ความเห็นต่อนวพร เรืองสกุล เรื่องการสรรหาอธิการบดี

วันที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 10:15:48 น.




โดย เมธี ครองแก้ว




ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา (และขณะนี้ก็ยังเป็นอยู่), เคยเป็นผู้ถูกเสนอชื่อให้เป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เคยเห็นการทำงานของอธิการบดีของมหาวิทยาลัยต่างๆ หลายแห่งทั่วโลก, และเคยไต่สวนการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐหลายคน (เมื่อครั้งยังเป็นกรรมการ ป.ป.ช.อยู่) ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีความรู้ และประสบการณ์เพียงพอที่จะแสดงความเห็นต่อบทความของ นวพร เรืองสกุล เกี่ยวกับการสรรหาอธิการบดี (ในมหาวิทยาลัยของรัฐ) ซึ่งเผยแพร่ในมติชน Online เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555 ได้

ประเด็นหลักที่นวพรตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการสรรหาอธิการบดี (ซึ่งนับจากนี้ต่อไปจะหมายถึงอธิการบดีของมหาวิทยาลัยของรัฐเท่านั้น) ก็คือ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีกติกาที่กำหนด "ผู้ชนะ" หรือผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกหรือแต่งตั้งเป็นอธิการบดีอยู่ก่อนแล้ว อาทิ เป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ อยู่ก่อนแล้ว, เป็นคนที่กว้างขวางมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในมหาวิทยาลัย ทำให้โอกาสของบุคคลภายนอกซึ่งอาจมีความรู้ความสามารถในทางการบริหารจัดการจะเข้ามาแข่งขันด้วย เป็นไปได้น้อย หรือเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้น การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยก็จะทำโดยคนกลุ่มเดิมที่เป็นผลผลิตของมหาวิทยาลัยนั้นๆ เป็นการสืบทอดแนวคิด และการทำงานของคน "พวกเดียวกัน" (in-breeding) ซึ่งไม่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมซึ่งเปลี่ยนแปลงเร็วมากเหมือนพายุที่กำลังจะพัดเข้ามา

ผู้เขียนเห็นด้วยกับความคิดของ

นวพรว่า อธิการบดีไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะ "คนใน" แต่ควรเปิดโอกาสให้ "คนนอก" เข้ามาบริหารมหาวิทยาลัยได้ และเห็นด้วยกับความจำเป็นที่มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นรอบๆ มหาวิทยาลัย

แต่ขออนุญาตที่จะเห็นต่างกับนวพรที่ต้องการจะเปิดโอกาสให้ "หาคนนอกที่เก่งบริหารเข้ามาเป็นอธิการบดี" บ้าง



เหตุผล 2 ประการที่ทำให้ต้องเห็นต่างคือในประการแรกนั้น "คนใน" ก็สามารถบริหารได้ ไม่จำเป็นต้องคนนอกผู้มีประสบการณ์บริหารจัดการองค์กรขนาดพันล้านหมื่นล้าน

แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเหตุผลข้อที่สองที่ว่า "เก่งบริหาร" นั้น หมายถึงบริหารอะไร? บริหารให้มหาวิทยาลัยมีรายได้สูงสุดจากจำนวนบัณฑิตที่จบออกไป หรือบริหารให้มหาวิทยาลัยมีความแข็งแกร่งในทางวิชาการสูงสุด? ความเข้าใจที่ตรงกันในเรื่องทิศทางความคงอยู่ และความก้าวหน้า (หรือที่นวพรเรียกว่าความรุ่งโรจน์) ของมหาวิทยาลัยนี้เองจะเป็นตัวกำหนดว่าเราควรให้คนประเภทใดมาเป็นอธิการบดี

ในทรรศนะของผู้เขียนแล้ว เป้าประสงค์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัยคือการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศหรือโลกหรือมนุษยชาติ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวไปยังนิสิตนักศึกษา หรือประชาชนทั่วไป เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ และส่งเสริมองค์ความรู้ใหม่ให้เพิ่มพูนยิ่งๆ ขึ้นไป ความสำเร็จของมหาวิทยาลัย คือการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ดังกล่าวให้ได้คุณภาพสูงสุด, การถ่ายทอดองค์ความรู้นั้นๆ ให้ได้กว้างขวาง และครอบคลุมมากที่สุดในระดับคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับได้ ภายใต้ความจำกัดทางด้านทรัพยากรซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว

ภายใต้เป้าประสงค์เช่นนี้ การที่มหาวิทยาลัยจะอยู่ในระบบราชการ หรือจะออกจากระบบราชการจะไม่เป็นประเด็นสำคัญอีกต่อไป ตราบใดที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยสามารถสร้างและรักษา "ความเป็นเลิศทางวิชาการ" หรือคุณภาพการศึกษาสูงสุดภายใต้ความจำกัดด้านทรัพยากรของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ไว้ได้

เหตุผลสำคัญของการขอออกจากระบบราชการของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย คือความจำกัดทางด้านงบประมาณที่รัฐสามารถจัดให้ในสภาวะปกติโดยไม่ไปเพิ่มค่าเล่าเรียนของนิสิตนักศึกษา และความคล่องตัวของการใช้งบประมาณหรือทรัพยากรดังกล่าว แต่แนวความคิดนี้ก็ได้รับการพิสูจน์จากประสบการณ์ของหลายประเทศแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะรัฐสามารถเพิ่มค่าเล่าเรียนให้สูงขึ้นอย่างเหมาะสมให้สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงของสังคมได้ และกระจายทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้โดยไม่ทำให้นิสิตนักศึกษาต้องได้รับความเดือดร้อนโดยผ่านระบบทุนการศึกษาที่ผูกกับรายได้ (ของผู้รับทุน) ในอนาคต (income contingent loan system) และเพื่อแลกเปลี่ยนกับงบประมาณและทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น (และความคล่องตัวของการใช้งบประมาณดังกล่าว) รัฐอาจจะต่อรองกับมหาวิทยาลัยให้เพิ่มและรักษาคุณภาพของการศึกษาให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไปได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ การบริหารมหาวิทยาลัยที่ถูกต้องคือการบริหารเพื่อความเป็นเลิศในทางวิชาการในสาขาวิชาการต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยนั้นมีอยู่

อ่านบางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องให้มหาวิทยาลัยโดยความสนับสนุน (และ/หรืออุดหนุน) ของรัฐทำหน้าที่เป็นผู้สร้างและพัฒนาความเป็นเลิศทางวิชาการ? เหตุผลในทางเศรษฐศาสตร์ ก็คือว่าองค์ความรู้ที่ทางมหาวิทยาลัยจะสร้างขึ้นนั้นลักษณะของสินค้ากึ่งสาธารณะ (quasi public good) หรือสินค้าที่มีประโยชน์ต่อสังคม (merit good) ซึ่งเอกชนเองไม่สามารถ หรือไม่ประสงค์จะเป็นผู้สร้างขึ้น (เนื่องจากควบคุมผลตอบแทนไม่ได้) หรือสร้างขึ้นได้แต่ในขนาดที่ไม่เพียงพอหรือในระดับคุณภาพที่ต่ำเกินไป

ภายใต้เงื่อนไขที่ว่านี้ คุณสมบัติประการแรกของผู้ที่มาทำหน้าที่เป็นอธิการบดี หรือผู้บริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัย คือจะต้องเป็น "นักวิชาการ" (scholar) เพราะนักวิชาการได้ผ่านการฝึกฝนอบรมในองค์ความรู้ต่างๆ มาแล้ว พอที่จะเข้าใจเนื้อหาสาระ (spirit) ของความเป็นเลิศทางวิชาการได้ จะเห็นได้ว่าคุณสมบัติประการแรกของเงื่อนไขของผู้ที่จะมาเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่คือผู้ที่ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่า และบางแห่งก็ต้องเป็นผู้ได้ตำแหน่งทางวิชาการสูงสุด (คือศาสตราจารย์) เพิ่มขึ้นไปอีกด้วย ซึ่งแสดงถึงความสำคัญของคุณสมบัติข้อนี้

เมื่อได้คุณสมบัติประการแรกนี้แล้ว คุณสมบัติประการที่สองก็จะตามมาคือ ความสามารถที่ทำงานร่วมกับนักวิชาการ เจ้าหน้าที่ นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงพร้อมๆ ไปกับความสามารถในการรักษาสมดุลของความสัมพันธ์ภายในมหาวิทยาลัย นักวิชาการที่เก่งกาจแต่ทำงานกับคนอื่นไม่เป็น ไม่สามารถจะทำหน้าที่เป็นอธิการบดีที่ดีได้

แต่ที่สำคัญกว่านั้นผู้มีความสามารถในทางบริหารแต่ไม่ใช่นักวิชาการย่อมไม่สามารถเป็นอธิการบดีที่ดีหรือที่พึงประสงค์ได้เช่นเดียวกัน



โดยสรุปแล้วก็คือว่า "คนใน" จะได้เปรียบ "คนนอก" ตรงที่ว่ามีความเป็นนักวิชาการเป็นทุนอยู่ก่อน แต่หากคนนอกที่เก่งบริหารเป็นนักวิชาการที่เป็นที่ยอมรับ ก็สามารถเข้ามาแข่งขันด้วยได้ไม่ยากเย็นอะไร เป็นไปได้ว่าคนในเสียอีกที่อ้างความเป็นนักวิชาการ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ แต่เป็น "นักการเมืองในมหาวิทยาลัย" ที่ใช้เครือข่ายอิทธิพลและ/หรือความสัมพันธ์กับองค์กรที่เกี่ยวข้อง (เช่น ความสัมพันธ์กับกรรมการสภามหาวิทยาลัย) ผลักดันให้ตัวเองเป็นอธิการบดีได้ จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมายตามมา

หวังว่า แนวคิดข้างต้นนี้จะเป็นทางออกจากวงจร (การพายเรือในสระน้ำนิ่งๆ) ที่นวพร เรืองสกุล กำลังเป็นห่วงอยู่ได้

หน้า 7 มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 5  กุมภาพันธ์ 2555








ผลบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 19 เม.ย.
เปิดคำบรรยายเจ้าคุณพิพิธ: "ธรรมะกับหน้าที่" ศาลรธน.ต้องยึด "รัฐธรรมนูญ"
เมื่อนักมานุษยวิทยารำลึกถึง "มาร์เกซ" ยุกติ มุกดาวิจิตร เขียน "สังคมสัจนิยมอัศจรรย์"
ผู้สร้าง "ลูกทาส" เปิดกล้อง "ข้าบดินทร์" ละครพีเรียด ที่มีพระนางหน้าตาเป็น "ลูกครึ่ง"?
กลุ่มKC Dance&โพสต์ขอโทษ แจงเหตุคลิป"กะเทยรุมโทรมผู้ชายกลางถนน" ที่แท้แค่เพื่อนเล่นกัน!
นปช. เตรียมจัดชุมนุมเสื้อแดงในแต่ละภูมิภาค หลังศาลไม่ถอนประกัน "ตู่-เต้น"
เสียงสปป.2: พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์-สุรชาติ บำรุงสุข การเมืองไทยหลังคำตัดสินของศาลและองค์กรอิสระ
"ธิดา" บอกศาลรธน.อย่าว่าศอ.รส.ก้าวก่ายตุลาการ เพราะตัวเองก็แทรกแซงบริหาร-นิติบัญญัติเช่นกัน
ฟังนักเขียนอีสาน "ไผท ภูธา" เล่านิทาน "พญาแถน" เทียบชาติภพการสู้รบของ “ยิ่งลักษณ์”
′สวิส′สุดยอดชิงศึกใหญ่กันเอง-หลัง′เฟด′ทุบโนวัก-′วาวรินก้า′ซัดเฟร์เรร์
เปลือยชีวิต "เชอรี่ สามโคก" จากเด็กอักษรศาสตร์สู่ "นางเอกหนังอีโรติก" ชื่อดังแห่งยุค
หัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก! ประเทศไทยคว่ำ 2 ล้านล้าน อินโดฯ เดินหน้า 14 ล้านล้าน
"ชูวิทย์" แชร์ประสบการณ์สมัยทำ อาบ อบ นวด "เซ็กส์และผู้ชาย6ประเภท" และ"ความลับ"ล้วงแล้วหลุดตอนไหน?
เผยรายชื่อตุลาการ 3 เสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยเลือกตั้ง 2 ก.พ.โมฆะ !!
หัวเขียง-โภคิน-ธีรัตถ์-วิสา คัญทัพ ยกชุด ลาออก พ้นตำแหน่งการเมือง
HotelsCombined ธุรกิจบริการค้นหา และ เปรียบเทียบราคาโรงแรม ผ่านเว็บไซต์ และ แอพพลิเคชั่น