รักอมตะ “มะเมี๊ยะ-เจ้าศุขเกษม” : เรื่องเก่าที่ต้องมองใหม่

วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 18:32:05 น.










ศิลปวัฒนธรรม ธันวาคม ๒๕๕๕  โดย สมฤทธิ์ ลือชัย

 

 

 

ผมรู้เรื่องรักอมตะ “มะเมี๊ยะ-ศุขเกษม” เมื่อตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นั่นก็ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว จากการอ่าน “เพ็ชร์ลานนา” ของ คุณปราณี ศิริธร ณ พัทลุง หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ผมประทับใจในความรักที่ทั้งสองมีต่อกัน สงสารที่ทั้งสองต้องแยกจากกันทั้งๆ ที่ยังรักกันอยู่และต่างก็ยังมีชีวิตอยู่ นี่ถือว่าเป็นทุกข์ระทมอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์เลยก็ว่าได้ ฉากการลาจากกันที่ประตูหายยาเมื่อเดือนเมษายน ปี พ.ศ. ๒๔๔๖ ยังประทับอยู่ในความทรงจำของผม เวลาผ่านไปแถวนั้นก็ยังรำลึกอยู่เสมอ และจำได้ว่าอ่านไปด้วยร้องไห้ไปด้วยราวกับว่ามันเกิดขึ้นกับตนอย่างนั้นแหละ ตอนนั้นผมเชื่อเรื่องนี้ว่าจริง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เชื่อทุกฉากทุกตอน เชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัย เชื่อว่าสยามและอังกฤษเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คนทั้งสองต้องจากกัน
 
จาก “เพ็ชร์ลานนา” ที่คุณปราณีนำเสนอนั้น เรื่องมีอยู่ว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ เจ้าศุขเกษม บุตรของเจ้าแก้วนวรัฐกับเจ้าแม่จามรี ตอนนั้นอายุ ๑๕ ปี ถูกส่งไปเรียนหนังสือที่มะละแหม่ง ขณะนั้นเจ้าแก้วนวรัฐผู้บิดาดำรงตำแหน่งเจ้าอุปราช ซึ่งเป็น ๑ ใน ๕ ตำแหน่งสำคัญของระบบการปกครองล้านนา ที่เรียกว่า “เจ้าขัน ๕ ใบ” อันประกอบด้วย เจ้าเมือง เจ้าอุปราช เจ้าราชวงศ์ เจ้าราชบุตร และเจ้าบุรีรัตน์ ด้วยเหตุที่เจ้าศุขเกษมเป็นบุตรเจ้าอุปราช จึงถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญไม่น้อย ต่อมาเจ้าศุขเกษมได้พบรักกับสาวพม่าเป็นแม่ค้าขายบุหรี่ชื่อ “มะเมี๊ยะ” และทั้งสองก็ได้เสียเป็นผัวเมียกัน พอถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๖ หลังจากอยู่มะละแหม่งได้ ๕ ปี เจ้าศุขเกษมต้องกลับเชียงใหม่ เจ้าศุขเกษมก็พามะเมี๊ยะกลับมาด้วย ตอนแรกให้คนสนิทปิดเรื่องนี้เป็นความลับ

 

 

แต่ในที่สุดเมื่อความจริงเปิดเผย ความรักของคนทั้งสองก็ต้องอวสาน เหตุเพราะว่ามะเมี๊ยะเป็นพม่าเป็นคนสัญชาติอังกฤษ เจ้าศุขเกษมซึ่งต่อไปจะได้เป็นเจ้าเมืองครองเชียงใหม่ จะมีชายาเป็นพม่าซึ่งเป็นคนของอังกฤษไม่ได้ เพราะอังกฤษอาจใช้เป็นข้ออ้างเพื่อแทรกแซงหรือยึดเชียงใหม่ และเรื่องนี้ทำให้สยามไม่พอใจ เพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามใหญ่โต ทางเชียงใหม่ต้องตัดไฟแต่ต้นลม มะเมี๊ยะต้องกลับพม่าและทั้งสองต้องจากกันอย่างตลอดกาล และแล้วก็มาถึงฉาก “the great goodbye” ที่ประตูหายยา หนังสือ “เพ็ชร์ลานนา” พรรณนาไว้ว่า
 
“...เจ้าศุขเกษมพูดพม่ากับมะเมี๊ยะได้ไม่กี่คำ เสียงร้องไห้โฮของฝ่ายหญิงก็ดังขึ้น เจ้าศุขเกษมก็พลอยสะอื้นตื้นตันใจคร่ำครวญสุดแสนอาดูรพูนเทวษ จนท้าวบุญสูงมาเตือนครั้งแล้วครั้งเล่าว่าถึงเวลาจะเคลื่อนขบวนเดินทางนั่นแหละทั้งสองจึงยอมแยกจากโอบกอดกัน
 
แม้จะขึ้นไปบนกูบช้างแล้วก็ตามมะเมี๊ยะก็ขอลงมาหาเจ้าศุขเกษมอีกจนได้ เธอคุกเข่าลงกับพื้นก้มหน้าสยายผมออกเช็ดเท้าสามีด้วยความอาลัยรัก เรียกน้ำตาของเจ้าศุขเกษมไหลลงนองสองแก้ม แล้วก็โผเข้ากอดรัดกันอีก...ท้าวบุญสูงต้องอึดอัดใจอย่างยิ่งเพราะไหนจะปลอบใจให้มะเมี๊ยะกลับขึ้นไปบนหลังช้างไหนมะเมี๊ยะจะดึงดันกลับลงมาอีกเป็นหนที่สองวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดเจ้าศุขเกษมอีก กว่าขบวนจะออกเดินทางได้ก็เลยกำหนดเวลาไปนานอักโข เจ้าศุขเกษมยืนเหม่อมองดูจุดเล็กๆ ที่ขยับเขยื้อนเหลียวมองด้านหลังจากบนหลังช้างนั้นตลอดเวลา จนลับจากสายตาจึงยอมกลับสู่คุ้ม”
 
จำได้ว่าพออ่านมาถึงตรงนี้ มันมีอะไรไม่รู้มาจุกอยู่ที่คอ จากนั้นน้ำตาก็ไหลพรากลงอาบสองแก้ม ผมเชื่อว่าถ้าใครได้อ่านพรรณนาโวหารข้างบนแล้วคงไม่ต่างจากผม แต่ถ้าไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงมีปัญหาทางด้านอารมณ์แล้วล่ะครับ (จะว่าตายด้านก็เกรงว่าจะแรงไป)
 
หนังสือ“เพ็ชร์ลานนา” เสนอเรื่องนี้มาจบลงที่ตรงฉากนี้ อีก ๑๖ ปีต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๒๓ คุณปราณี ศิริธร ณ พัทลุง ก็ได้ออกหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ “ชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่” และได้นำชีวิตรักมะเมี๊ยะ-ศุขเกษมมาเสนออีกครั้งโดยเพิ่มเนื้อหาต่อจาก “เพ็ชร์ลานนา” ความว่าเมื่อมะเมี๊ยะกลับไปมะละแหม่งแล้ว ไปรอเจ้าศุขเกษมจนครบ ๓ เดือนตามสัญญา เจ้าศุขเกษมไม่ได้ไปพบ มะเมี๊ยะจึงบวชเป็นชี ต่อมาเจ้าศุขเกษมได้แต่งงานกับเจ้าบัวชุมที่กรุงเทพฯ เมื่อเจ้าศุขเกษมกลับมาเชียงใหม่ แม่ชีมะเมี๊ยะได้มารอพบอยู่ที่หน้าคุ้ม เจ้าศุขเกษมก็ไม่กล้าออกมาพบ ด้วยเหตุที่ตัวเองเป็นคนผิดสัญญาที่ให้ไว้กับมะเมี๊ยะ จึงให้คนนำเงิน ๘๐๐ บาท พร้อมแหวนทับทิมมามอบให้มะเมี๊ยะแทน และหลังจากนั้นทั้งสองก็ไม่ได้พบกันอีกเลย เจ้าศุขเกษมสิ้นชีวิตเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ อายุได้ ๓๓ ปี ด้วยเหตุตรอมใจ ส่วนมะเมี๊ยะบวชชีตลอดชีวิต มาสิ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ อายุได้ ๗๕ ปี
 

นี่คือเรื่องราวชีวิตรักมะเมี๊ยะ-ศุขเกษมที่ผมย่อมาจาก “เพ็ชร์ลานนา” และ “ชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่” ของ คุณปราณี ศิริธร ณ พัทลุง


ด้วยความหลงใหลในตำนานรักเรื่องนี้ ผมก็พยายามสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ผมเคยถามคุณยายชาวเชียงใหม่ท่านหนึ่ง (ลืมชื่อท่านไปแล้ว) ซึ่งตอนนั้นอายุ ๘๐ กว่าๆ คุณยายเป็นแม่ของพี่น้อยซึ่งมีบ้านติดกันกับบ้านที่ผมอยู่ แถวๆ ข้างวัดข่วงสิงห์ ผมเชื่อว่าอายุขนาดคุณยายและเป็นคนชาวเชียงใหม่โดยกำเนิดเชื่อว่าคงเคยได้ยินหรืออาจได้เห็นฉากการลาจากอันยิ่งใหญ่ที่ประตูหายยาเพราะเมื่อตอนเกิดเรื่องนี้คุณยายคงเป็นเด็กแต่ก็น่าจะพอจำความได้ แต่ผลปรากฏว่าคุณยายไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนและไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อ “มะเมี๊ยะ-ศุขเกษม”

 

แต่ถ้าอ่านจาก “เพ็ชร์ลานนา” เรื่องนี้น่าจะดังมากๆ ในสมัยนั้น ประเภท “talk of the town” เลยก็ว่าได้ ไม่เชื่อลองอ่านข้อความที่ผมยกมาจากหนังสือเล่มนี้ดูซิครับ

 

“เจ้านายข้าราชการและประชาชน รวมทั้งชาวพม่า มอญ เงี้ยว ต่องสู้ ที่ทราบข่าวการตัดสินใจเดินทางกลับมะละแหม่งของมะเมี๊ยะ ยอดหญิงของทายาทเจ้าอุปราชผู้ยอมหลีกทางให้แรงกดดันทางการเมืองเพื่อความสุขสวัสดิ์สถาพรและอนาคตของสามีอย่างน่าสรรเสริญต่างก็จับกลุ่มมุ่งสู่ประตูหายยา ซึ่ง ณ ที่นั้นขบวนช้างอันเป็นพาหนะและคนติดตามควบคุมขบวนและเสบียงกรังได้ไปรอคอยอยู่

 

เสียงสนทนาพาทีของประชาชนเซ็งแซ่ล้วนแต่สงสารเอ็นดูสาวน้อยวัย๑๖ ผู้มีกรรมจำพราก...มะเมี๊ยะในชุดแต่งกายพม่ามีผ้าคลุมผมก้าวลงจากรถก่อนตามติดด้วยเจ้าศุขเกษม ทั้งคู่มีหน้าหมองคล้ำ ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะปิดบังหรือละอายใจ ถึงแม้ประชาชนจะห้อมล้อมมุงดูอยู่รอบด้านมืดฟ้ามัวดิน...”

 

ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง คนเมืองเชียงใหม่คงโจษจันกันทั่ว จากประตูหายยามาข่วงสิงห์อย่างช้าก็ไม่น่าจะเกิน ๒ วัน เผลอๆ แค่วันเดียวคนที่ข่วงสิงห์ก็คงรู้กันทั่วแล้ว แต่คุณยายซึ่งตอนนั้นแม้จะยังเด็กแต่เชื่อว่าก็พอจะจำความได้ แต่เหตุใดคุณยายกลับไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลย หรือว่าคุณยายจำไม่ได้เพราะอายุมาก ผมพยายามหาเหตุผลเพื่อให้เรื่องที่ผมประทับใจนี้ยังคงเป็นจริงไม่เปลี่ยนแปลง

 

ผมตั้งใจว่าในชีวิตนี้จะต้องไปมะละแหม่งให้ได้ จะไปตามสืบเรื่องนี้เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมะเมี๊ยะ ดีไม่ดีอาจได้พบญาติมะเมี๊ยะ หรือถ้าโชคดีกว่านั้นผมอาจได้เห็นรูปมะเมี๊ยะ จะได้รู้ว่าสวยแค่ไหน ผมเพ้อฝันไปลมๆ แล้งๆ แต่ก็เชื่อว่าคงได้อะไรกลับมาไม่มากก็น้อย เพราะตามที่ “ชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่” เสนอนั้นบอกว่ามะเมี๊ยะเพิ่งสิ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ นี่เอง ผมเชื่อว่าที่มะละแหม่งน่าจะมีหลักฐานเกี่ยวกับมะเมี๊ยะหลงเหลือเป็นแน่ ผมมั่นใจอย่างนั้น


แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไปมะละแหม่งสักที แม้ว่าต่อมาจะมีโอกาสไปพม่าหลายครั้งก็ตาม ที่ไม่ได้ไปสักทีก็เพราะว่าการเดินทางไปมะละแหม่งในตอนนั้นไม่สะดวกสบายทั้งการเดินทางและการถูกควบคุม ชาวต่างประเทศที่จะไปต้องทำเรื่องขออนุญาตก่อน เรื่องไปมะละแหม่งก็เลยเป็นเพียงความฝันและความหวัง แต่ไปพม่าครั้งใดก็พูดแต่เรื่องนี้ ครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ขณะรอเครื่องบินอยู่ที่เมืองพุกาม ได้เล่าตำนานรักเรื่องนี้ให้ คุณอดิศักดิ์ ศรีสม คนที่เป็นพิธีกรโทรทัศน์นั่นแหละ ไม่คิดว่านี่จะเป็นเหตุให้ได้ไปเมืองมะละแหม่งสมความปรารถนา

 

มีอีกท่านหนึ่งที่กระตุ้นให้ผมอยากไปมะละแหม่งเร็วขึ้นท่านผู้นั้นก็คือ อาจารย์จีริจันทร์ ประทีปะเสน โดยส่วนตัวรู้จักอาจารย์จีริจันทร์มานาน เคยร่วมงานละครเวทีกับอาจารย์ ถือว่าสนิทสนมเลยทีเดียว แต่ไม่ทราบเลยว่าอาจารย์จะสนใจเรื่องนี้ วันหนึ่งได้ข่าวว่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ อาจารย์ไปสืบตำนานรักเรื่องนี้ที่มะละแหม่ง พอรู้ว่าอาจารย์ไปได้แล้วก็มาคิดว่าทำไมเราจะไปไม่ได้ ที่สำคัญอาจารย์ไปตามเรื่องที่เราสนใจเสียด้วยซิ แล้วเราจะมัวช้าอยู่ไยและช่างบังเอิญเหลือเกินที่ไม่นานจากนั้น คุณอดิศักดิ์ ศรีสม ได้มาชวนไปมะละแหม่งเพื่อถ่ายทำสารคดีชุด “ประวัติศาสตร์นอกตำรา” เกี่ยวกับเรื่องนี้พอดี มีหรือที่คนอย่างผมจะปฏิเสธ เพราะแค่รู้ว่าจะได้ไปมะละแหม่งเนื้อก็เต้นแล้ว

 

ชีวิตรักของมะเมี๊ยะ-ศุขเกษมที่คุณปราณีนำเสนอนั้นต่อมาถูกถ่ายทอดเป็นบทเพลงเมื่อปีพ.ศ.๒๕๒๐ ชื่อ“มะเมี๊ยะ” โดย คุณจรัล มโนเพชร และที่ประทับใจมากก็เมื่อเพลงนี้ร้องโดยพี่แอ๊ดหรือ คุณสุนทรี เวชชานนท์ เพราะร้องทีไรเป็นร้องไห้ทุกที และทุกครั้งที่ไปร้านพี่สุนทรีก็มักจะขอให้พี่แอ๊ดร้องเพลงนี้ มีครั้งหนึ่งเมื่อร้องเพลงนี้เสร็จพี่แอ๊ดก็เดินมาหาแล้วพูดว่า “สะใจหรือยัง” พวกเราแฟนเพลง “มะเมี๊ยะ” ได้แต่ยิ้ม ช่วยไม่ได้ก็คนมันชอบนี่ครับ


จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ดาราวิดีโอก็นำเรื่องนี้เสนอเป็นละครโทรทัศน์มี สุวนันท์ คงยิ่ง และศรราม เทพพิทักษ์ เป็นดารานำ แต่ดูจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าไร ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเมื่อตอนเด็กๆก็เคยเห็นเรื่องนี้เป็นละครโทรทัศน์เหมือนกัน แต่ไม่แน่ใจว่าช่องไหน แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้ได้ขยายการรับรู้ไปทั่วเมืองไทยแล้วไม่ใช่เฉพาะที่เชียงใหม่


หลังจากอาจารย์จีริจันทร์ไปมะละแหม่งมาแล้วอาจารย์ก็ได้นำเรื่องรักอมตะนี้มาเสนอในรูปแบบละครเวทีเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖ อันเป็นวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี “มะเมี๊ยะ-ศุขเกษม” และในปีนี้ อาจารย์ธเนศวร์ เจริญเมือง ก็ได้ออกหนังสือชื่อ “๑๐๐ ปีแห่งรัก หมะเมียะ-เจ้าศุขเกษม” ส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ก็อ้างข้อมูลการไปมะละแหม่งของอาจารย์จีริจันทร์ด้วย ต่อมาอาจารย์จีริจันทร์ได้ออกหนังสือชื่อ “หมะเมียะ” ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งหนังสือเล่มนี้เป็นทั้งบทละครและรายละเอียดการเดินทางไปค้นข้อมูลที่มะละแหม่ง

 


ต้องยอมรับว่าอาจารย์จีริจันทร์เป็นผู้จุดประกายให้คนมาสนใจเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะต่อจากนั้นก็มีการจัดเสวนาทางวิชาการรวมทั้งการรายงานของสื่อท้องถิ่น ต้องบอกว่าที่เชียงใหม่คึกคักมากในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีเหตุการณ์รักอมตะนี้ กระทั่งมีข่าวน่าตื่นเต้นว่าพบกู่มะเมี๊ยะที่สุสานหลวงวัดสวนดอก นอกจากนี้รายการ “ย้อนรอย” โดยคุณหนุ่ม (คงกระพัน) ก็ตามไปถ่ายทำเรื่องนี้ถึงที่มะละแหม่ง ทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ผมจะไปมะละแหม่ง แต่ทั้งหมดดูจะเป็นการตอกย้ำแต่เพียงว่าเรื่องนี้มัน “จริงนะ” แต่ยังไม่สืบค้นว่า “จริงแน่หรือ?” หรือ “จริงแค่ไหน?”


ผมเชื่อว่าการไปมะละแหม่งของผมต้องได้หลักฐานใหม่ๆ เกี่ยวกับมะเมี๊ยะ-ศุขเกษมเป็นแน่ นอกเหนือจากข้อมูลที่ได้จากบุคคลที่กล่าวมาทั้งหมด ที่หวังมากที่สุดคือตามหารูปถ่ายของมะเมี๊ยะ แม้จะเป็นรูปที่ถ่ายตอนแก่ก็ตาม เชื่อว่าคงมีเค้าความสวยเหลืออยู่ไม่มากก็น้อย จะเรียกว่าการไปมะละแหม่งคราวนี้เป็นการ “ตามล่าหามะเมี๊ยะ” ก็คงไม่ผิด เพราะผมอยากเจอมะเมี๊ยะจริงๆ ถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงรู้แล้วนะครับว่าผมบ้าเรื่องนี้ขนาดไหน

 


แม้ว่าข้อมูลบางอย่างจะผิดอย่างเรื่อง “สืบความเป็นเจ้าหลวงต่อ” ซึ่งเรื่องนี้ อาจารย์ธเนศวร์  เจริญเมือง ได้ชี้แจงแล้วและผมก็ได้สำทับอีกทีว่าไม่จริง แต่ที่เจ้าดวงเดือนเล่านี้ก็ให้ข้อมูลบางอย่างที่ไม่มีใครมองมาก่อนนั่นคือตัว “เจ้าศุขเกษม” เอง ถ้าพฤติกรรมเป็นอย่างที่เจ้าดวงเดือนเล่า ผมว่าพวกเจ้าคงไม่ค่อยชอบเจ้าศุขเกษมเท่าไร เพราะทำให้เจ้าด้วยกันเสียชื่อ ถ้าผนวกข้อมูลเรื่องการเสียชีวิตของเจ้าศุขเกษมที่อาจารย์จีริจันทร์ค้นคว้ามาบอกว่าเสียชีวิตด้วยโรคเส้นประสาทพิการเรื้อรังอันเกิดจากการดื่มเหล้ามากเจ้าศุขเกษมคงเป็นคนประเภทรวย หล่อ และ play boy น่าดู

 

เข้าใจว่าหลังจากแยกกับมะเมี๊ยะ คงเสียอกเสียใจสักพัก ไม่กี่วันก็หาย อันนี้ผมว่าเองนะไม่ต้องถามหาหลักฐานหรอก วิเคราะห์เอาจากนิสัยของคนประเภทนี้ และผมเชื่อว่าน่าจะเป็นอย่างนี้จริงๆ ท่านลองคิดดูซิถ้ารักมะเมี๊ยะมากขนาดนั้น (ตามที่ถ่ายทอดในหนังสือคุณปราณี) ทำไมไม่แอบหนีไปหามะเมี๊ยะที่มะละแหม่งล่ะ เหตุเกิดปี พ.ศ. ๒๔๔๖ กว่าจะลงไปรับตำแหน่งเป็นเจ้าอุตรการโกศลและแต่งกับเจ้าบัวชุมที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ นั้น เวลาผ่านไปตั้ง ๒ ปีแน่ะ ทำไมไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมว่าช่วง ๒ ปีนี้เย็นๆ คงเมาอยู่แถวถนนท่าแพนั่นแหละ ไหนๆ ก็เดาแล้วก็ขอเดาต่ออีกว่าคงมีอีหนูมาแนบกายอยู่ไม่ขาด ก็ออกจะหล่อขนาดนั้น

 

สรุปก็คือว่าเจ้าศุขเกษมนั่นแหละที่เป็นตัวการที่ทำให้ครอบครัวไม่พอใจเลยทำให้ความรักระหว่างเขากับมะเมี๊ยะไม่ได้รับการยอมรับประกอบกับนิสัยที่ไม่เอาไหนของเจ้าศุขเกษม ทำให้เรื่องราวของเจ้าศุขเกษมเป็น “ประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้ลืม” ในกลุ่มพวกเจ้าๆ ทั้งหลาย และอาจด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้เจ้าศุขเกษมต่อมาได้รับตำแหน่งเพียง “เจ้าอุตรการโกศล” ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งสำคัญในระบบ “เจ้าขัน ๕ ใบ” ของเชียงใหม่ แม้ว่าตอนนั้นเจ้าแก้วนวรัฐผู้บิดาจะได้ครองตำแหน่ง “เจ้าอุปราช” (เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๗) แล้วก็ตาม ในขณะที่เจ้าเลาแก้วบุตรของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์เจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งลงไปรับตำแหน่งพร้อมกัน ได้รับตำแหน่ง “เจ้าราชบุตร” ซึ่งเป็น ๑ ใน ๕ ของระบบ “เจ้าขัน ๕ ใบ” ถือว่ามีตำแหน่งที่สำคัญกว่าเจ้าศุขเกษม ดังนั้นที่อ้างกันว่าเจ้าศุขเกษมจะได้ครองเมืองเชียงใหม่ต่อนั้นก็ไม่จริง ที่ไม่จริงเพราะดูจากตำแหน่งที่ได้กับประวัติความไม่ได้เรื่องของเจ้าศุขเกษม อันนี้ผมว่าเองล้วนๆ นะครับ จะเรียกว่ากล่าวหาเจ้าศุขเกษมก็ได้ ถ้าไม่จริงช่วยมาเข้าฝันด้วย


มาถึงตอนนี้ก็ขอย้ำอีกทีว่า “มะเมี๊ยะ-ศุขเกษม” นั้นมีตัวตนจริง เรื่องรักรันทดก็เป็นเรื่องจริง แต่ที่ไม่จริงแน่ๆ ก็คือความยิ่งใหญ่ของเรื่องนี้และเหตุที่อ้างว่าเป็นตัวการทำลายความรักของทั้งสอง ความจริงแล้วทั้งหมดทั้งปวง “เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป” ภายในคุ้มของเจ้าแก้วนวรัฐนั่นแหละ เป็นเรื่องความขัดแย้งกันระหว่างครอบครัวเจ้าศุขเกษมกับมะเมี๊ยะ และความขัดแย้งระหว่างเจ้าศุขเกษมเองกับครอบครัว โดยเฉพาะตัวเจ้าศุขเกษมเองน่าจะถูกมองใหม่ให้มากกว่านี้ ใครมีปัญญาช่วยมองต่อให้ที ผมมองได้แค่นี้แหละ

 

แต่ที่ผมมองเห็นได้ชัดมากๆ ก็คือ คุณปราณี ศิริธร ณ พัทลุง เขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ได้เก่งจริงๆ ถ้าไม่เก่งจริงมีหรือที่คนอย่างผมจะหลงเชื่อมาตั้ง ๒๐ กว่าปี

    








สื่อแฉ′หงส์′หวนคุย′บัลเดส′ก่อนตลาดปิดอีกรอบ
สมหมายมีกำหนดเข้าคลัง5ก.ย.แย้มเตรียมใช้มาตรการยิ่งกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ
"ศิโรตม์"ชี้ ดรีมทีมเศรษฐกิจประยุทธ์1 นโยบายยังไม่ชัด ตอบยากทำงานราบรื่นหรือไม่
กองกำลังติดอาวุธยึดสถานทูตสหรัฐในลิเบีย
ไทยเล็ง′กวินทร์′ถือธงเปิดอชก.
(ชมคลิป) บุกเรือนจำบางขวาง ตามไปชิมข้าวแดงแกงคุก
"ยิ่งลักษณ์" เที่ยวตลาดน้ำอโยธยา หวนคิดถึงบรรยากาศเก่า รายการยิ่งลักษณ์พบประชาชน
จีนคลั่งแทงน.ร.ดับ3ราย
ถอดรหัส "ศึกอปท." เกมดิสเครดิตชิงอำนาจ
เมาท์กันสนั่น !! ′โฬม พัชฏะ′ นอนน้อยหรือเมา ให้สัมภาษณ์สุดเบลอ !!? (ชมคลิปชัดๆ)
Audi Q3 รถน่าใช้ ราคาน่าซื้อ โดยเช็คราคา.คอม
สงสารฮานาโกะ
ลางบอกเหตุ เมื่อเบรกมีปัญหา โดยเช็คราคา.คอม
บ้าน SCG HEIM ดียังไง? โดยเช็คราคา.คอม
10 เรื่องต้องระวังในการซื้อคอนโดใหม่ โดยเช็คราคา.คอม