คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 (มติชนรายวัน 2 ม.ค.2556)
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เปิดบ้านสี่เสาเทเวศร์สิ้นปี ให้ รมว.กลาโหม นำ ผบ.เหล่าทัพเข้าอวยพรปีใหม่
โดยกล่าวอวยพรและให้โอวาทว่า ตนภูมิใจที่กองทัพยังให้ความเมตตากับตนที่ยังมาพบกันทุกปี ตนไม่สามารถถอดความเป็นทหารได้ ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นทหารอยู่
เมื่อใดที่กองทัพได้รับความชมเชยตนก็พลอยได้หน้าไปด้วย แต่เมื่อไหร่กองทัพเจ็บตนก็เจ็บด้วย วันนี้ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับชาติบ้านเมือง แต่ไม่เกี่ยวกับการเมือง หวังว่าคงอนุญาตให้พูด
"ถ้าเรามองชาติบ้านเมืองในวันนี้ เราคงมองเห็นว่าคนไทยแตกแยกกันและแบ่งฝ่าย ที่จริงต้องมองให้ลึกลงไปมากกว่านั้นว่า เราไม่ได้แตกแยกกัน
"เรามีความคิดแตกต่าง แต่เราไม่มีความคิดแตกแยกกัน ถ้าเราเอาสัญญาประชาคมของกองทัพบกที่ว่า เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มาใคร่ครวญดูว่า ถ้าเรานึกถึงเรื่องดังกล่าวความแตกต่างก็แตกต่างกันไป
"เราอาจจะพูดว่าเรามีความคิดแตกต่างกันอย่างฉันมิตรก็ไม่มีความเสียหายอะไร
"ถ้าเราเห็นว่าบ้านเมืองแตกต่างกันก็เป็นอุปสรรคต่อการรักชาติบ้านเมืองด้วยกัน ถ้าเราเห็นความแตกต่างด้วยความเป็นมิตรกัน บ้านเมืองก็จะอยู่เย็นเป็นสุข"
พล.อ.เปรมกล่าวต่อว่า บางคนที่เห็นคนที่แตกต่างเป็นคนผิด คนไม่ดี อันนี้ยิ่งเป็นอุปสรรคในเรื่องความรักและความสามัคคีของเรา
ซึ่งตนคิดว่าถ้าเรามุ่งไปที่ชาติเป็นใหญ่ เรื่องความแตกต่างก็พอจะเป็นมิตรกันได้ นี่เป็นความเห็นส่วนตัวที่มีต่อชาติบ้านเมือง
ช่วงปีใหม่เช่นกัน พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา อดีตหนึ่งในแกนนำของ คมช. ให้สัมภาษณ์เรื่องการเมือง โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้ด้วยเช่นกัน
เรื่องจุดยืนที่จะไม่ให้แก้ไขนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก
ในฐานะคนทำคลอดรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากับมือ จะให้คิดหรือเห็นเป็นอื่นคงไม่ได้
แต่ที่จะเป็นเรื่องราววิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป ก็คือประโยคตบท้ายการให้สัมภาษณ์ที่ว่า
"ผมเรียนว่านักเลือกตั้งมักจะอ้างวิธีการเลือกตั้งว่าเป็นประชาธิปไตย ถ้าหากว่าการเลือกตั้งดีทำให้ประเทศชาติเจริญก็ไม่จำเป็นต้องมีผลสำรวจของประชาชนออกมาหรอกว่าคนที่คอร์รัปชั่นมากที่สุดคือนักการเมือง
"ก็มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนเลือกมาทำไมถึงยังคอร์รัปชั่น ฉะนั้นไม่ใช่เป็นบทพิสูจน์ว่าการมาจากการเลือกตั้งจะดีที่สุด
"ประชาธิปไตยที่กินโกงชาติ ผมว่าเลวร้ายกว่าเผด็จการทหารนะครับ"
ใครที่ยังไม่รู้ว่าฟ้ากับเหวแตกต่างกันอย่างไร
ลองอ่านคำพูดของสองท่านข้างบนเทียบกันดูอีกที