ดร. ลิขิต ธีรเวคิน ฟันธง ไม่มีอีกแล้วอัศวินม้าขาวในประเทศนี้

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 21:17:40 น.




ดร. ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิต  อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เสวนาวิชาการ “รัฐธรรมนูญ 2550 : ถึงเวลาต้องตัดสินใจ”  ว่า  การถกเถียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมได้มองข้ามหรือละเลยประเด็นปัญหาที่ใหญ่กว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 3 ประเด็น   


 ประเด็นแรก  สาเหตุความขัดแย้งและความแตกแยกในขณะนี้ เกิดจากการที่ไม่มีใครสามารถอ้างอิงความชอบธรรมทางการเมืองได้ ซึ่งเกิดจากการละเมิดกฎหมายและหลักการประชาธิปไตยของคู่ขัดแย้งทั้งสองขั้ว โดยย้ำว่าสังคมไทยควรจะหาทางออกด้วยตัวเองเพราะไม่มีอัศวินขี่ม้าขาวอีกแล้วในสังคมไทย

 

ประเด็นที่สอง แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และการออกพ.ร.บ. นิรโทษกรรม จะไม่ทำให้เกิดการปรองดองนั้นในเร็ววันแต่ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำ  เพราะที่มา กระบวนการได้มา และเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 2550 บางส่วนขัดต่อหลักนิติธรรมและหลักการประชาธิปไตย ทำให้รัฐธรรมนูญ 2550 ขาดความชอบธรรม

 

ประเด็นที่สาม  การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการออกร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายนั้น ต้องไม่มองว่ารัฐธรรมนูญคือยารักษาสารพัดโรคหรือสิ่งศักดิ์สิทธิที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดได้ แต่ต้องมองว่ารัฐธรรมนูญคือข้อตกลงร่วมกันเพื่อจะอยู่กันอย่างสันติ การพูดคุยและการปรึกษาหารือกันจึงเป็นสิ่งจำเป็น

 

ที่มาความขัดแย้งในสังคม

 

ความขัดแย้งถือเป็นธรรมชาติของมนุษย์ในสมัยโบราณการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกระทำโดยกำลังของผู้ที่แข็งแรงที่สุด(strongest) วิธีการเช่นนี้ได้ถูกปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสังคมเคยชิน การยอมรับดังกล่าวจึงกลายเป็นความชอบธรรมทางประเพณี (traditional authority) ในเวลาต่อมาเมื่อมีคนในสังคมตั้งคำถามถึงความชอบธรรมดังกล่าวของผู้ปกครอง ผู้ปกครองจึงต้องปรับตัวและเปิดความชอบธรรมนั้นตรวจสอบได้ (legal rational authority) ซึ่งในสังคมไทยปฏิเสธไม่ได้ว่าความชอบธรรมทางประเพณีและทางกฎหมายกำลังพังลง สังคมไทยจึงต้องมองหาอัศวินม้าขาว (charismatic leadership)

 

แต่ลิขิตย้ำต่อไปว่าไม่มีอีกแล้วอัศวินม้าขาวในประเทศนี้ 

 

 

ลิขิตได้ตั้งข้อสังเกตถึงการอยู่ร่วมกันภายใต้ “ระเบียบการเมืองเดียวกัน” (same political order) ว่าสิ่งที่ทุกรัฐจำเป็นต้องมี คือ

 

 

1)กฎหมาย/กฎระเบียบ (legality) หากหลักนิติธรรมถูกแทนที่ด้วยนิติกลวิธี (rule by law) คือการที่กฎหมายออกมาโดยใช้อำนาจบังคับผู้คน เช่น ออกกฎหมายโดยอาศัยอำนาจปฏิวัติหรือใช้กำลังบังคับ หรือการออกกฎหมายย้อนหลังยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมือง ฉะนั้นกฎหมายที่ออกมาจะเป็นธรรมใช้ได้หรือไม่ สิ่งนี้ลิขิตชี้ว่าเป็นสิ่งที่สังคมไม่เคยตั้งคำถาม

2) ความชอบธรรม (legitimacy)

3) ธรรมแห่งอำนาจ (moral authority)

 

 

ลิขิตกล่าวต่อไปว่า ในสังคมใดที่ปราศจากซึ่งกฎหมายที่เป็นธรรม ซึ่งทำให้ขาดความชอบธรรมแล้ว สังคมนั้นย่อมขาดธรรมแห่งอำนาจ โดยการใช้กฎหมายในลักษณะของ rule by law และอำนาจอันเกิดจากการปฏิวัติรัฐประหาร 

จากภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ได้ถูกละเมิดโดยผู้อยู่ในตำแหน่งอำนาจซึ่งมีกระบวนการหลายอย่างขัดต่อประชาธิปไตย

 

 

เช่น การใช้เงินหาเสียง การแทรกแซงองค์กรอิสระ รัฐบาลขณะนั้นจึงถูกมองว่าคุกคามต่อกลุ่มผู้ซึ่งเสียอำนาจและเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จนนำไปสู่การรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน  2549 ซึ่งได้ใช้หลักการ rule by law ละเมิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญด้วยการออกกฎหมายต่างๆ เพื่อโค่นล้มคู่ปฏิปักษ์ จนนำมาสู่ปฏิบัติการทางการเมืองของสองกลุ่มสองขั้ว โดยทั้งสองฝ่ายต่างทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะ การยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล และยึดสี่แยกราชประสงค์ เป็นต้น

 

ทั้งสองจึงไม่สามารถอ้างความถูกต้องทางกฎหมายและความชอบธรรมทางการเมืองได้ นำไปสู่ความแตกแยกและขัดแย้งในสังคม  จนกระทั่งในปัจจุบันก็ยังไม่มีผู้ใดอ้างความชอธรรมเหนืออีกฝ่ายได้

 

ปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2550 และการออกพ.ร.บ. นิรโทษกรรม

           

 

ลิขิตให้ความเห็นต่อความเชื่อที่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญและโอกาสในการให้มีการออก พรก. หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะทำให้เกิดความปรองดองอย่างสำเร็จรูปและอัตโนมัตินั้น “ไม่น่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยง่าย” โดยเฉพาะเมื่อท่ามกลางความหวั่นวิตกจากฝ่ายที่มองว่าถูกคุกคาม

 

 

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มีความจำเป็น แม้โดยทั่วไปรัฐธรรมนูญ 2550 ในหลายส่วนโดยเฉพาะส่วนที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งถือว่าดีกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามี 3 เรื่องในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและขาดความชอบธรรม คือ

 

 

1) รัฐธรรมนูญ 2550 มีที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ 2540 และมีปัญหาในเรื่องที่มาของ ส.ส.ร.ย่อมทำให้ความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ 2550 จึงถูกตั้งคำถาม

 

 

2) การลงประชามติ แม้จะแจกร่างฯให้ประชาชน แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าประชาชนจะอ่านเข้าใจ และกำหนดเวลาให้ประชาชนศึกษาทำความเข้าใจสั้นมาก จึงเกิดคำถามที่ว่าประชาชนเข้าใจถึงเนื้อหาและหลักการอย่างถูกต้องมากน้อยเพียงใด 


 อีกทั้งหากเทียบสัดส่วนระหว่างจำนวนประชาชนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ2550จะพบว่าเป็นจำนวนที่ไม่แตกต่างกันมาก คือ 60% กับ 40% บ่งบอกถึงความแตกแยกของสังคมอย่างเห็นได้ชัด  


ในทางหลักการการลงประชามตินั้นต้องมีเสียงข้างมากอย่างท้วมท้นคืออย่างน้อย 70-80% และมีการกำหนดเงื่อนไขว่าหากไม่ผ่านการทำประชามติ ผู้ที่อยู่ในอำนาจซึ่งมาจากการรัฐประหารสามารถเลือกหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ได้ ถือเป็นการมัดมือชกและปิดทางเลือกอื่นนอกจากรัฐธรรมนูญ 2550 และมีการจูงใจให้รับร่างฯก่อนแล้วค่อยแก้ไขภายหลัง ทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องอยู่ในสภาวะจำยอมต้องรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550

 

 

3) รัฐธรรมนูญ 2550 ระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำเป็นรายมาตรา ฉะนั้นการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจะต้องทำประชามติก่อน แต่จะแก้ก่อนทั้งฉบับไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ทำประชามติรับทั้งฉบับ เพราะฉะนั้นจึงผิดขั้นตอน ซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจมาตรา 89 วินิจฉัย 


กรณีนี้ลิขิตมองว่าศาลไม่มีอำนาจตีความและการที่ศาลบอกว่า “น่าจะ” ทำประชามติ ไม่ได้บอกลงเพราะถ้าบอกลงจะเข้าข่ายก้าวก่ายการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการติดขัดทางกฎหมายและการเมือง ทำให้วาระที่ 3 ยังคงถูกแขวนอยู่ในสภา

 

ศ.ดร. ลิขิตกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่น่าเกลียดและควรเปลี่ยนมากที่สุดในรัฐธรรมนูญ 2550 คือ การใส่มาตรา 309 มีการให้ความชอบธรรมกับการกระทำที่ขัดหลักรัฐธรรมนูญ เช่น เรื่องคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) ที่แต่งตั้งโดยประกาศของคณะปฏิวัติ

 

“มาตรา 309 บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้”

 

“คุณเอาสิ่งที่ผิดกฎหมายมาใส่ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นของที่สง่ามีศักดิ์ศรี.. คุณสร้างมลทินให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าทักษิณทำผิดต้องยึดทรัพย์ตามกฎหมาย” เขากล่าว

 

สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่   ยิ่งแก้รัฐธรรมนูญจะยิ่งนำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้นเพราะมองว่ากฎหมายเป็นยาหม้อใหญ่ที่ทุกอย่างจะจบลง การแก้รัฐธรรมนูญมี 2 วิธีคือ

 

 

1) มองว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดเมื่อร่างออกมาแล้วทุกคนต้องปฏิบัติตาม เป็นยารักษาโรคที่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่ก็มีคำกล่าวว่า “เราไม่สามารถบังคับพฤติกรรมมนุษย์ด้วยการออกกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว”

 

 

2) รัฐธรรมนูญเป็นเพียงการสะท้อนถึงความเป็นจริง วัฒนธรรมทางการเมือง และการตกลงของชุมชนที่จะอยู่โดยสันติ ดังนั้น ถ้าคนต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ พูดจากันด้วยเหตุผล แบ่งผลประโยชน์ให้ลงตัว เมื่อตกลงเรียบร้อยแล้วจึงร่างเป็นรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นก่อนร่างรัฐธรรมนูญจึงควรพูดคุยกันเสียก่อนว่า “เราจะอยู่ร่วมกันได้ไหม” “จะอยู่กันอย่างไร” คำถามสำคัญคือ สังคมตกลงกันหรือยังก่อนจะแก้รัฐธรรมนูญ

 

 

โดยสังคมไทยขณะนี้กำลังเรียกร้อง 5 สิ่ง คือ สิทธิและเสรีภาพ, ความเสมอภาค, ความยุติธรรม, สิทธิมนุษยชน และ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความปรองดองในสังคมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “สิทธิเสรีภาพต้องมาก่อนความเสมอภาค และความเสมอภาคต้องมาก่อนภราดรภาค”  (ตามคำกล่าวของมองเตสกิเออร์ )

 

 

ฉะนั้น “ไม่มีสิทธิเสรีภาพไม่มีความเสมอภาค และตราบเท่าที่ไม่มีความเสมอภาคสองมาตรฐานเลือกปฏิบัติย่อมไม่มีทางปรองดองกันได้”

 

 

ดร. ลิขิตได้กล่าวในช่วงท้ายว่าโดยอ้างอิงคำกล่าวของ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ว่า “คนไทยรักสงบ ไม่ชอบการประจัญหน้า ประสานประโยชน์”

 

 

ซึ่ง ศ.ดร. ลิขิตมองว่า ตอนนี้คุณลักษณะข้างต้นหายหมดแล้ว เพราะ คนไทยไม่รักสงบ เผชิญหน้าแน่นอน และประสานประโยชน์ไม่ลงตัว ซึ่งหนทางที่จะแก้ไขปัญหาได้นั้นต้องแก้ไขคุณลักษณะของคนไทยในปัจจุบัน โดยศ.ดร.ลิขิต ได้เสนอให้เปลี่ยนเป็น “เผชิญความจริง ประสานประโยชน์โดยคุยกันว่าประสานอย่างไร จึงจะนำไปสู่ความรักสงบ” 

 

 

เขากล่าวต่อไปว่า “สิ่งที่พูดในวันนี้เป็นกุญแจของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญเป็นวิธีการหนึ่งของการแก้ไขปัญหาจริงๆ ซึ่งคือ ความขัดแย้งและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”


 








จรัส สุวรรณมาลา วิพากษ์ ส.ส. ปริมาณมากแต่คุณภาพต่ำ ..ไม่จำเป็นต้องรีบแก้ไขรธน.!!!

′ปีติพงศ์′สั่งทำยุทธศาสตร์′กระบือ′ ชี้สถานการณ์วิกฤต เหตุลดลงเฉลี่ยปีละ 1 แสนตัว
′เฟด′ยกเลิกคิวอีตามคาด อ้างตลาดแรงงานแข็งแกร่ง ยันยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้
"เควิน วิคเกอร์ส" วีรบุรุษตำรวจรัฐสภา
อิตาเลียนไทย ฮุบเค้กทวายเฟสแรกสมใจ ผุดนิคมอุตให้สิทธิลดภาษี15ปี
ไม่นอยด์ "จันจิ" ลบรูปกลบข่าว "มาริโอ้" ยอมรับทานข้าวร้านเดียวกันจริง ไม่ปิดบัง!!
ฟิลิปปินส์เรียกพลเรือนกลับจากกลุ่มประเทศอีโบลาโดยสมัครใจ
มติชนสุดสัปดาห์กำนัลผู้อ่าน ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 35 เปิดคอลัมน์ใหม่ "ปิยบุตร แสงกนกกุล"
เจาะลึกโยกย้ายมท.ล่าสุด "สิงห์ทอง" ขึ้นพรึ่บ จับตาผช.ปลัดกระทรวงหนุ่ม อายุไม่ถึง 40
ซัมซุง"เครียด"กำไรต่ำสุดเป็นประวัติการณ์รอบ 3 ปี คู่แข่งขันรุมล้อมแย่ง"ส่วนแบ่งตลาด"
วัลลภ ไทยเหนือ คัมแบ๊กกุนซือปลัดสธ.
ทำไม วาสนา นาน่วม เชื่อว่า การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 มีการวางแผนล่วงหน้า ?
ฟังซินแสดังทำนาย ใครควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ? (ชมคลิป)
ใครบ้าง แห่รับศพ "พ.อ.อภิวันท์" ที่สนามบินสุวรรณภูมิ (ชมคลิป)
ด่วน! สาวใหญ่จุดไฟเผาตัวเอง หน้าศูนย์บริการประชาชน หลังยื่นคสช. เครียดปัญหาหนี้ (คลิป)
ไฟเขียว ร่างพระราชกฤษฎีกา ขรก.ตำรวจประเภทไม่มียศ
รีวิว New Audi A3 - "World Car of the Year 2014" โดยเช็คราคา.คอม
ถิ่นเจริญกรุง เจริญนคร มหานครใหม่ที่ต้องจับตา
10 วิธีแก้ไขปัญหากวนใจในทาวน์เฮ้าส์ โดยเช็คราคา.คอม
เปรียบเทียบราคา-โปรโมชั่น iPhone 6 ของ 3 ค่ายดัง โดย เช็คราคา.คอม
รีวิว New Audi A3 - "World Car of the Year 2014" โดยเช็คราคา.คอม