สนุกกับ"วิทยาศาสตร์" รู้จัก"อ.โอ- ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช"นักฟิสิกส์หนุ่มมาดเข้ม แห่ง"วิทย์สู้วิทย์

วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 10:00:14 น.











































เรื่อง/ภาพ ปรีชยา ซิงห์

เรื่อง : ปรีชยา ซิงห์

 

 

 

 

 

หากเปิดไล่ดูทีวี ในช่วงไพร์มไทม์ ตั้งแต่ สองทุ่มครึ่งขึ้นไป นอกจากรายการโทรทัศน์ในช่องปกติ   ที่มีแต่ละครตบตี ว่าด้วยเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ทั้งดุดัน หรือชวนฝัน    รายการบันเทิง  วาไรตี้  ประเภทนั่งคุยเล่าข่าว หรือเชิญบุคคล"ในกระแส" มานั่งคุย นั่งถก เพื่อ"ตอบโจทย์" สารพัดเรื่องสงสัย  ที่มีให้เลือกชมหลากหลาย แบบฟรีๆ แล้ว


รายการคับคุณภาพ  ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ก็เป็นอีกหนึ่งประเภท  ที่มีผู้ให้ความสนใจเปิดรับชมไม่น้อย  โดยเฉพาะ "เด็กและเยาวชน" 


ก่อนหน้านี้ ที่โด่งดังมาก ทางช่อง 5 ทุกคืนวันเสาร์  ก็ "วิทยสัประยุทธ์"    รายการแข่งขันการแก้ไขปัญหาทางวิทยาศาสตร์ จากการประดิษฐ์อุปกรณ์ต่างๆ  กระทั่งมาถึง "SCI FIGHTING   หรือ วิทย์สู้วิทย์"    ควิซโชว์ประลองยุทธ์วิทยาศาสตร์  แนวใหม่ ที่เข้าใจง่าย และสร้างความสนุกสนาน ซึ่งเป็นความร่วมมือกันผลิตของ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  และ บริษัท เวิร์คพอยท์  เช่นเดียวกัน    ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยในระดับมัธยมศึกษาตัวแทนโรงเรียนละ 2 คนเข้ามาประลองปัญญาทางด้านวิทยาศาสตร์ 

 

 

 


สำหรับผู้ที่ได้รับชม ติดตาม ทั้งวิทยสัประยุทธ์ และวิทย์สู้วิทย์  คงจะคุ้นเคยดี กับ ผู้ดำเนินรายการมากความสามารถอย่าง  บ๊อบ -  ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์

 

แต่อีกหนึ่งคนที่เป็นขวัญใจของผู้เข้าแข่งขันในรายการ และผู้ชมทางบ้าน รวมถึงในห้องส่ง กับคำแนะนำเทคนิค ความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทางวิทยาศาสตร์  ผ่านการตัดสินผลงานสิ่งประดิษฐ์ ที่ต้องผ่านการขบคิด เพื่อแก้โจทย์ต่างๆ   ซึ่งกำลังได้รับความสนใจ และพูดถึงกันมากขึ้น  ต้องยกให้  " อาจารย์โอ "  

 

 

ด้วยดีกรีด็อกเตอร์   ปริญญาเอก  สาขาอะตอมมิก ฟิสิกส์   ทำให้ "ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช"  กลายเป็น นักวิทยาศาสตร์ รุ่นใหม่ ไฟแรง  ที่น่าจับตามองคนหนึ่ง ในประเทศไทย  เนื่องจากเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงสถานะของอะตอม   ในรูปแบบต่างๆ ได้รู้ลึก และรู้จริง   จากการศึกษา ค้นคว้า วิจัยเข้าห้องแล็ป  ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกมาแล้ว

 

 


++++++

 

 

อย่างที่ทราบกันดีว่า " ฟิสิกส์" เป็นวิชาที่ปราบเซียนเด็กสายวิทย์หลายคน ให้รู้สึกขยาดมากที่สุด...

 

 

แต่สำหรับ ดร.วรวรงค์   กลับบอกว่า  สิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวันนี่ล่ะ เป็นฟิสิกส์ ที่เต็มไปด้วยความสนุก

 


"ฟิสิกส์เป็นสิ่งที่อยู่รอบตัว  มันคือ วิทยาศาสตร์เชิงปริมาณ หากเห็นอะไรที่มันกำกวมเราตีออกมาเป็นปริมาณให้ได้  ใช้หลักการเข้ามาจับ เห็นความเชื่อมโยงของตัวเลขต่างๆ  แล้วกลับมาที่ตัวเรา ว่าแมตช์อะไรกับประสบการณ์ที่ผ่านมา  หากหาคำตอบได้มันก็เป็นเรื่องสนุก  ไม่ต้องจำอะไรเลย เพียงแค่อาศัยความเข้าใจหลักการเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง " 

 

 

 


 

อาจารย์โอ หรือดร. วรวรงค์  บอกเล่านิยมของ ฟิสิกส์  จากการหยิบเรื่องราวชีวิตประจำวันรอบตัวมาเชื่อมโยงกัน   จนเป็นที่มาให้เขากลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ จนถึงปัจจุบันนี้    แม้จะเคยตั้งเป้าอยากที่จะเป็นสถาปนิก หรือ วิศวกร มาก่อน 

 

"พื้นเพผม เป็นคนยะลา ค่อนข้างห่างไกลสีสัน ความเจริญ    แต่มีสิ่งรอบตัวให้ตื่นเต้นอยู่ตลอด ตอนเด็กๆ รู้สึกสนุก เพลิดเพลินกับการวิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์  อาจารย์จะสอนให้ทำโจทย์อะไรเยอะแยะ   พอเสร็จเราก็จะไปเล่นไพ่ บริช   ที่มันสอนวิธีคิด ก็สนุกกับการหาคำตอบ   การทำนาย  ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะมีกลยุทธ์อะไร   วิเคราะห์อะไรหลายๆอย่าง  เป็นอย่างนั้นเรื่อยมา  กระทั่ง ตอนม.3 สอบคัดเลือกเป็นผู้แทนจังหวัดยะลา  ของค่ายทางช้างเผือก  ก็ได้เดินทางมาที่ท้องฟ้าจำลอง  กรุงเทพฯ ได้เห็นนักวิทยาศาสตร์    เห็นๆ พี่ ๆ  เพื่อนๆ   ที่ค่อนข้างจะคลั่งไคล้วิทยาศาสตร์ด้วยกัน  ก็ทำให้ชอบวิทยาศาสตร์มากขึ้น   จากนั้นก็สอบชิงทุนของ พสวท.   ตอน  ม. 4 จึงย้ายมาเรียนที่ หาดใหญ่วิทยาลัย  มีโอกาสศึกษาอะไรเยอะแยะจากโครงงานวิทยาศาสตร์  เห็นรูปแบบการทดลองอะไรหลายๆแบบ"

 

 


ด้วยความที่ทุนของ พสวท.  มีต่อเนื่องไปจนถึงปริญญาเอก ทำให้ตลอดระยะเวลา  กว่า 10  ปี ของการศึกษา  ดร.วรวรงค์  ตั้งเป้าแน่ชัดแล้วว่า จะต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ให้ได้ และด้วยการอาศัยสิ่งคุ้นเคยที่คลุกคลีกับการเรียนวิทย์มาตลอด จึงไม่ได้รู้สึกเป็นเรื่องยาก  แม้เพื่อนๆ รอบข้างจะสอบไม่ผ่านไปหลายคนในช่วงตอนที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  (มอ. สงขลา)   ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมต่างๆ ที่ค่อนข้างท้าทาย ก่อนจะบินไปศึกษาต่อ ที่  Rochester Institute of Technology สหรัฐอเมริกา   จบปี 2  จึงย้ายไปเรียนที่ University of Rochester, USA 

 

จากความสนใจในสาขาวิชาฟิสิกส์อะตอมที่เพิ่งได้รับรางวัลโนเบลในปีนั้นเมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี  มิสเตอร์วรวรงค์ ได้เข้าศึกษาในระดับปริญญาโท-เอก ที่ University of Arizona, USA  โดยทำงานวิจัย experimental physics เกี่ยวกับ Quantum Information with Neutral Atoms โดยใช้แสงมาทำให้อะตอมเกือบหยุดนิ่งและศึกษาการเปลี่ยนสถานะเพื่อประยุกต์ใช้งานในการสร้าง computer bit

 

โอกาสตรงนั้น  ทำให้ เขารู้จักคนเยอะ และได้ร่วมทำงานการ ทดลองวิจัยร่วมกับ นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลหลายต่อหลายคน  

 


เป็นความประทับใจ ที่ ดร.วรวรงค์ สื่อผ่านแววตา และความทรงจำ ที่บอกว่าเป็นปลื้มสุดๆ แม้จะผ่านมาแล้วหลายปีก็ตาม  

 

 


"จริงๆ ผมสนุกกับการที่มองอะไรซับซ้อนวุ่นวายอยู่แล้ว ชอบอะไรยากๆ มันน่าสนใจดี" ด็อกเตอร์หนุ่ม ในวัย 35 ปี  ว่าพลางยิ้มตาหยี 

 

 

++++++

 

 


ภาระความรับผิดชอบ  ที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ความสามารถ ความเก่งในด้านวิทยาศาสตร์  จึงไม่น่าแปลกใจที่  ดร.วรวรงค์ จะควบหน้าที่การเป็นทั้ง"อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี"    ทั้งยังนั่งเก้าอี้ "รองผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้"     รวมถึงดำรงตำแหน่ง "ประธานกรรมการศูนย์ฟิสิกส์สัประยุทธ์"     ขณะที่ในทุกๆการประชุมวิชาการ และโครงการต่างๆ ของสสวท. ก็จะมีรายชื่อเป็นหนึ่งในวิทยากรให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์   ยังไม่นับการเป็น อาจารย์พิเศษที่ SIIT (สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร) ที่ธรรมศาสตร์ รังสิต    อีกด้วย  

 

การก้าวเข้ามาเป็น หนึ่งในคณะกรรมการ รายการ วิทยสัประยุทธ์ และ วิทย์สู้วิทย์   ก็เริ่มต้นมาจากการเข้าไปช่วยเป็นคณะกรรมการตัดสินรับเชิญแทน ดร.สุรเชษฐ์ หลิมกำเนิด  เพื่อนร่วมรุ่นโครงการบัณฑิต พสวท. เดียวกัน ชั่วคราว  ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินเต็มตัว ตั้งแต่นั้นมา

 


"เหมือนกับเรามีเวทีให้แสดงมุมมอง ความคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ของเรา และวิธีการที่เราสื่อสารออกมา   จนจบวิทยสัประยุทธ์ และมาต่อวิทย์สู้วิทย์  ซึ่งตอนนี้  ก็มีผม กับอาจารย์สุรเชษฐ์   2 คน สลับกัน  ลุยกันตั้งแต่การตั้งโจทย์ ทำงานพร้อมๆกัน พอตอนอัดรายการก็แยกกันคนละเทป   เป็นการสื่อสารสิ่งยากๆ ให้ง่าย     ในรายการจะทำหน้าที่ 2 ส่วนคือ สังเกตการและให้คอมเม้นท์น้องๆผู้เข้าแข่งขัน พอฟังน้องๆ เราจะเห็นแล้ววา อะไรคือสิ่งที่สำคัญในการทำอุปกรณ์   เราจะเดาได้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ของอะไรเล็กๆน้อยๆ ที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรระวัง ก็จะเตือน  เราอยากเห็นน้องๆ ทำสำเร็จ ตรงนี้สำคัญ เราจะให้คำแนะนำ


อีกส่วนหนึ่งคือการตัดสินให้คะแนน ความคิด ว่าใช้ระเบียบวิธีความคิด ทางวิทยาศาสตร์ ประมาณไหน มีการสังเกต มีการหาสิ่งที่จะเกิดขึ้นซ้ำๆ   หาแนวโน้ม ตั้งสมมติฐาน และมีการทำนายผล จะมองอะไรเป็นเรื่องง่ายๆ และดูเปรียบเทียบกระบวนการตคิดของสองทีม ให้คะแนนคนที่คิดอย่างมีระบบ "

 

 

 

นี่คือ ความท้าทายทางความคิด  ของรายการ วิทย์สู้วิทย์ ที่แม้แต่คนธรรมดา ซึ่งแม้ไม่มีความรู้เชิงวิทยาศาสตร์มาก  เมื่อรับชม อาจจะรู้สึกสนุกสนานขึ้นมาได้ไม่ยาก  ... 

 


++++++++++++++++++

 

 

 การเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์  มจธ.  องค์กรแห่งการเรียนรู้ที่สร้างจุดยืน ให้เป็น  "มหาวิทยาลัยแห่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี"   ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้นักศึกษาจากรั้วสถาบันนี้ ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติหลายต่อหลายโครงการ 


"ผมสนุกกับการเรียนรู้พอสมควร  ช่วงที่เข้ามาทำงานตอนแรกเริ่มจากการสอนฟิสิกส์ก่อน แต่เห็นความแตกต่างค่อนข้างเยอะในสิ่งที่เราอยากจะให้ เด็กกับในสิ่งที่เด็กอยากจะรับจากเรา   ถ้าเกิดเด็กไม่เห็นว่ามีประโยชน์เขาก็ไม่รับฟัง   ผมสอนฟิสิกส์ให้กับเด็กวิศวคอมพิวเตอร์ พวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้ฟิสิกส์  นั่นคือสิ่งที่เด็กคิด   แต่เราเห็นว่ามันมีความจำเป็นต้องใช้ฟิสิกส์ในการสร้างซิมูเลชั่นสร้างแบบจำลองขึ้นมา ทำยังไงให้เห็นปรากฎการณ์ต่างๆ ถอดออกมาเป็นคณิตศาสตร์ ให้ได้  มันเป็นความท้าทายในการออกแบบการเรียนรู้ ได้ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ มีโปรเจคให้ทำ  " 


ว่าพลัน อาจารย์โอก็เปิดโน้ตบุ๊กคู่ใจ   กดเพลย์วิดีโอ   โปรเจ็ค "รถพลังหนังยาง"     ที่ให้นักศึกษาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ทำส่ง  เป็นกระบวนการเรียนรู้การทำให้วัตถุที่นำมาทำเป็นรถเคลื่อนที่ด้วยหนังยาง ตามหลักการของฟิสิกส์  ในวิดีโอแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่ตั้งใจจริง และรูปแบบการพรีเซนต์ของนศ.แต่ละกลุ่มต่างกันออกไป  อย่างสนุกสนาน ที่เดิมพันด้วยการแข่งขันนอกจากจะกับเพื่อนแล้ว นักศึกษายังต้องแข่งกับตัวเอง     พร้อมกันนี้ อาจารย์โอ ยังกล่าวชื่นชมความเก่ง ของนศ.กับผลงานที่ส่งมาให้ได้ฟัง จากความสำเร็จของโปรเจ็คนี้ ได้ถูกต่อยอดนำไปเสนอต่อที่ประชุมอาเซียน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ต่อไปข้างหน้าอีกด้วย

 

 

 

หลายคนที่ได้เรียนกับ ดร.วรวรงค์ หรือนักเรียนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของสสวท.  จะรู้สึกว่า การได้พูดคุย ได้ปรึกษาปัญหา ได้เรียนรู้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ  การขอคำแนะนำ  จะเป็นไปด้วยบรรยากาศแบบกันเอง ง่ายๆ สบายๆ นั่นเป็นเพราะ การวางตัว ของอาจารย์โอ คือการทำให้เด็กๆ รู้สึกเหมือนว่าเขาเป็นเพื่อน ด้วยเทคนิคการสอนที่เต็มไปด้วยความสนุก เข้าใจง่าย   ต่างจากอาจารย์คนอื่นๆ ที่การสอนจะมีความเป็นวิชาการจ๋าและติดอาศัยแต่การท่องจำ ซึ่งในกระบวนการเรียนรู้นี้ ก็เป็นแนวทางที่ ทาง มจธ. ตั้งใจจะเป็นต้นแบบของมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาอื่นๆ ด้วย 


"ผมว่าเราติดกับการทำข้อสอบมากเกินไป    ตรงนี้ต้องปฏิวัติการศึกษาขึ้นมาเลย     การทำข้อสอบมันวัดทักษะได้ระดับหนึ่งแต่ไม่ครบทุกมิติ ข้อสอบไม่ สามารถวัดความมุ่งมั่น    ความพยายาม หรือความคิดสร้างสรรค์ได้   ซึ่งตรงนี้ถือเป็นสิ่งท้าทายมากในระบบการศึกษาของเรา และในมหาวิทยาลัยต้องเป็นต้นแบบที่อื่นด้วย เพราะเรามองตั้งแต่เด็กอนุบาลจนถึงอุดมศึกษา    ทาง มจธ.  เรามีเป้าหมายค่อนข้างชัดเจน   ต้องการผลิตกำลังคน เราเลือกที่เป็นมหาวิทยาลัยแห่งวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี เรามีทุกอย่างที่จะผูกกับวิทยาศาสตร์หมดเลย  เราเลือกที่จะเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย  ผลิตกำลังคนที่จะมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศ   สร้างคุณค่าและทำในสิ่งที่มีความหมายให้ สังคมไทย   สร้างองค์ความรู้ใหม่ ทำประเทศไทย  มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น "

 

 


ขณะที่ครู ก็เป็นบุคคลากรที่ มีความสำคัญมาก ในการปฏิรูประบบการศึกษา ดังที่ ดร.วรวรงค์ว่า   เพราะจะทำให้เด็กได้ประสบการณ์การเรียนรู้ ในรูปแบบต่างๆกัน ได้พัฒนาตัวเองขึ้นมา  พร้อมทั้งยืนยัน  ครูไทยมีความมุ่งมันอยู่แล้วเพียงแต่ขาดเนื้อหา

 

 


อาจเพราะ เติบโตมาจากสายเลือดความเป็นครูแท้ๆ     แม่ เป็นครูสอน อนุบาล และ พ่อ เป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ ในวิชาฟิสิกส์ ก่อนจะมาเป็นนักนิเทศศึกษา ทำให้ อาจารย์โอบอกว่ารู้สึกเหมือนตัวเอง กำลังเดินตามพ่ออยู่  ...

 

 

 

"สิ่งที่ผมอยากจะทำให้เด็กๆ คือพยายามจะเปิดมุมมองของเขา   ผมเรียนลึกมาตลอด จนกระทั่ง ได้ทำงานที่นี่   คิดว่าต้องรู้กว้างมากขึ้น การที่จะสามารถสื่อสารกับเด็กได้เราต้องเห็นก่อน  มหาวิทยาลัยนี้ตั้งเป้า   ให้เด็กเป็นบัญฑิตที่ดีตามพึงประสงค์  สิ่งเหล่านี้ทำให้เราฝึกตัวเองขึ้นมาให้เห็นว่าเรามีอะไรที่เป็นการให้ และเมื่อเขายินดีที่จะเข้า มาคุยกับเรา เราก็พร้อมที่จะเปิดอยู่แล้ว   ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก  แค่อยากจะให้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย   บางทีเด็กๆก็กลัวอาจารย์คนโน้น  คนนี้  "  

 

 


เห็นใจดี เป็นกันเองอย่างนี้ อาจารย์โอ ก็ยอมรับว่า บางครั้งเป็นคนดุ นักศึกษาไม่ค่อยกล้าเข้าหาเช่นกัน

 

 

 "บางทีผมสอนก็จะดุ เอาความจริงมาบอก  ว่า มีปัญหาอีกเยอะจากประสบการณ์ที่สอน หากนศ.หยุดที่จะคิด ต่อไปในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น  หนีไม่พ้นก็คงต้องมีคนทำตาม คนอื่นไปเรื่อยๆ บอกอะไรก็ทำ ในที่สุด ก็ไม่มีโอกาสเขยิบเป็นหัวหน้างาน  ถ้าจะเป็นหัวหน้างานก็ต้องคิดต่อ มองในมิติที่ครอบคลุม  พยายามจะให้อีกมุมมองหนึ่ง เพราะฉะนั้นจะให้เด็กๆ  คิดมากขึ้น ชวนคุย    หลายคนกลัวจะคุยกับผม เพราะผมจะทำให้เขาคิดเยอะ ต้องพยายามเปิดมุมมอง


โอกาสของคนเรามีเยอะแยะมากมาย แต่หากเราไม่ได้ฉุกคิด ว่ามีอะไรเป็นพิเศษ เราก็จะไม่พยายามคิดตลอดไปน่ากลัวมาก  โซลูชั่นมีหลากหลาย ทำยังไงให้เห็น  ต้องเปิดวิธีคิด  หลายๆ มุม ให้เขาแสดงศักยภาพ "

 

 


"ผมว่าเด็กไม่ค่อยชอบเรียน แต่ถ้าชวนเมาท์เรื่องอื่น เขาจะชอบมาก ผมเลยพยายามชวนคุย แต่ในที่สุดก็เป็นประเด็นที่อยากจะสื่อสารเข้าไป ต้องผูก    และอยากจะบอกไม่มีวิธีการแน่นอน   สิ่งที่ท้าทายที่ทางมหาวิทยาลัยกำลังทำอยู่ในตอนนี้คืออยากรู้ว่าตอนนี้เด็กคิดยังไงในคลาสใหญ่ๆ   ที่ผมสอนใน ป.ตรี ก็ขึ้นอยู่แต่ละคลาส บางคลาสก็ 40 บางคลาสก็ 80 แต่อย่าง ป.โท อาจจะแค่คลาสละ 5-10 คน   มีครั้งหนึ่งที่บรรยายหน้าห้องใหญ่   600 คน ความรู้สึกมันไม่เหมือนกัน ก็จะมีงานวิจัยที่แตกต่างกัน  จริงๆ อาจารย์ก็จะตอบสนองต่อจำนวนคลาสที่ต่างกันด้วย พอดีได้มีโอกาส ไปสอน วิชาศึกษาทั่วไปด้วย   ซึ่งสอนวิชาทักษะทั่วไป   รู้สึกว่ามีอะไรที่หลายๆอย่างที่เราเรียนมา กลับมาสอนคนอื่นๆในเรื่องวิธีคิดได้เยอะ"

 

 

 

+++++++

 

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันนี้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนา "โลก" ให้ก้าวหน้าไปตามเทคโนโลยีที่เจริญขึ้นๆ เรื่อยๆ  ด้วยมันสมองมนุษย์ 


ประเทศต่างๆ  ล้วนพยายามแข่งขันสร้างบุคคลากรของตัวเอง ในการคิดค้น วิจัย และพัฒนา สร้างสิ่งประดิษฐ์  หรือ นวัตกรรมใหม่ๆ   เพื่อความเป็น "ชาติผู้นำ"    สนองต่อความสะดวกสบายของผู้คนให้ล้ำเข้าไปอีกขั้น 


แต่เมื่อย้อนกลับมามองที่ ประเทศไทย พื้นที่ด้ามขวานเล็กๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์เกือบทุกด้าน   ทั้งที่ ในปี  2558 ก็จะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเต็มตัวแล้ว


สอดคล้องกับผลวิจัยการศึกษาแนวโน้มการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ในกลุ่มการศึกษา 48 ประเทศที่เข้าร่วมพบว่า การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กไทย อยู่อันดับที่ 37 


นั่นแปลว่า  เด็กไทย จำนวนมาก "อ่อน" วิทยาศาสตร์


และยังมีแนวโน้มการเลือกเรียนสายวิทย์ค่อยๆ ต่ำลง    เฉลี่ยแค่ราว 70,000 คน หรือ 35% ของเด็กมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ กว่า 2 แสนคน  


ในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนด้านวิทยาศาสตร์  ที่คลุกคลีอยู่กับการทำงาน ร่วมกับ สสวท. มานาน  ดร.วรวรงค์ สะท้อนมุมมอง ระบบการศึกษาของเด้กไทยไว้ได้อย่างน่าสนใจ ... 

 

 


" ความสามารถของเด็กไทย ต้องแบ่งเป็นหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็น  ความรู้  ทักษะ  และทัศนคติ   ผมว่าเด็กไทยจำอะไรเป็นส่วนๆได้เยอะ แต่สวนใหญ่จะชอบลองผิดลองถูก จริงๆ มันทำเป็นตัวเลขได้หมดเลย ผมว่าทักษะนี้เป็นเรื่องที่เด็กไทยยัง ต้องฝึกอีกเยอะ  สิ่งที่เด็กไทยขาด คือการถอดเป็นตัวเลข  เพื่อเอามาทำนายได้

 


"ผมว่า อะไรหลายๆอย่าง  โลกปัจจุบันเปลี่ยนไปเยอะ ข้อมูลไปเร็วมาก พอต้องการคำตอบอะไรก็เปิดมือถือแล้วก็หาไม่นานก็ได้คำตอบ มันเร็วเสีย จนกระทั่งทำให้เราลืมที่จะหยุดคิด แล้วก็มองทุกอย่างเข้าด้วยกัน   มันจะมีความเป็นเหตุผลของมันขึ้นมา  ระบบการเรียนการสอนหลายๆอย่างในปัจจุบันจะแตกต่างจากอดีต    เมื่อก่อน เรามาถึงแค่จุดนี้  ก็พอแล้ว  แต่ปัจจุบันต้องเดินเร็วขึ้น บางอย่างก็หลุดไป   เป็นอุปสรรคที่สำคัญในการที่เด็กไทยจะทำความเข้าใจกับเนื้อหาความรู้  เพื่อพยายามจะดึงออกมาให้เป็นสิ่งที่ทำได้ตั้งแต่ต้นจนจบ     เด็กไทยมีทักษะฝีมือเยอะ แต่ลืมที่จะตั้งคำถาม ว่า ใส่เข้าไป มันจะไปช่วยอะไร เราขาดความรอบคอบ  เด็กไทยปัจจุบันเป็นค่อนข้างเยอะ  เรื่องทักษะเรื่องฝีมือผมว่า มาจากความมุ่งมั่นมากกว่า...."

 

ว่าพลัน อาจารย์โอ ก็ยกตัวอย่าง  การถีบจักรยาน   ใครฝึกมากก็ถีบได้เร็ว ถีบได้เก่ง   อธิบายไม่ได้ว่าต้องใช้เท้าไหนก่อน    สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ  ความมุ่งมั่นที่จะทำ   เพราะปัจจุบันบริบทของสังคมไทยเปลี่นนไปอย่างรวดเร็ว  ไม่ว่าจะเรื่องของการแข่งขัน  กับนิสัยเบื่อง่าย ของเด็กไทย  ที่หากอันไหนไม่เข้าท่าก็ทิ้ง   ขณะที่บางคนมุ่งมั่นฝึกทักษะบ่อยๆ รู้แนวทางแต่ขาดการเชื่อมโยงเพื่อย้อนกลับ ก็ทำให้ไม่เป็นผล   เป็นสิ่ง "น่ากลัว" ที่ อาจารย์โอ พยายามจะบอก

 

 

แปลว่า เทคโนโลยีมีส่วน ? 

 

 

"โลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว สมัยก่อนเราอยู่ในยุคอุตสาหกรรม ตอนนี้เราอยู่ในยุคไอที  ซึ่งกำลังโตขึ้นเรื่อยๆและรวดเร็ว   ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยี อยู่คู่กับเรา   เราจะใช้อย่างไรให้มันเหมาะสมและพัฒนาตนเองให้ไปได้ไกล บางคนพึ่งเทคโนโนยีในการหาคำตอบทุกอย่าง  ก็จะทำให้ขาดมุมมองในหลายมิติไป บูรณาการไม่ได้  แต่ก็ไม่ใช่แค่เด็กไทยที่มีปัญหากับวิทยาศาสตร์   เด็กทั่วโลกก็มีปัญหาเดียวกัน อย่างอเมริกามีโครงการใหญ่ๆอย่าง  STEM  (Science Technology Engineering and Methermatics) เพื่อที่จะทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กสนใจในวิทยาศาสตร์มากขึ้น "


 " อะไรที่เราได้มาง่าย เราก็ไม่รู้สึกภูมิใจกับมัน แต่ถ้าเราต่อสู้กับมันและพยายาม ที่จะเข้าใจหลายๆอย่าง  ตรงนั้นจะป็นสิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจได้  เมื่อมาถึงระดับหนึ่งก็ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ เราก็ถีบตัวเองไป เราต้องพยายามทำสิ่งที่ยากขึ้น "

 

 

หากเทียบเด็กยุคนี้ กับเด็กสมัยก่อน อาจารย์โอ บอก มี "ความรอบคอบ" ต่างกัน  ซึ่งก่อนหน้านี้  โลกอินเตอร์เน็ตมีไม่ค่อยเยอะ  การหาข้อมูลทำได้ช้า บางที ต้องคิดเอง ขณะเดียวกัน ก็บังคับให้เราฝึกระเบียบวิธีคิดไปในตัว ซึ่งตรงนี้จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ สร้างความแตกต่างระหว่างคนในอดีตกับปัจจุบัน


" ในอดีตเนื้อหามีไม่เยอะมาก เราก็เดินตาม หนึ่ง สอง สาม สี่ และเป็นการบังคับให้ฝึกระเบียบวิธีคิด  สมัยนี้เรามีเทคโนโลยี หาคำตอบได้ เรารู้ปลายทาง   เด็กบางคน เดินจากปลายทาง และกว๊านหาต้นทางทีละนิดๆ    มันมีความแตกต่างในบริบทของสังคมการเรียนรู้มากกว่า  บอก ยากพอสมควร เด็กยุคไหนดีกว่ากัน   แต่หากพูดถึงความเข้มข้น  ต้องย้อนกลับไปนิดนึง มันมาจากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ของทุกอย่างที่สร้างขึ้นต้อง กินได้ ขายได้ ต้องทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น  ถ้าเกิดเราไม่สามารถมุ่งไปที่ตรงนั้นได้เราก็จะมีปัญหา

 

 

 

 

"ยกตัวอย่าง ในประเทศไทยเราจะบอกว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว เราไม่ต้องทำอะไรเลย ปลูกนาก็ขึ้น ปลาก็หาได้ ถ้าไปอยู่ในเกาหลีหน้าหนาวขึ้นมา  จะปลูกพืชก็ต้องคิด ต้องหาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ตรงนี้ก็จะคล้ายๆกัน โลกปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโลกของสังคม  ผลิตเป็นองค์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจดสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นอะไรที่ทุกคนพยายามจะคุ้มครองความคิดของตนเอง ในที่สุดเราใช้แต่แรงงานไม่ได้แล้ว โลกต่อไปยิ่งท้าทายมากขึ้น เด็กไทยก็ต้องเก่งขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตามเทคโนโลยีให้ทัน เด็กสมัยนี้ต้องเก่งกว่าสมัยก่อน   ตอนนี้เนื้อหาความรู้มีเยอะมาก  เด็กต้องสกัดความรู้อะไรออกมาให้ใช้ได้จริงๆ  และใช้ต่อไปให้ได้ หาข้อมูลเป็น ใช้ข้อมูลเป็น  เราเน้นกระบวนการ เด็กไทยต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองตลอดชีวิต ต่อเนื่องต่อไป"

 

 

 

 

++++++++++++++++++++

 

 

 


ภาพของนักวิทยาศาสตร์   ในการรับรู้ของคนทั่วไปว่าต้อง "เนิร์ด" และ ดูมีอายุ   แต่ ชายหนุ่มหน้าตาดี  บุคคลิกสุดสมาร์ท ไว้หนวดเครา   ผู้มีใบหน้าเปื้อนยิ้มใจดี ภายใต้กรอบแว่นสุดแนว  ที่ชื่อ "ดร. วรวรงค์ รักเรืองเดช"   ไม่ใช่อย่างนั้น  ...


"จริงๆ ผมเป็นเนิร์ดนะ (หัวเราะ)     คนเราเวลามุ่งมั่นอะไรสักอย่าง เราจะหลง   เด็กเนิร์ดก็เหมือนกันเขาเห็นความสำคัญทางด้านวิทยาศาตร์จนลืมมองตัวเอง ผมว่าไม่มีปัญหา ต่างคนใช้เวลากับความชอบของตัวเองแสดงออก  แต่ก็ต้องหัดเข้าสังคมให้ได้  สิ่งที่ต้องการคือ การยอมรับความแตกต่าง  ต่างกันก็ไม่น่าปัญหามาก  ถ้ามีความสุขก็ทำไปแต่ต้องไม่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อ การทำงานเป็นทีม"

 

ส่วนลุคส์เซอร์เนี้ยบ   ฉีกภาพนักวิทยาศาสตร์ ที่คนเราชอบอนุมานไปเองว่า จะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อาจารย์โอว่า   จริงๆ นักวิทยาศาสตร์หน้าตาดีเยอะนะ (หัวเราะ)  มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับบุคคลิกภาพความพอใจของแต่ละคน

 


-++++++++

 


เห็นงานเยอะรัดตัว พักผ่อนน้อยอย่างนี้ ขอบอกว่า ดร.วรวรงค์หรือาจารย์ โอ เป็น แฟมิลี่แมนที่รัก ลูกๆ และภรรยา มาก หากมีเวลาว่าง เสาร์-อาทิตย์ เมื่อไหร่ 4 คน พ่อ-แม่-ลูก เป็นอันต้องขับรถตระเวนท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ  เพื่อเติมเต็มช่วงเวลาปกติที่ขาดหายไปได้อย่างเต็มที่ 

 

 


"พอเราเครียดอะไรสักอย่าง  ไปเจอลูกก็หายเครียด  ครอบครัวคือที่พึ่งพิง อย่างน้อยก็มีคนที่พร้อมจะให้กำลังใจเราทุกอย่าง"


คำพูดฉาบยิ้ม พรั่งพรูผ่านความรู้สึก ของอาจารย์โอ  ที่สัมผัสได้ถึงความสุขเมื่อเจ้าตัวเอ่ยถึง

 


"ผมมีลูกสาวสองคน คนโต เจ็ดขวบ ชื่อ น้องภริม -ภริมา คนเล็ก ชื่อน้องแพร -  นพรรษ   อายุ 5 ขวบ   ทั้งสองคน เกิดที่อเมริกา   เพราะผมกับภรรยา  (พรอุมา รักเรืองเดช)  แต่งงานกันที่นู่น  มาตั้งแต่ปี 2001    พอตอนนี้ กลับมาทำงานที่เมืองไทยได้ ราว 4 ปี   ก็ทำงานได้เต็มที่ หายห่วง  มีภรรยาดูแลเด็กๆ    ส่วนเสาร์-อาทิตย์ ก็พาครอบครัวไปเที่ยว  ขับรถกันไปเป็นโรดทริป  ไปเรื่อยๆ  บางทีไม่ได้ไปไหน ก็นอนทั้งวัน มีลูกเล่นอยู่ข้างๆ     ถ้าวันไหนกลับดึกตอนเช้าจะอยู่กับเขาเยอะ แต่ถ้าเช้าไม่ว่าง ก็จะให้เวลาช่วงเย็น "

 


"ผมก็เคยถามนะว่า ลูกชอบวิทยาศาสตร์ไหม เขาบอกว่าไม่ชอบ แต่เขาชอบอ่านหนังสือมากกว่า  เมื่อไหร่ที่เขาคิด เริ่มถาม มันก็เป็นวิทยาศาสตร์   เป็นปรัชญาไปในตัว    ผมก็สนับสนุนเต็มที่ ถ้าอยากจะเป็นอะไร" นักฟิสิกส์หนุ่มกล่าวทิ้งทาย ก่อนจะชี้ให้ดูกีฬาที่เขาชอบเล่น อย่าง แฟนตาซี สปอร์ต จากคอมพิวเตอร์ ที่ก็เป็นการรีแล็กซ์อย่างหนึ่ง  ที่คนเวลาน้อยอย่างเขาใช้เปิดเล่นทดแทนการเสียเหงื่อจากการลงสนามเล่นกีฬาจริงๆ

 

 

"ผมพยายามเล่นกับตัวเลข  อย่าง อเมริกันสปอร์ต  กีฬาที่ใช้ความเร็วต่างๆ  ไม่ต้องนั่งรอลุ้นสกอร์ที่กว่าจะขึ้นอย่างฟุตบอล ผมว่ามันท้าทาย และน่าสนุกดี ได้มีอะไรให้คิดเยอะๆด้วย "

 

 


ขนาดไลฟ์สไตล์ ยังมีกระบวนการทางวิทยาศาตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง สมกับเป็นด็อกเตอร์ด้านฟิสิกส์คนเก่ง ที่ นิยามตัวเองว่า  เป็น "นักพัฒนาการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี"   ที่น่าจับตามองคนหนึ่งของประเทศไทย มากจริงๆเชียว ...


 








อุต๊ะ!! ภาพหลุด "พีค" ควงหนุ่มตี๋ปริศนาทานข้าว ชาวเน็ตสงสัยใช่ต้นเหตุรักล่มหรือไม่
สุดหน้าแตก! กรรมการสาวชื่อดัง "Britain Got talent" เจอชุดทรยศ "เปิดหวอเห็นกางเกงชั้นใน" (ชมภาพ)
สวยทั้งบ้าน "แป้ง พรภัสร์ชนก" ว่าที่นางเอกคนใหม่ หลานสาวของ "เอ-ไชยา มิตรชัย"
ปล่อยแล้ว! เอ็มวีเต็มเพลง Live My Life My Way ของ"แอน มิตรชัย" เว่อร์วังอลังการ!
หาดูได้ยาก!! "เท่ง เถิดเทิง" เมื่อครั้งวัยเด็ก ขณะรับจ้างถีบสามล้อในงานบวชที่สุโขทัย
ป้ายรำลึก นวมทอง ไพรวัลย์ ระบุ "นวมทอง ยังไม่ตาย" โผล่กลางสะพานลอยหน้ามธ.รังสิต
ฮือฮา แพะ "พิสดาร" "หมุนคอ 360 องศา" เหมือน "วิญญาณร้าย" ในหนัง "เอ็กซอซิสต์" ได้
เงาสะท้อน โพล อนิจจัง แห่ง ความนิยม รัฐบาล ประยุทธ์
โหดร้ายเกิน! หนุ่มใหญ่ดวงถึงฆาต ขับชนรถบรรทุกดับ หลังแพทย์บอก "หายจากมะเร็ง"แล้ว
"เอ็ม บุศราคัม" เซ็งเมาธ์เเรง ศัลยกรรมจนลืมกำพืด ตอกกลับ! ความสวยไม่ได้ทำให้ลืมกำพืด!!
"กล้วย" พืชประโยชน์สารพัดนึก แต่หากบริโภคไม่คิด มีสิทธิ์ถึง "ตาย"
"ซูซูกิ ลาแปง" รถแบ๊วๆ ราคาไม่แบ๊ว อ็อพชั่นไม่เบา! เข้าไทยเคาะที่ 1.4 ล้าน!
ว่าที่ ′มิตซูบิชิ อีโว′ ใหม่ สวยล้ำสไตล์สปอร์ต
"บาจา" ไม่ใช่ของไทย แต่อยู่ในไทยมากว่า 85 ปี
หลานปู่ "กาโม่ อาชวิน" จวกคนปล่อยข่าวลือ "ปู่เฉลิม" เสียชีวิต บอกช่วยหาข่าวที่มีสาระกว่านี้หน่อย