ความสูญเสีย 16 ศพ บอกอะไรกับสังคมไทย

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 10:00:00 น.





หมายเหตุ - รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิจัยที่ติดตามสถานการณ์ภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง และเป็นอดีตนักวิเคราะห์ของ International Crisis Group เขียนบทความวิเคราะห์กรณีเหตุการณ์ปะทะระหว่างกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบบุกเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการกองร้อยปืนเล็กที่ 2 บ้านยือลอ ต.บาเระเหนือ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เป็นเหตุให้กลุ่มผู้การความไม่สงบเสียชีวิต 16 ราย

16 ชีวิตในปฏิบัติการโจมตีครั้งเดียวนับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญสำหรับขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานี ข่าวนี้สร้างกระแสความตื่นตัวในสังคมไทยต่อเหตุการณ์ในชายแดนภาคใต้ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งโดยปกติเป็นประเด็นที่สาธารณชนในสังคมไทยให้ความสนใจน้อยลงไปทุกที

คำถามคือ เราจะอ่านเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างไร 

ข้อมูลจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาคสี่ส่วนหน้า ระบุว่า ชายฉกรรจ์ประมาณ 50 คน แต่งกายด้วยชุดทหาร สวมเสื้อเกราะ มีผ้าพันคอสีขาวได้ขับรถกระบะ 3 คัน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน พร้อมอาวุธสงครามในมือเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการกองร้อยปืนเล็กที่ 2 บ้านยือลอ ต.บาเระเหนือ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ในเวลาประมาณตีหนึ่ง ของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังปะทะกันประมาณ 10-15 นาที "ผู้ก่อเหตุรุนแรง" เสียชีวิตที่บริเวณข้างฐาน 14 คน อีก 2 คน เสียชีวิตในการปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่ติดตามไปขณะล่าถอย 

หนึ่งในผู้เสียชีวิตมีนายมะรอโซ จันทรวดี แกนนำกลุ่มติดอาวุธที่มีค่าหัวสองล้านรวมอยู่ด้วย ซึ่งแหล่งข่าวทหารในพื้นที่ระบุว่าเป็นหัวหน้าระดับ "กอมปี" (company) ที่คุมพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส อ.ยี่งอ และ อ.สายบุรี (บางส่วน) ใน จ.ปัตตานี 

เหตุการณ์โจมตีฐานทหารในพื้นที่ขัดแย้งในชายแดนภาคใต้ เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อย่างน้อย 5 ครั้ง

ครั้งแรกเป็นเหตุการณ์ที่จำกันได้ดี คือการบุกปล้นปืนจากค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) ใน อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่งนับเป็นการเปิดฉากการต่อต้าน "อาณานิคมสยาม" อย่างเต็มรูปแบบขึ้นอีกครั้ง 

หลังจากนั้นอีกเจ็ดปีก็ไม่มีการโจมตีค่ายทหารอีกเลย จนกระทั่งวันที่ 9 มกราคม 2554 ในเหตุการณ์ที่เรียกกันติดหูว่าการโจมตี "ฐานพระองค์ดำ" 

ในเหตุการณ์นั้นกลุ่มติดอาวุธได้โจมตีฐานกองร้อยทหารราบใน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และกวาดปืนไปกว่า 400 กระบอก และทหารถูกยิงเสียชีวิต 4 นาย 

ทั้งสองเหตุการณ์นับเป็นความพ่ายแพ้ที่อดสูของฝ่ายทหาร 

นับจากนั้นมีความพยายามโจมตีฐานทหารอีกอย่างน้อย 3 ครั้ง ทั้งหมดเกิดขึ้นในปีที่แล้ว 

ครั้งแรก คือ การบุกโจมตีฐานปฏิบัติการหมวดของทหารนาวิกโยธินที่บ้านส้มป่อย ต.กาเยาะมาตี ใน อ.บาเจาะ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม มีการปะทะเดือดประมาณ 20 นาที แต่กลุ่มติดอาวุธไม่สามารถเข้าไปภายในฐานได้ 

เหตุการณ์ต่อมา เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ที่ฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารราบในพื้นที่บ้านกาโดะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ทหารได้รับข่าวสารจากชาวบ้านก่อน จึงได้ออกลาดตระเวนและเกิดการปะทะนอกฐานขึ้น ฝ่ายขบวนการเสียชีวิต 2 คน 

ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นใน อ.รือเสาะ เช่นกัน เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม กลุ่มติดอาวุธเปิดฉากด้วยการบุกกราดยิงบ้านคนพุทธข้างฐาน ก่อนกระหน่ำยิงฐานกองร้อยทหารราบที่บ้านท่าเรือ ในเหตุการณ์นั้นมีทหารเสียชีวิต 1 นาย ชาวพุทธ 2 คน เจ้าหน้าที่เชื่อว่ากลุ่มติดอาวุธที่โดนยิงบาดเจ็บน่าจะเสียชีวิตด้วย 2-3 คน

เหตุการณ์ที่บ้านยือลอในครั้งนี้ นับเป็นการโจมตีฐานทหารครั้งแรกในปี นี้ ผู้เขียนอยากจะตั้งข้อสังเกต 3 ประการ 

ประการแรก ความสำเร็จในทางยุทธวิธีของทหารครั้งนี้ อาจจะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ทหารมืออาชีพ ในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีการต่อสู้ทั้งทางการรบและงานมวลชนอย่างแหลมคม 

ตามข้อมูลสัมภาษณ์ของผู้บังคับการของทหารนาวิกโยธินในสื่อ ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการค้นพบแผนผังและข้อมูลของฐานที่เป็นเป้าหมายในการโจมตีจากวัตถุที่ยึดมาได้จากกลุ่มติดอาวุธในช่วงสิบวันก่อนหน้า ประกอบกับการให้ข่าวจากประชาชนในพื้นที่ 

การได้มีโอกาสรู้ล่วงหน้า ทำให้ทหารเริ่มเตรียมพร้อมและเสริมกำลังก่อนหน้า 

งานการข่าวเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในพื้นที่ขัดแย้งที่ความซับซ้อน ฉะนั้น การปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพจำเป็นจะต้องใช้มืออาชีพที่เกาะติดพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 

ประเด็นนี้เป็นปัญหาของกองทัพมาโดยตลอด ทหารนอกพื้นที่มาประจำการเพียงหนึ่งปีก็กลับไป แม้จะปฏิบัติหน้าที่ได้ดี แต่ก็ขาดความต่อเนื่อง ในขณะที่การแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยการใช้ทหารพรานมาปฏิบัติหน้าที่แทนทหารหลัก ก็อาจจะสร้างมากกว่าแก้ปัญหา เนื่องจากคุณภาพของบุคลากรและการฝึกอบรมที่ไม่อาจเทียบกับทหารอาชีพได้ 

หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ควบคุมของทหารพราน ผลลัพธ์อาจไม่ออกมาในลักษณะนี้ก็เป็นได้ นโยบายในการใช้ทหารพรานแทนทหารหลักของกองทัพจึงควรจะมีการทบทวน

ประการที่สอง เราจะเข้าใจความตายของคนเหล่านี้อย่างไร ความเห็นในโลกของคนพุทธที่ปรากฏในสื่อต่างๆ แสดงความสะใจที่พวก "ผู้ก่อการร้าย" "สุดโต่ง" เสียชีวิต 

ในอีกโลกหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง คนมลายูมุสลิมในภาคใต้ที่ไปร่วมงานศพพวกเขาตะโกนป่าวร้อง "อัลลอฮ อัคบัร" (พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่) ขณะช่วยกันส่งร่างที่ไร้วิญญาณไปสู่หลุมฝังศพ (ดูคลิปพิธีฝังศพที่ http://www.youtube.com/watch?v=lkC2yRYEZic&feature=youtu.be) 

ช่วงต้นของคลิปนี้ มีคำพูดที่เขียนในภาษามาเลย์แปลได้ว่า "อย่ากล่าวว่าผู้ที่พลีชีพในหนทางแห่งพระเจ้าเสียชีวิตแล้ว พวกเขายังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่พวกท่านไม่อาจสัมผัสได้"

ผู้เขียนไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ แต่ก็เชื่อว่าไม่ได้มีการอาบน้ำศพก่อนฝัง ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติสำหรับ "นักต่อสู้ทางศาสนา" (นักญิฮาด) ที่เสียชีวิต (เป็นการตายในหนทางแห่งพระผู้เป็นเจ้า หรือเรียกว่า "ชะฮีด") 

มีคำพูดหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า "ผู้ก่อการร้ายในทรรศนะของคนคนหนึ่งอาจเป็นวีรชนสำหรับคนอีกคนหนึ่ง" สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นในภาคใต้ 

ศาสนาอิสลามได้เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในจักรวาลทัศน์ของคนที่เข้าร่วมขบวน การต่อสู้ในยุคปัจจุบัน ซึ่งทำให้พวกเขามีวิธีการต่อสู้ การกำหนดว่าใครเป็นศัตรูและใครเป็นเป้าโจมตีที่ชอบธรรม แตกต่างไปจากขบวนการในอดีต 

ในสายตาของพวกเขา พื้นที่ในชายแดนใต้เป็น "ดารุล ฮารบี" (ดินแดนแห่งสงคราม) ซึ่งเป็นการตีความตามหลักคิดในเทววิทยาของศาสนาอิสลาม (Islamic theology) และคนพุทธเป็น "กาฟิร ฮารบี" (คนนอกศาสนาที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินสงคราม) การสังหารคนพุทธจึงเป็นสิ่งที่มีความชอบธรรมในสภาวะแห่งสงคราม

ประการที่สาม การต่อสู้ที่เน้นการทหารซึ่งถูกชี้นำด้วยจักรวาลทัศน์เช่นนี้ กำลังทำให้ขบวนการสูญเสียความชอบธรรมทางการเมืองในสายตาของคนที่เคยเห็นอกเห็นใจต่อความขมขื่นของคนมลายูมุสลิมที่ถูกผู้นำสยามรุกรานและพยายามที่จะกลืนกินอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์มาในอดีต

การที่คนมลายูมุสลิมเคยไม่ได้รับความยุติธรรมหรือถูกข่มเหงรังแก ไม่อาจสร้างความชอบธรรมต่อการสังหารคนพุทธซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ได้ แม้พวกเขาจะมีคำอธิบายในทางศาสนา (ตามการตีความทรรศนะหนึ่งจากหลายๆ ทรรศนะ) แต่สิ่งนั้นกำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ 

เมื่อครั้งผู้แทนขององค์กรความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) มาเยือนภาคใต้ของไทยในกลางปีที่แล้ว นาย Sayed Kassem El Masry ที่ปรึกษาและผู้แทนพิเศษของเลขาธิการโอไอซีได้แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ โดยอ้างถึงคำกล่าวในอัลกุรอ่านว่า "การฆ่าผู้บริสุทธิ์หนึ่งคน เสมือนการสังหารมนุษยชาติทั้งโลก" 

กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนก็เริ่มกล่าวในทำนองว่าการกระทำของขบวนการนั้นเข้าข่าย "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" (crime against humanity) ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ แนวทางที่เป็นอยู่กำลังทำให้ขบวนการสูญเสียความชอบธรรมในทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ 

เราควรจะทำอะไรเพื่อช่วยกันนำสันติภาพมาสู่ชายแดนภาคใต้? มีหลายเรื่องที่รัฐบาลควรจะดำเนินการ ซึ่งไม่อาจจะอธิบายได้หมดในบทความนี้ 

สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการพูดคุยกับพวกเขา (peace dialogue) เพื่อแสวงหาทางออกที่จะอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านหลังเดียวกัน อาจจะไม่รักกันมากแต่ก็ไม่ลุกขึ้นมาฆ่าฟันกัน แม้ว่าทหารจะชนะในสนามรบเล็กๆ ครั้งนี้ แต่การ "จับตาย" ทั้งหมด ทำให้เราสูญเสียโอกาสที่จะได้นำพวกเขามานั่งพูดคุย ซึ่งย่อมมีประโยชน์ต่อสันติภาพและความมั่นคงของประเทศมากกว่าศพที่ไร้วิญญาณ

 


หน้า 2 มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 16 ก.พ. 2556

 








กล้า สมุทวณิช : ห้วงคำนึงจากคนแถวหลัง
′มาดามตวง′ชวนชิม อาซ้อหูฉลาม หนึ่งในร้านโปรดนักกินอาหารจีน
ผู้หญิงสวยๆ สนใจ เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ เพราะความร่ำรวยและมั่งคั่ง จริงหรือ ?
80ปี ธรรมศาสตร์ ส่งผ่านจิตวิญาณสู่เพื่อนใหม่ "ประชาธิปไตย สร้างได้ด้วยพลเมือง"
จบนานเเล้วนะ "ตุ๊กกี้" ถาม "ทราย เจริญปุระ" หาหมอไหม?
แพทย์ผงะ พบหญิงคนไข้ลืม"อุปกรณ์เซ็กส์ทอย"ไว้ในร่างกว่า 10 ปี เจ้าตัวบอก"ลืม"
เกาะจอรอ"เผือก"สะพัด"เจนี่"จ่อแถลงข่าว เลิก"เอ๋ ชนม์สวัสดิ์" บอกความจริง ก่อนบินไป"อเมริกา"
′ชูวิทย์′ ชี้ชีวิต′ยิ่งลักษณ์′ ถูกขีดให้มีชะตากรรมคล้าย′ทักษิณ′ แนะอ่าน "หลายชีวิต" ของหม่อมคึกฤทธิ์
ตรวจสอบดวงท่านวันนี้ วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม 2557 โดย พิมพ์พรร
"จักรภพ" เผยผ่าน "บีบีซีไทย" เดินหน้าชี้แจงต่างชาติ-การต่อสู้นี้ยาวนาน
เธอคือใครกัน? "พัชรี" คนที่ ปปง.ให้แจงที่มาทรัพย์สิน 780 ล้าน เผย"บิ๊กสรรพากร"รู้จักดี !!
ฟังเต็มๆ! "วีระ"เปิดใจเล่าเบื้องหลังปมแลกปล่อยตัว โอด"รับไม่ได้กับสิ่งที่คนไทยด้วยกันทำกับผม" (คลิป)
สยอง! กระบะพุ่งข้ามเลนประสานงานกระบะ ดับคาที่ 4 ศพ สาหัสอีก 3 ราย
คสช.สั่งศธ.แก้ปัญหาเด็กเรียนกวดวิชา
ด่วน ลูกจ้างรถไฟสารภาพแล้ว ลงมือทำร้าย-โยนร่าง "น้องแก้ม" ทิ้งจากโบกี้รถไฟ !