ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 20 กันยายน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศ ได้โพสต์ข้อความและรูปถ่ายของตัวเองที่นั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่งย่านบางแค เมื่อครั้งน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ผ่านทางเฟซบุ๊ก "ชูวิทย์ I′m No.5" ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงานของอุโมงค์ยักษ์ ระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร ที่มีการลงทุนไปมูลค่ามหาศาล ว่า สามารถใช้งานและแก้ปัญหาน้ำท่วมได้หรือไม่ พร้อมระบุว่า มีข้าราชการ กทม.คนหนึ่งระบุว่า เครื่องสูบน้ำและระบบสูบน้ำของกรุงเทพมหานคร ยังมีข้อบกพร่องอยู่มากจึงทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ นายชูวิทย์ยังตั้งคำถามนำมาว่า ควรเริ่มตรวจสอบโครงการต่างๆ ของกทม.หรือไม่ ว่ามีการเตรียมพร้อมในการรับมือน้ำท่วมไปถึงไหน อย่างไร
สำหรับข้อความที่นายชูวิทย์โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กมีเนื้อหาดังนี้
"ผมอยากจะทราบจริงๆว่า อุโมงค์ยักษ์แก้ปัญหาน้ำท่วมยั่งยืนที่ใช้เงินลงทุนไปมากมายมหาศาล มันใช้งานได้จริงหรือเปล่า?
ข้าราชการท่านหนึ่งที่ทำงานอยู่ในสำนักว่าการกรุงเทพมหานครบอกกับผมว่า เครื่องสูบน้ำและระบบสูบน้ำของกรุงเทพมหานครยังมีข้อบกพร่องอย่างมาก ทำให้กระบวนการสูบน้ำของกรุงเทพมหานครยังทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ
เราควรเริ่มตรวจสอบโครงการต่างๆ ของกรุงเทพมหานครหรือไม่ ว่าเขาได้เตรียมตัวรับมือภัยน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครไปถึงไหน อย่างไร?
ภาพนี้เป็นภาพถ่ายเมื่อปีที่แล้วจากย่านบางแค ใกล้ๆกับเดอะมอลล์ ที่แสดงให้เห็นถึงความน่าผิดหวังและน่าเศร้าใจ เพราะเมื่อถึงเวลาที่กรุงเทพมหานครต้องเจอน้ำท่วมใหญ่ อุโมงค์ยักษ์ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้เลย"

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงคืนวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา นายชูวิทย์ก็ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความ ตั้งคำถามไปยังรัฐบาล ถึงกรณีการสร้างกำแพงป้องกันนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่าสามารถป้องกันน้ำท่วมได้จริงหรือไม่ พร้อมเรียกว่า เป็นกำแพงรันทด โดยเป็นการโพสต์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ถึง 2 ครั้ง เนื้อหาดังนี้
"กำแพงหรือเขื่อนคอนกรีตขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างรอบบริเวณนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดอยุธยา เป็นเสมือนเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างนายทุนกับชาวนา เมื่อกำแพงนี้ถูกสร้างอย่างแข็งขันเพื่อเตรียมการป้องกันน้ำท่วมในปีนี้
การสร้างกำแพงอาจทำให้ทิศทางน้ำเปลี่ยนไป แต่รัฐบาลยังไม่ได้แก้ไขปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาอย่างตัวใครตัวมัน นิคมอุตสาหกรรมโรจนะที่มีโรงงานอยู่เป็นจำนวนมากสามารถสร้างแนวป้องกันด้วยเงินลงทุนก่อสร้างอย่างมหาศาลรอบบริเวณนิคม ในขณะที่ชาวบ้านรอบบริเวณและท้องทุ่งนาถูกทอดทิ้งมีสภาพเหมือนเดิม ไม่แตกต่างจากปีก่อนๆ
ผมจึงเรียกกำแพงนี้ว่า "กำแพงรันทด" เป็นการตอกย้ำให้ประชาชนชาวไร่ชาวนาเห็นว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมยังไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน งบประมาณของรัฐบาล ที่จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนอันมีปริมาณมหาศาลที่ผ่านมาในอดีตทุกๆปีหายไปไหน? เขาเอาเงินเหล่านั้นไปทำอะไรบ้าง?
"กำแพงนี้เป็นเหมือนสิ่งเตือนใจให้เห็นว่า ในประเทศนี้ประชาชนจะต้องคุ้มครองดูแลด้วยตัวของตัวเอง เป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที"

ถัดจากนั้นอีกประมาณ3 ชั่วโมง นายชูวิทย์ก็โพสต์ตั้งคำถามในเรื่องดังกล่าวอีก ดังนี้
"คุณคิดว่ากำแพงอย่างเดียวจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้จริงหรือ?
อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิด ผมเข้าใจดีว่าการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติในประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นการลงทุนมหาศาลที่รัฐบาลควรดูแลและปกป้องพวกเขา
สิ่งที่ผมพยายามจะบอกคือ รัฐบาลควรแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบยั่งยืน สามารถแก้ปัญหาได้จริงในระยะยาว การสร้างกำแพงป้องกันนิคมอุตสาหกรรมโรจนะคือวิธีป้องกันหนึ่ง ผมเข้าใจ แต่การแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาวโดยมีเงินงบประมาณการบริหารจัดการน้ำมากมายมหาศาล ทำได้แค่สร้างกำแพงกั้นน้ำเพียงแค่นั้นหรือ?
รัฐบาลควรมีวิธีบริหารจัดการงบประมาณก้อนใหญ่ที่สูญเสียไปทุกๆปีได้อย่างครอบคลุมมากกว่านี้ เงินทั้งหมดเหล่านั้นหายไปไหน?
อย่างที่ผมบอก กลับกลายเป็นว่าพวกเราทุกคนต้องปกป้องคุ้มครองตัวเอง ทั้งชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนาเกษตรกร รวมไปถึงนักลงทุนทางภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเช่นกัน พวกเขามีกำลังพอที่จะสร้างกำแพงแข็งแกร่งล้อมรอบโรงงานของพวกเขา แต่แท้ที่จริงแล้วหน้าที่นี้คือสิ่งที่รัฐบาลควรจะทำหรือเปล่า? อย่างเช่นปีที่แล้วที่โรงงานฮอนด้า รถยนต์กว่าร้อยคันต้องจมน้ำเพราะการบริหารจัดการน้ำอย่างไร้ประสิทธิภาพ ทั้งๆที่รัฐมีงบประมาณมหาศาลในแต่ละปี แล้วชาวบ้านที่ไม่มีกำลังพอจะสร้างสิ่งใดป้องกันจะอยู่อย่างไร?
น้ำท่วมมันคือภัยธรรมชาติ รัฐควรให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำร้อยใช่หรือไม่?
ผมปีนขึ้นไปบนกำแพงเพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลหันกลับมามองว่า พวกเขาไม่ควรทอดทิ้งปัญหาและปล่อยให้ทุกฝ่ายต้องปกป้องตัวเองโดยไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากทางรัฐบาลว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร
ผมไม่ได้หวังว่าทุกคนจะต้องเห็นด้วยกับผมทุกเรื่อง แต่คุณรู้สึกยังไง? เวลาที่เห็นนักการเมืองไทยสองฝ่ายโทษกันไปโทษกันมา ปัญหาที่เกิดขึ้นมันคือความเดือดร้อนของประเทศไทย ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลควรหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ปัญหาไม่ใช่หรือ?
พวกเขาไม่ได้ถูกเลือกเพื่อเข้ามาปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง หรือของพรรคตัวเองเท่านั้น แต่พวกเขาควรเข้ามาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทุกคนในประเทศไทยไม่ใช่หรือ?

อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่นายชูวิทย์โพสต์ข้อความต่างๆลงเฟซบุ๊กได้มีผู้เข้ามาสนับสนุนให้มีการตรวจสอบในเรื่องต่างๆ ทั้งอุโมงค์ยักษ์ของกรุงเทพมหานคร การสร้างกำแพงป้องกันน้ำท่วมที่อุตสาหกรรมโรจนะ พร้อมแสดงความคิดเห็นต่างๆ จำนวนมาก