระเบิดมาตกแต่ง



น้ำตกระหว่างทางจากวังเวียงไปยังหลวงพระบาง และมีบ่อน้ำพุร้อนให้คนไปแช่อาบได้ด้วย



วิวสวยๆริมแม่น้ำซองที่วังเวียง



วัดพระธาตุหลวงที่นครหลวงเวียงจันทน์



พิพิธภัณฑ์ที่หลวงพระบาง



มุมหนึ่งที่วัดเชียงทอง



ทุ่งไหหินในมุมกว้าง



บ้านเรือนของชนเผ่าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นหลังคามุงกระเบื้อง


เรื่อง/ภาพ   ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง  srangbun@hotmai

 

 

 

 

วัดพระธาตุหลวงที่นครหลวงเวียงจันทน์


แม้จะไปสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.)ลาวหลายครั้งหลายหน แต่ถ้าใครชวนไปอีกก็ไม่ปฏิเสธ เพราะการไปประเทศในกลุ่ม CLMV อันประกอบด้วย สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมาร์และเวียดนาม ทำให้ได้รู้ได้เห็นการพัฒนาในแต่ละย่างก้าวของประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะสปป.ลาวนั้น ต้องบอกว่าเปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อหลายปีก่อนบริษัทอีซูซุฯ เคยชวนนั่งเครื่องไปอุดรธานีแล้วนั่งรถเข้าหนองคายผ่านด่านตม.เข้าไปยังเวียงจันทน์ ค้างวังเวียงหนึ่งคืนก่อนจะไปยังหลวงพระบาง

 

 

 

 บ้านชนเผ่าเปลี่ยนไป


 ตอนนั้นจำได้ว่าสองข้างทางบนภูเขาเต็มไปด้วยบ้านเรือนของชนเผ่า โดยเฉพาะพวกม้งและขมุที่มุงด้วยหญ้าแฝก ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ดูแล้วยังอยู่กันแบบพอมีพอกินตามอัตภาพของคนบนที่สูง แต่มาบัดนี้บ้านพวกชนเผ่าส่วนใหญ่เป็นบ้านปูนหลังคามุงกระเบื้องสีสันสดใส มีร้านค้าอยู่เป็นหย่อมๆเพื่อรองรับนักเดินทางจากแดนไกล  ยังเหลือบ้านแบบเก่าๆที่มุงด้วยหญ้าแฝกและสังกะสีอยู่บ้าง….นี่เป็นความเจริญที่ผิดหูผิดตาจริงๆ แสดงว่าชนเผ่าทั้งหลายมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เพราะหลายรายหันมาสู่อาชีพบริการ เห็นได้จากจำนวนรถมอเตอร์ไซค์และรถปิคอัพที่จอดอยู่ตามบ้านเรือน


   ล่าสุดในช่วงฤดูฝนนี้ เมื่อเร็วๆนี้ อีซูซุ ก็ชวนเข้าร่วม“อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล คาราวานสัญจร” 2555 เส้นทางที่ 4 : ไทย (หนองคาย) – ลาว โดยทำพิธีเปิดกันที่โชว์รูม ห.จ.ก.เฮียบหงวนมิลเลอร์ สาขาหนองคาย มีผู้บริหารของอีซูซุเข้าร่วมคือ มร.เอ.สุกียาม่า ผู้จัดการอาวุโส คุณวิวัฒ เมธีวรรณกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายและคุณธัญภา นิโครธานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.สำนักงานหนองคายมาร่วมเปิดงาน

 

 

                  บ้านเรือนของชนเผ่าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นหลังคามุงกระเบื้อง

 

 

  คาราวานรถเกือบ 30 คัน วิ่งผ่านรอบนอกของกำแพงนครหลวงเวียงจันทน์มุ่งหน้าไปยังวังเวียง ระยะทาง 156 กิโลเมตร เพื่อต่อไปยังโพนสะหวัน เมืองเอกของแขวงเชียงขวาง ซึ่งการไปในหน้าฝนนี้ก็ต้องทำใจ เพราะบางช่วงเป็นถนนลูกรังขรุขระไม่ใช่ถนนลาดยาง  อีกทั้งเป็นเส้นทางที่ต้องไต่ภูเขาสูงหลายร้อยกิโล รวมแล้วจากเวียงจันทน์กว่าจะไปถึงหลวงพระบางต้องผ่านโค้งแล้วโค้งเล่า ทำเอาคนเมารถ อ๊วกไปหลายราย

 

  อย่างไรก็ตามแม้จะต้องเจอกับปัญหาดินสไลด์ข้างทางเป็นระยะๆแต่ต้องชมการตัดสินใจของ”คุณพัฒนเดช สรรพกิจอาสา” ผู้อำนวยการคาราวานฯที่ตัดสินใจให้ชาวคณะกินข้าวเย็นรองท้องกันก่อน ในช่วงที่ดินสไลด์จากภูเขาจนรถน้อยใหญ่ไม่สามารถผ่านไปยังเมืองโพนสะหวันและหลวงพระบางได้ ต้องนั่งรอกันหลายชั่วโมงกว่าแขวงหลวงพระบางจะจัดการปัญหานี้ได้ แต่ปัญหานี้คนลาวที่สัญจรไปมาเส้นนี้ไม่ได้ตื่นเต้นหรือตกใจกลัวกันนักเพราะล้วนเคยเจอกันมาแล้ว

 

 


ร่องรอยของสงครามอินโดจีน


เมืองโพนสะหวันในเวลานี้นั้นถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของสปป.ลาว ใครๆก็รู้จัก”ทุ่งไหหิน” ในขณะที่อดีตที่นี่เป็นสมรภูมิสู้รบดุเดือดระหว่างสปป.ลาว และเวียดนามกับกองทัพของสหรัฐอเมริกา เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจทีเดียว

 


จุดแรกสำหรับคนชอบตื่นแต่เช้าก็คือตลาดโพนสะหวัน ซึ่งคนในเมืองอย่างพวกเราอาจจะตื่นเต้นแกมสงสารที่ต้องเห็นภาพ เก้ง กระรอก ตุ่น อ้น ตัวอ่อนต่อหลุม บางตัวถูกแร่เสร็จเรียบร้อยพร้อมจะนำไปปรุงอาหารได้เลย แต่บางตัวอย่างเจ้ากระรอกน้อยยังนอนในสภาพลมหายใจรวยรินพร้อมจะจากโลกนี้ไปอย่างง่ายดาย นี่แสดงให้เห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรายังมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสิงสาราสัตว์ น่าอิจฉาจริงๆ ดังนั้นถ้าใครอยากให้ลูกหลานได้เห็นสัตว์ที่ว่าต้องพามาดูตัวจริงที่สปป.ลาว

 

สุดถนอม หรือ”ปูเป้” ไกด์สาวลาวร่างใหญ่ใจดี เป็นคนพาชมตลาด พร้อมอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องเห็ดหวาย เห็ดที่ว่ากันว่ามีสรรพคุณแก้โรคมะเร็งได้เยี่ยมยอดขนาดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นต้องเดินทางมาเมืองนี้เพื่อมากิน มาซื้อเห็ดดังกล่าวกันเลยทีเดียว  วันที่ไปนั้นไม่มีเห็ดสดให้ดู มีแต่เห็ดแบบตากแห้งใส่ถุงขาย ราคาแพงจนซื้อไม่ลง แค่ไม่กี่ขีดก็ปาเข้าไป 500 บาทแล้ว

 

 

                              ร้านในโพนสะหวันนำซากลูกระเบิดมาตกแต่ง


  ในตัวเมืองโพนสะหวันนั้น มีร้านอาหารและร้านบริการธุรกิจท่องเที่ยวจำนวนมาก หลายร้านนำลูกระเบิดมาเป็นเครื่องประดับตกแต่งร้าน บางร้านนำมาเขียนเป็นป้ายชื่อร้าน ทำที่ย่างบาบีคิว ขณะที่บางบ้านก็นำลูกระเบิดขนาดใหญ่มาใช้เป็นทำเป็นรั้วบ้าน บางบ้านนำมาปลูกผัก นักท่องเที่ยวจากเมืองไทยเห็นเป็นของแปลกถ่ายรูปกับซากลูกระเบิดกันยกใหญ่


 แม้สงครามอินโดจีนที่สหรัฐอเมริกา ทิ้งลูกระเบิดชนิดB-52 จะจบลงหลายสิบปีแล้ว แต่ผลของสงครามโหดร้ายก็ยังเหลือร่องรอยอยู่ นั่นก็คือฝนเหลืองทำให้ภูเขาแถบนั้นโล้นอยู่นับจำนวนไม่ถ้วน มองไปที่ไหนก็เห็นแต่ภูเขาหัวโล้นจนทำให้นักเดินทางอย่างพวกเราอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเจ้าในเหลืองถึงมีพิษภัยมากขนาดนั้น


  อย่างที่บอกเมืองโพนสะหวันหรือที่รู้จักกันในนามทุ่งไหหิน (Plain of   jars) อันเป็นไฮท์ไลท์ของที่นี่ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะมุ่งไปดูไหหินกลุ่มที่ 1 ที่อยู่ห่างจากตัวเมือง  7.5 กิโลเมตร ไหหินเหล่านี้ทำด้วยหินทรายกระจัดกระจายอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆประมาณ 200 ใบและมีขนาดใหญ่กว่าในกลุ่มอื่นๆ โดยไหที่มีน้ำหนักมากสุดถึง 15 ตัน ส่วนใบที่เล็กที่สุดหนักประมาณ 40 – 50 กิโลกรัม

 

 

 

                                          ทุ่งไหหินในมุมกว้าง
ความลี้ลับของทุ่งไหหินนี้ ยังเป็นปริศนาอยู่ แม้สปป.ลาวกับญี่ปุ่นจะร่วมกันศึกษาค้นคว้าวิจัยก็ยังฟันธงไม่ได้ว่าไหหินที่มีอายุ 2,500-3,000 ปีเหล่านี้ สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ ดังนั้นเลยวิเคราะห์กันในหลายแนวทางอาทิ ค้นพบว่าบางไหมีโครงกระดูกมนุษย์ หรือพบลูกปัดจากจีน เครื่องประดับของชนเผ่าไท และรูปสำริดของเวียดนาม นักโบราณคดีบางคนจึงเชื่อว่าเพื่อการทำพิธีศพ แต่บ้างก็เชื่อว่าเป็นที่บรรจุใส่เหล้าของนักรบโบราณในสมัยขุนเจือง


ช่วงที่อยู่ทุ่งไหหิน เสียงไกด์ไทยและไกด์ลาว ต่างย้ำหนักย้ำหนาว่าให้เดินในเส้นทางที่ระบุไว้ ห้ามเดินนอกเส้นทางเพราะยังมีกับระเบิดอยู่ ทางการลาวร่วมมือกับโครงการ MAG ของอังกฤษมาทำการกอบกู้ระเบิดที่มีอยู่ทั่วไปในแขวงเชียงขวางและบริเวณใกล้เคียง


 ลืมบอกไปว่าถ้าใครไปนอนในโรงแรมที่เมืองโพนสะหวัน อย่าได้คิดหรือขอห้องนอนติดแอร์ล่ะ เพราะที่เมืองนี้เขาไม่ใช่แอร์กัน มีแต่พัดลม ใครขี้ร้อนก็แย่หน่อย แต่อากาศเย็นสบายจริงๆ แม้จะไปหน้าฝนแต่กลางคืนอากาศหนาวเย็น ประเภทต้องห่มผ้าห่ม

 

                       ตัวตุ่นเป็นๆที่ตลาดเมืองโพนสะหวัน

 

 


 แม้การไปคาราวานแบบนี้จะต้องใช้เวลาไต่เขาหลายชั่วโมงกว่าจะถึงหลวงพระบาง เพราะต้องรับประทานอาหารกลางวันระหว่างทางและเข้าห้องน้ำด้วยนั้น แต่ด้วยความที่สองข้างทางเต็มไปด้วยทิวทัศน์ที่สวยงาม ทำให้เพลิดเพลินเจริญตายิ่งนัก และแถมยังได้จอดรถไปถ่ายรูปชนิดที่บ้านเราไม่มีให้เห็นอาทิ การ “อาบน้ำสามัคคี” โดยทางการจะสร้างบ่อน้ำใหญ่ไว้ใช้สอยร่วมกัน พอตกเย็นจะเห็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไปอาบน้ำกันอย่างสนุกสนาน ที่แก้ผ้าก็มีแต่เด็กเล็กๆเท่านั้น ส่วนสาวๆก็นุ่มกระโจมอกน่ารักจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

พิพิธภัณฑ์ที่หลวงพระบาง

 


 
นักท่องเที่ยวไทยอันดับหนึ่ง


  วันนั้นคณะคาราวานไปถึงหลวงพระบางช่วงเย็น เลยมีเวลาไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน แม้ฝนตกแต่ก็พอเดินได้ ชนเผ่าต่างๆนำสินค้ามาวางขาย  ไม่ว่าจะเป็นพวกงานฝีมือเย็บปักถักร้อย ช่วงที่เดินอยู่จะได้ยินเสียงนักท่องเที่ยวไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเลือกซื้อสินค้าอยู่  ซึ่งแต่ละคนก็ต่อรองราคากันแบบสุดๆ เพราะคงรู้มาก่อนว่าจะต้องต่อให้มากเข้าไว้ แต่ถ้าจะว่ากันไปแล้วสินค้างานฝีมือของชนเผ่าราคาถูกมากทีเดียว ถ้าเทียบกับสินค้าประเภทเดียวกันกับในบ้านเราอย่างที่ปายหรือเชียงใหม่


  บรรยากาศของหลวงพระบางในยามค่ำคืน นอกจากจะคึกคักตรงถนนคนเดินแล้ว  ตามร้านอาหารที่เงียบเหงาในตอนกลางวันก็กลับมามีชีวิตชีวาในยามพระอาทิตย์ลาลับด้วยฝรั่งหัวแดงหลายสัญชาติ ชาวตะวันตกเหล่านั้นดินเนอร์จิบเบียร์กันแบบสบายๆ

 

                            แม่ค้าบนถนนคนเดินที่หลวงพระบาง

 


  ช่วงที่ไปแม้จะเป็นหน้าฝน แต่โรงแรมและเกสต์เฮาส์ที่มีอยู่ดาษดื่นต่างเต็มหมด ต้องจองล่วงหน้ากันหลายเดือนทีเดียว นี่ชี้ให้เห็นว่าเมืองมรดกโลกแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตจริงๆ โดยเฉพาะนักเดินทางจากไทยถือเป็นอันดับหนึ่ง


 โปรแกรมสำคัญของการไปทัวร์อดีตราชธานีของอาณาจักรล้านช้าง เช้ามืดจะมีการตักบาตรข้าวเหนียวกัน  หลังจากนั้นก็เดินเที่ยวตลาดเช้า ซึ่งมีทั้งของกินของใช้สารพัด ที่นี่สามารถใช้เงินไทยได้อย่างสบายๆ ช่วงหน้าฝนแม่ค้าจะนำเห็ดสารพัดสีทั้งขาว ดำ แดงและเหลืองขายเต็มไปหมด


   ถ้าเดินชมตลาดกันพอสมควรแล้ว อีกสถานที่หนึ่งที่นิยมไปกันก็คือ ร้านกาแฟโบราณ “ประชานิยม” ที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขง  ซึ่งนอกจากจะจิบกาแฟกับปาทังโก้จนได้ที่แล้ว ถ้ายังไม่อิ่มก็สามารถสั่งเฝอหรือข้าวเหนียวไก่ย่าง ปลาย่างจิ้มแจ่ว เพิ่มเข้าไปในท้องได้อีกด้วย แต่เห็นเป็นร้านธรรมดาๆอาศัยร่มเงาใต้ต้นมะม่วงใหญ่อย่างนี้เถอะ ราคาขายก็ไม่เบานะ เพราะในสปป.ลาว เฝอชามละ 50-60 บาท เป็นเรื่องปกติ

 

 

โปรแกรมสำคัญอีกโปรแกรมคือต้อง “วัดเชียงทอง” อันเป็นวัดหลวงคู่เมืองหลวงพระบาง ที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช โปรดให้สร้างขึ้น จากนั้นก็ไปชม พระราชวังหลวง ซึ่งเป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ นมัสการ พระบาง พระคู่บ้านคู่เมืองเพื่อเป็นสิริมงคล และชม อนุสาวรีย์เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ไม่อนุญาตให้นำกล้องเข้าไปถ่ายรูป


 นี่เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับทัวร์ที่มีเวลาอยู่หลวงพระบางแค่คืนเดียว เพราะหลังจากนั้นต้องเดินทางเข้าวังวียงเมืองท่องเที่ยงชื่อดังอีกแห่งของสปป.ลาว อยู่ห่างจากหลวงพระบางถึง 210 กิโลเมตร โดยผ่านเมืองต่างๆคือกาสี เมืองพูคูน และเมืองกิ่วกระจำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 


เปรียบวังเวียงถนนข้าวสาร


 วังเวียง หรือที่รู้จักกันในนาม” กุ้ยหลินเมืองลาว” วันนี้ เปลี่ยนไปอย่างผิดหูผิดตา นักท่องเที่ยวหลายคนถึงกับออกปากว่า ตอนกลางคืนบรรยากาศเหมือนถนนข้าวสารของเราอย่างไรอย่างนั้น เพราะเต็มไปด้วยฝรั่งแบกแพ็ค นั่งถองเบียร์ในร้านบาร์เบียร์กันเต็มไปหมด


 แม้จะค้างที่วังเวียงแค่คืนเดียว แต่ก็มียังไปเดินสำรวจราตรี เลยทำให้ได้เห็นฝรั่งวัยหนุ่มสาวเมากัญชา เมาเหล้าทะเลาะกันเสียงดังเอะอะ แบบนี้เองที่ทำให้นักท่องเที่ยวรักสายลมและสายแดดจะไม่โปรดวังเวียงเหมือนในอดีต ซึ่งฝรั่งแบ็คแพ็คยังไม่ได้ไปยึดวังเวียงเช่นทุกวันนี้


อย่างที่บอกไปวังเวียงเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆของลาว และยังมีอนาคตสดใสไปอีกนาน เห็นได้จากจำนวนโรงแรมและเกสต์เฮาส์ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด รวมทั้งโรงแรมบูติกด้วย

 

 

                                      วิวสวยๆริมแม่น้ำซองที่วังเวียง


 นอกจากร้านบาร์เบียร์ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่าวังเวียงเปลี่ยนไปจากเดิมมากถึงมากที่สุด คือแหล่งบันเทิงเริงรมย์และตู้เอทีเอ็ม ร้านนวดนับสิบแห่งจากแต่ก่อนที่ไม่มี รถเข็นขายเครปและขายขนมปังฝรั่งเศสใส่ไส้มากกว่าสิบเจ้า ชีวิตกลางคืนที่นี่ไม่เงียบเหงาแน่สำหรับคนที่ชอบแสงสีเสียง

 

 


ร้านรวงที่ขายเสื้อผ้ารองเท้าและสิ่งของต่างๆเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวเป็นพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนทีอพยพมาอยู่ที่นี่ เพราะเห็นช่องทางทำมาหากิน


ได้มีโอกาสคุยกับเจ้าของร้านนวดหลายราย แต่ละรายบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า การเปิดร้านนวดเป็นธุรกิจที่ไปได้สวย ซึ่งจะให้บริการทั้งนวดลาว นวดไทย นวดจีน และนวดสวีดิช ถ้าเป็นนวดไทยจะหนักสุด ส่วนนวดจีนจะเป็นการกดจุด มีลูกค้ามาใช้บริการตลอด เขาคิดไม่แพงนวดชั่วโมงละ 120 บาท โดยทางร้านจะแบ่งให้หมอนวดคนละครึ่ง บางร้านจะมีบริการประคบด้วย แต่ก็เพิ่มราคาเข้าไป หมอนวดลาวแต่งตัวตามสบายไม่ต้องมีฟอร์มอะไรเหมือนเมืองไทย


เชื่อว่าถ้าไปวังเวียงในช่วงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีที่มีผลบังคับใช้ในปลายปี 2558 คงได้เห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากนี้อีกแน่นอน








27 ปี เทคโนโลยีชาวบ้าน 27 พรรณพืชน่าปลูก พบกันในงาน "มหัศจรรย์พรรณพืชทั่วไทย” วันที่ 6-9 พ.ย.นี้
เศร้า! เด็กหญิง11ขวบ ในร่างวัย80ปี ถูกครูสั่งถอดวิกผมสีชมพู ใจสลายแค่อยากมีผมแบบเพื่อนๆ
ตรวจสอบดวงท่านวันนี้้ กับ "คอลัมน์ดาวกับดวง" วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2557 โดย พิมพ์พรร
"บิ๊กตู่" ซูเปอร์เพาเวอร์ กองทัพค้ำเก้าอี้ ทหารเสือชุดดำ พรึ่บ - 2 ลูกรักของ "ป๋าเปรม"
เจาะลึกโยกย้ายมท.ล่าสุด "สิงห์ทอง" ขึ้นพรึ่บ จับตาผช.ปลัดกระทรวงหนุ่ม อายุไม่ถึง 40
จำนำข้าว-จำนำยุ้งฉาง เสียงก้องจากท้องทุ่ง
ใจป้ำสุด ๆ "เจ้าสัวบุญชัย" สอยกระเป๋าเเบรนด์แสนกว่าๆ ให้ศรีภรรยา "ตั๊ก บงกช"
"แตงโม" ไม่ถือ "นิกกี้" เน็ตไอดอล เดินแบบแย่งซีนฟินาเล่
เเขวนเต้าสละโสด "แอนน์วรา" วิวาห์หวานนักธุรกิจหนุ่ม "วิลเลียม" ชาวสิงคโปร์
พ่อจีนยัวะ ลูกชายคนโตหมกตัวในร้านเกม ไม่มางานวันเกิดแม่ บุกถล่มร้านเน็ตพังยับ
"กล้วย" พืชประโยชน์สารพัดนึก แต่หากบริโภคไม่คิด มีสิทธิ์ถึง "ตาย"
"ซูซูกิ ลาแปง" รถแบ๊วๆ ราคาไม่แบ๊ว อ็อพชั่นไม่เบา! เข้าไทยเคาะที่ 1.4 ล้าน!
ว่าที่ ′มิตซูบิชิ อีโว′ ใหม่ สวยล้ำสไตล์สปอร์ต
"บาจา" ไม่ใช่ของไทย แต่อยู่ในไทยมากว่า 85 ปี
หลานปู่ "กาโม่ อาชวิน" จวกคนปล่อยข่าวลือ "ปู่เฉลิม" เสียชีวิต บอกช่วยหาข่าวที่มีสาระกว่านี้หน่อย