"เกษียร เตชะพีระ" วิเคราะห์ "งานเขียนวิเคราะห์การเมืองไทย" ของ "นิธิ เอียวศรีวงศ์" (๑)

วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:45:14 น.




บทความนี้ เกษียร เตชะพีระ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์สเตตัสเฟซบุ๊กของตนเอง (Kasian Tejapira) โดยจับประเด็นเก็บความสังเขปจาก: “การลงร่องของกระฎุมพีไทย” ของ  ศาสตราจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ ๓ – ๙ พ.ค. ๒๕๕๖, หน้า ๓๐  โดย อ.เกษียร ได้วิเคราะห์ งานเขียนวิเคราะห์การเมืองไทย ของ อ.นิธิ ไว้อย่างน่าสนใจ และช่วยให้เข้าใจงานเขียนวิเคราะห์ของอ.นิธิได้ลึกซึ้งมากขึ้น ดังนี้

อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ อ้างอิงใช้งานประวัติศาสตร์ลือชื่อของ Eric Hobsbawm เรื่อง The Age of Revolution, 1789-1848 (1962) เป็นหลักเพื่อเปรียบเทียบวิเคราะห์การเคลื่อนไหว “ปฏิวัติ” ครั้งต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ไทยถึงปัจจุบัน 

เรื่องแรกที่น่าสนใจคือ พลวัตของการแตกแยกทางการเมืองในหมู่นักปฏิวัติกระฎุมพีหลังชนะยึดอำนาจรัฐได้ (งานแนวนี้อีก เรื่องที่น่าสนใจนำมาศึกษาเปรียบเทียบคือ Crane Brinton, The Anatomy of Revolution, 1938) กระบวนการคร่าว ๆ มักเป็นดังนี้คือ

๑) แรงขับเคลื่อนเรียกร้องผลักดันของมวลชน ปีกซ้ายของการปฏิวัติ นำการปฏิวัติสังคม (รื้อระเบียบ เศรษฐกิจสังคมมูลฐาน)

๒) พวกเดินสายกลางปฏิรูป และรับไม่ได้กับการเอียงซ้าย และการปฏิวัติสังคม  โดยพยายามจำกัดการปฏิวัติไว้แค่โครงสร้างอำนาจการเมืองการปกครองเท่านั้น  หันไปร่วมมือกับพวกจารีตนิยม/กลุ่มอำนาจเดิมกลายเป็น ฝ่ายขวา
โดย อ.นิธิเห็นว่า “การปฏิวัติ” ครั้งต่าง ๆ ที่มีมาในไทย ในที่นี้หมายรวมถึงการปฏิวัติปี ๒๔๗๕, ๒๕๑๖, ๒๕๓๕, และ๒๕๔๙) เหมือนกับประสบการณ์การปฏิวัติกระฎุมพีของฝรั่งเศส ในปีค.ศ. ๑๗๘๙  แต่ต่างจากการปฏิวัติสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ในรัสเซีย ในปีค.ศ. ๑๙๑๗ และจีน ในปีค.ศ. ๑๙๔๙

กล่าวคือ ลักษณะเด่นของการปฏิวัติไทย ได้แก่ no core leadership, no organization, no program, no concerted systemic efforts at ideological propaganda or mass mobilization, มีแต่การสร้างอารมณ์ร่วม

ดังนั้น “การปฏิวัติ” ของไทยแต่ละครั้งอาจไม่ขาดหมดเสียทุกอย่าง แต่มีบางอย่าง เช่น การปฏิวัติ ๒๔๗๕ มีคณะราษฎรเป็นแกนนำ หลวม ๆ อยู่, การปฏิวัติ ๒๕๑๖ มีฐานมวลชนกว้างขวาง เป็นต้น แต่กล่าวโดยรวมแล้ว ค่อนข้างขาดสิ่งเหล่านี้ทำให้การปฏิวัติ มีขีดจำกัด (อ.นิธิเอ่ยผ่าน ๆ ว่า การเคลื่อนไหวปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มีแกนนำ มีการจัดตั้ง มีหลักนโยบายและการปลุกระดมมวลชน ทว่าปฏิวัติแพ้…..)

ข้อน่าสนใจคือ การประเมินรัฐธรรมนูญปฏิรูปการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๐ และการเคลื่อนไหวมวลชนในปัจจุบัน

นิธิ เสนอว่า ภายใต้การนำของเครือข่ายนักปฏิรูปสังคม “รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ทำให้เกิดการเมืองมวลชนขึ้นเป็นครั้งแรก” นี่นับเป็นการประเมินที่กว้างขวางต่างไปจากข้อประเมินของ "อุเชนทร์ เชียงแสน" ในวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของเขา โดย อุเชนทร์ เสนอการวิเคราะห์ตีความที่น่าสนใจว่า รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ทำให้การเมืองภาคประชาชนกลายเป็นสถาบัน กล่าวคือ กลายเป็นแบบแผนปฏิบัติและมีพื้นที่อำนาจทางการในระบบการเมืองการปกครองขึ้นมา ดูเหมือนข้อเสนอนี้ใกล้เคียงล้อกันกับ ของ นิธิ จุดต่างน่าจะอยู่ตรง อุเชนทร์ จำกัดว่าเฉพาะ “การเมืองภาคประชาชน” เท่านั้นที่กลายเป็นสถาบัน ขณะที่ นิธิ เห็นว่า “การเมืองมวลชน” โดยรวมเลย กล่าวคือ มวลชนระดับล่างได้อาศัยช่องทางในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เข้าร่วมกระบวนการวาง และกำหนดนโยบายผ่านการเลือกตั้งและเคลื่อนไหวกดดันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก (ในคุณภาพและระดับที่ต่างจาก ลำพังการเคลื่อนไหวมวลชนในอดีตที่ผ่านมา เช่น ช่วง ๑๔ - ๖ ตุลาฯ, ช่วงหลังพฤษภาฯ ๒๕๓๕ เป็นต้น)

- เงื่อนไขไม่ราบรื่นในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเมืองมวลชน อันเนื่องมาจากพรรคการเมืองไทย

พรรคการเมืองไทยประกอบด้วยนักการเมืองชนชั้นนำของกระฎุมพีอิงความสัมพันธ์ตามประเพณีและระบบอุปถัมภ์ในการแข่งขันเลือกตั้งหาเสียงเชี่ยวชาญการประนีประนอมประสานผลประโยชน์ในหมู่ชนชั้นนำ (คณาธิปไตย) แต่ไม่เชี่ยวชาญถนัดสันทัดการแทนตนผลประโยชน์และความเห็นของมวลชน โดยพรรคเหล่านี้ใหม่ต่อการเมืองมวลชน ไม่ได้พัฒนากลไกเชื่อมต่อพรรคกับมวลชนอย่างซับซ้อนเอาไว้

ดังเช่น - พรรคประชาธิปัตย์: ใช้ความสัมพันธ์ตามประเพณี + ระบบอุปถัมภ์ + เอกลักษณ์ใต้ที่ผูกติดกับพรรคสำเร็จ ในการหาเสียง

- พรรคเพื่อไทย: ที่หันไปเคลื่อนไหวการเมืองมวลชน เพราะสถานการณ์เฉพาะหน้าของการต่อต้านรัฐประหาร นักการเมืองพรรคนี้ก็เป็นชนชั้นนำกระฎุมพีไม่ต่างจากพรรคอื่น 

- กลุ่มพลัง หรือสถาบันที่ไม่เป็นใจกับการเมืองมวลชน ได้แก่
๑) เจ้าสัว, เจ้าพ่อ, นักธุรกิจ เพราะ มีช่องทางอื่นผลักดันนโยบายไม่ต้องพึ่งมวลชน ขัดผลประโยชน์ในแง่ผลกระทบสิ่ง แวดล้อม แย่งชิงทรัพยากร
๒) กองทัพ เพราะ ระแวง ไม่ต้องการถูกมวลชนเบียดขับจนหลุดพ้นเวทีการเมือง
๓) แรงงาน เพราะ อ่อนแอเกินกว่าจะเป็นกองหน้าพลังนำ
๔) สื่อเก่า เพราะ ไม่มีแรงจูงใจปรับเข้าหาการเมืองมวลชน ทำมาหากินกับรายการก็รวยอู้ฟู่แล้ว อีกทั้งสื่อสิ่งพิมพ์หมดยุคสมัย ไม่คุ้มทางธุรกิจจะขยายตลาดเข้าหามวลชน

ทั้งนี้มีแต่  [กระฎุมพีน้อย-นักวิชาชีพ + สื่อใหม่-ทีวีดาวเทียม]  ที่พร้อมเป็นหัวหอกแกนนำและปรับเข้าหาการเมืองมวลชน
โดยเงื่อนไขราบรื่นที่อาจช่วยให้เปลี่ยนผ่านสู่การเมืองมวลชนอย่างไม่รุนแรงได้แก่

๑)ชนชั้นนำเก่าอ่อนแอหมดมุข ในที่สุดคงยอมปรับตัว แต่ต้องผ่านการต่อรองกันโดยสงบ เพราะใช้ความรุนแรง ไม่สำเร็จและไม่คุ้ม

๒) กระฎุมพีน้อยและสื่อใหม่ก็เก็บรับบทเรียนเสียหายที่ผ่านมา หลีกเลี่ยงความรุนแรงเช่นกัน

แต่การเมืองมวลชนก็มีอันตราย อาจไม่นำไปสู่ประชาธิปไตยทางเดียว แต่อาจถูกชักจูงฉวยใช้โดยนักชวนเชื่อ (demagogues) แล้วบิดผันนำไปสู่เผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism) ภายใต้คณาธิปไตยใหม่/พรรคใหม่ ได้เช่นกัน (นิธิ น่าจะหมาย ถึงให้ระวังนักปลุกระดมสุดโต่งรุนแรงฉวยใช้สื่อไม่ว่าสีไหน มากกว่าพรรคการเมืองที่มองเห็นกันอยู่)

นอกจากนี้ นิธิ ยังวิเคราะห์ต่อว่า เครือข่ายนักปฏิรูปสังคมและอำนาจนำตามประเพณี เสียอำนาจการนำและอิทธิพลลงไปจาก การเมืองมวลชนที่เกิดขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ทั้งสองฝ่ายจึงร่วมมือกันทำรัฐประหาร ๒๕๔๙ เพื่อโค่นล้มการเมืองมวล ชนลงเสีย สรุปคือ 

[เครือข่ายนักปฏิรูปสังคม + อำนาจนำตามประเพณี 
รัฐประหาร ๒๕๔๙  vs. การเมืองมวลชน]

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเมืองมวลชนปัจจุบันมีลักษณะจุดอ่อนเป็นข้อจำกัดร่วมกันกับการปฏิวัติไทยครั้งอื่น ๆ ที่ผ่านมาในอดีต กล่าวคือ ไม่มีหลักนโยบายชัดเจนว่าจะนำพาสังคมไทยไปทางไหน ไม่ว่าในระดับปฏิวัติสังคมหรือปฏิรูปสังคม ส่งผลให้ประเด็นในการเรียกร้องจึงเริ่มแตกฉานซ่านกระจายเป็นกรณีเฉพาะราย (single issues) นำไปสู่สภาพที่แกนนำกระฎุมพีเสรีนิยมแตกแยกแย่งอำนาจกันเอง และหันไปร่วมมือกับกลุ่มอำนาจเดิมตามลำดับ จนนำไปสู่การเมืองกระฎุมพีปกติ หรือการเมืองอย่างที่มันเคยเป็น ๆ มาในที่สุด
 
 










นิธิ เอียวศรีวงศ์ : การลงร่องของกระฎุมพีไทย

ความอับอายของอาจารย์ดนตรี สุกรี เจริญสุข กับสัญลักษณ์′ปี๊บคลุมหัว′
เหลือเชื่อ! ชายหนุ่มฝีเท้าลมกรด ขอท้าวิ่งแข่งรถไฟใต้ดิน (ชมคลิป)
‘บิ๊กเต่า’ รมว.แรงงาน เน้นย้ำ รัฐวิสาหกิจให้ทำงานเพื่อประโยชน์ชาติ
รวบแก๊งเวียดนามอุ้มพ่อค้าปลา ตัดนิ้ว ให้ญาติดูต่างหน้า เรียกค่าไถ่!
พ่อเมืองลับแล เผย "ธงชัย ประสงค์สันติ" เตรียมทำพิธีขอขมาพระยาพิชัยดาบหัก 22ก.ย.นี้
"ยายสม"ยอดนักสู้ ร้องทุกข์กว่า20ปี ถูกโกงที่ ลั่นก่อนสิ้นลมหายใจจะเอามรดกมาให้ลูกหลาน
บรรยากาศทำเนียบวันหยุด เจ้าหน้าที่เข้าปรับภูมิทัศน์ รังนกกระจอก ห้องทำงานนักข่าว
กรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร ติดอันดับ "เมืองช้อปปิ้งโลก"
"ประวิทย์ มาลีนนท์" ช่อง3 ลั่น "จอมืด"ร้องศาลแน่ ด้าน 5 เคเบิลทีวีฟ้อง3บอร์ดกสท.
"ประจักษ์-เชาวฤทธิ์"ขอเสรีภาพทางวิชาการ ถามจะสร้างปชต.อย่างไร หากไม่ให้เสรีภาพปชช.
ทักษิณ - นปช.เคลื่อนทัพ ลองของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ !!?
ชมคลิปเด็ด เรียกเสียงฮา เมื่อ "นายกฯประยุทธ์" ถามคนขอราคายาง 90-100 บ. "ไปขายโน่นไหม...บนดาวอังคาร"
สมจิตต์ ช่อง 7 โต้ดุเดือด โฆษกอัยการสูงสุด ทำไมไม่ฟ้องยิ่งลักษณ์ จำนำข้าว(ชมคลิป)
อ่านด่วน! กรณี ศาลยกฟ้อง"99ศพ" และ"ความเห็นต่าง
ด่วน! ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก"สมยศ พฤกษาเกษมสุข" 11 ปี ผิดม.112 - หมิ่นสพรั่ง (ชมคลิป)