แก้ไขหลักเกณฑ์การขอพระราชทานเครื่องราชฯ ต้องรอบคอบและเหมาะสม

วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 13:30:46 น.




 

รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือ ที่ นร ๐๕๐๘/ท ๓๑๕๕ ลงวันที่  ๒๖ เมษายน ๒๕๕๖ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพายพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การเสนอ ขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย (ประถมาภรณ์มงกุฎไทย) เพื่อมิให้เกิดความเหลื่อมล้ำและมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีข้อมูลประกอบการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ
 

 

จึงได้หารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในเรื่องดังกล่าว โดยมีข้อเท็จจริงและประเด็นประกอบการพิจารณา ดังนี้

บัญชี ๗ ท้ายระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ข้าราชการพลเรือน ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ไว้
 

 

โดยกรณีของข้าราชการพลเรือน ระดับ ๘ จะเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) ได้จะต้องมีคุณสมบัติ คือ ได้รับเงินเดือนเต็มขั้นของระดับ ๘  ดำรงตำแหน่งบังคับบัญชา ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.) มาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี และขอพระราชทานได้ในปีก่อนปีที่จะเกษียณอายุราชการหรือในปีเกษียณอายุราชการเท่านั้น

 

 

ต่อมา พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ถูกยกเลิก  โดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นผลให้การจำแนกระดับข้าราชการพลเรือนเดิมที่แบ่งเป็น ๑๑ ระดับถูกยกเลิกไป แต่ได้จำแนกข้าราชการพลเรือนสามัญออกเป็น   ๔ ประเภท ได้แก่ ประเภททั่วไป วิชาการ อำนวยการ และบริหาร โดยประเภทวิชาการแบ่งออกเป็น ๕ ระดับ ได้แก่ ระดับปฏิบัติการ ระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ และระดับทรงคุณวุฒิ พร้อมทั้งใช้บัญชีเงินเดือนแบบขั้นต่ำขั้นสูงแทนที่การใช้บัญชีเงินเดือนแบบ ขั้นเงินเดือน โดยกำหนดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนเงินเดือนสูงขึ้นเป็นร้อยละ แทนการเลื่อนเงินเดือนแบบขั้นเงินเดือน 

 

 

 นอกจากนี้ เงินเดือนขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนระดับชำนาญการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ยังสูงกว่าเงินเดือนของข้าราชการพลเรือน ระดับ ๘ โดยเท่ากับเงินเดือนเต็มขั้นของข้าราชการพลเรือน ระดับ ๙ เดิม   ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ อีกด้วย  คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพายและคณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบให้ประกาศใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๒
 

 

โดยเพิ่มเติมบัญชี ๔๑ ท้ายระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งกำหนดให้ข้าราชการพลเรือนระดับชำนาญการพิเศษ (ระดับ ๘ เดิม) ที่จะขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น ป.ม. ต้องมีคุณสมบัติ คือ ได้รับเงินเดือนขั้นสูงของระดับชำนาญการพิเศษ (ปัจจุบัน ๕๓,๐๘๐ บาท) และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น ท.ช. มาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี

 

 

สำหรับการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษานั้น ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการยังคงเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยใช้หลักเกณฑ์ตามบัญชี ๗ ท้ายระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทยฯ โดยเทียบระดับตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากับระดับตำแหน่งของข้าราชการพลเรือน ตามระบบเดิมที่แบ่งเป็น ๑๑ ระดับ ซึ่งกรณีของข้าราชการพลเรือน ระดับ ๘ เดิม เทียบได้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับเงินเดือนอันดับ คศ. ๓ 

 

 

 

แต่ในปัจจุบัน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้กำหนดหลักเกณฑ์การเทียบวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากับระดับของข้าราชการพลเรือนสามัญตามระบบใหม่ไว้แล้ว กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เปลี่ยนหลักเกณฑ์การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากเดิมที่ใช้บัญชี ๗ เปลี่ยนเป็นใช้หลักเกณฑ์ตามบัญชี ๔๑ ท้ายระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว   โดยเทียบวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากับระดับของข้าราชการพลเรือน ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ. กำหนด

 

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ ศาลปกครองพิษณุโลกได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้ถูกฟ้องกรณีไม่พิจารณาเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี ๒๕๕๓  ชั้น ป.ม. ให้แก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นบุคลากรทางการศึกษา คศ. ๓ (เทียบเท่าข้าราชการพลเรือน ระดับ ๘ เดิม) ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งในขณะนั้นเป็นการพิจารณาโดยใช้หลักเกณฑ์ตามบัญชี ๗ ท้ายระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. ๒๕๓๖  สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ทำคำชี้แจงในคดีดังกล่าว

 

 

 

สรุปได้ว่า ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทยฯ เป็นระเบียบเฉพาะซึ่งกำหนดให้ข้าราชการ ระดับ ๘ ที่จะได้รับการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น ป.ม. ได้ ต้องดำรงตำแหน่งบังคับบัญชาซึ่งหมายถึงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกองหรือเทียบเท่าเท่านั้น ตำแหน่งของ ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ตำแหน่งบังคับบัญชาจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิได้รับการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดังกล่าว

 

 

 

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า โครงสร้างวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากับโครงสร้างระดับตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาวิทยฐานะชำนาญการพิเศษกับข้าราชการพลเรือนสามัญระดับชำนาญการพิเศษ มีความแตกต่างกัน ๒ ประการ
 

 

ประการแรก คือ อัตราตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถขอประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะจากระดับชำนาญการเป็นชำนาญการพิเศษได้ทุกคนโดยไม่ต้องรอให้มีอัตราว่าง แต่ข้าราชการพลเรือนสามัญจะมีกรอบอัตราตำแหน่งในแต่ละส่วนราชการกำหนดไว้ชัดเจน การขอประเมินเพื่อเลื่อนระดับจากระดับชำนาญการเป็นชำนาญการพิเศษจะดำเนินการได้เฉพาะเมื่อมีอัตราว่างเท่านั้น 

 

 

และประการที่สอง หน้าที่และความรับผิดชอบตามวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแสดงถึงคุณวุฒิหรือความรู้ความสามารถที่เพิ่มขึ้นในสายอาชีพ แต่ยังคงมีหน้าที่และความรับผิดชอบหรือลักษณะงานที่ปฏิบัติตามเดิม  ในขณะที่ระดับชำนาญการพิเศษของข้าราชการพลเรือนสามัญเป็นระดับตำแหน่งที่ต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบสูงขึ้น และปฏิบัติงานที่มีความยุ่งยากซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น  ดังนั้น จึงไม่เหมาะสมที่จะนำหลักเกณฑ์การเทียบระดับวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากับระดับตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนมาใช้พิจารณาเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

 

 

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอหารือในประเด็นดังนี้

 

๑.  ความเห็นของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีข้างต้นขัดกับเจตนารมณ์หรือบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก พุทธศักราช ๒๔๘๔ และพระราชบัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พุทธศักราช ๒๔๘๔ หรือกฎหมายอื่น หรือไม่ อย่างไร

 

 

๒.  หากสำนักนายกรัฐมนตรีจะออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขหลักเกณฑ์การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย โดยกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติในการเสนอขอพระราชทานเพิ่มขึ้น อันอาจเป็นเหตุให้ข้าราชการพลเรือนสามัญระดับชำนาญการพิเศษหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่น ๆ ที่จะมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของระเบียบปัจจุบันไม่ได้รับการเสนอขอพระราชทาน หรือได้รับการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้ากว่าเดิม จะขัดกับเจตนารมณ์หรือบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก พุทธศักราช ๒๔๘๔ และพระราชบัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พุทธศักราช ๒๔๘๔ หรือกฎหมายอื่น หรือไม่ อย่างไร และจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ อย่างไร

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๒) ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยมีผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงาน ก.พ. และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)  และผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) สำหรับข้าราชการพลเรือนจากเดิมที่ใช้หลักเกณฑ์ตามบัญชี ๗ ท้ายระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. ๒๕๓๖ เปลี่ยนเป็นใช้หลักเกณฑ์ตามบัญชี ๔๑ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง


 เมื่อกระทรวงศึกษาธิการได้เสนอรายชื่อผู้มีสิทธิขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดังกล่าวประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยใช้หลักเกณฑ์ตามบัญชี ๔๑ เช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือน ทำให้มีผู้ที่จะได้รับการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อันจะทำให้เกิดปัญหาในการดำเนินการหลายประการ สมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้เหมาะสมยิ่งขึ้น แต่การแก้ไขหลักเกณฑ์นี้อาจมีผลกระทบต่อผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเพื่อขอพระราชทานตามหลักเกณฑ์เดิมบางส่วนที่อาจไม่ได้รับหรือได้รับการเสนอชื่อช้าไปกว่าเดิม สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงขอหารือเกี่ยวกับอำนาจในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวว่าจะกระทำได้หรือไม่

 

 

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๒) พิจารณาแล้วเห็นว่า มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพียงประเด็นเดียว คือ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแก้ไขหลักเกณฑ์การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย โดยเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดังกล่าวให้เหมาะสม ซึ่งอาจทำให้ข้าราชการพลเรือนสามัญระดับชำนาญการพิเศษหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่น ๆ ที่จะมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของระเบียบปัจจุบันไม่ได้รับการเสนอขอพระราชทาน หรือได้รับ
 การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้ากว่าเดิม ได้หรือไม่ อย่างไร 

 

 

 

ทั้งนี้ เห็นว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะพระราชทานแก่ผู้กระทำความดีความชอบเป็นประโยชน์แก่ราชการหรือสาธารณชนตามที่ทรงพระราชดำริเห็นสมควร โดยรัฐบาลเป็นผู้เสนอขอพระราชทานเพื่อเป็นบำเหน็จความชอบ และเครื่องหมายเชิดชูเกียรติยศอย่างสูงแก่ผู้ได้รับพระราชทาน และในการพิจารณาเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตราใด แก่บุคคลใด จะต้องพิจารณาโดยรอบคอบถึงโครงสร้าง ตำแหน่งของข้าราชการแต่ละประเภทซึ่งแตกต่างกันและความดีความชอบอันเป็นประโยชน์แก่ราชการหรือสาธารณชนจนถึงขนาดควรได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยมิใช่พิจารณาแต่เพียงตำแหน่ง ระดับ ชั้น ชั้นยศ เงินเดือนเทียบเคียงกัน หรือครบกำหนดระยะเวลาที่จะขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้เท่านั้น  ทั้งนี้ เพื่อให้บุคคลที่ได้รับพระราชทานรู้สึกภาคภูมิใจในเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานอย่างแท้จริง

 

 

 

สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทยนั้น เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. ๒๕๓๖ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ (๖) (๘) และ (๙)[๑] แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมายและในฐานะผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
 ที่จะแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวให้เหมาะสมตามที่เห็นสมควรได้   

 

 

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขหลักเกณฑ์นั้นจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงความเหมาะสมหลายประการ เช่น ผลกระทบที่จะมีต่อผู้ที่เคยได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดังกล่าวไปแล้วและผู้ที่จะมีสิทธิได้รับการเสนอชื่อขอรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามหลักเกณฑ์เดิมมิให้ได้รับผลกระทบมากจนเกินไป ตลอดจนความเหลื่อมล้ำหรือความเป็นธรรมของหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เดิมและที่จะแก้ไขใหม่ประกอบด้วย


 








ดีเจดาด้า คลอดแล้ว! สุดปลื้มได้ลูกชาย ตั้งชื่อ น้องดีน
"สปา"ของแบรนด์เนม "ลูกรัก"ที่ต้องทะนุถนอม
หุ้นไทยร่วงแรง ปิดตลาดลบ 17 จุด ซื้อขายหนาแน่น 5.6 หมื่นล้าน
ศาลสิงคโปร์ไม่รับพิจารณาคำร้อง ′น้องธัญย์′ ตกรางรถไฟและถูกทับขาขาด
โชเฟอร์แท็กซี่ป่วยโรคลมชัก คุมตัวเองไม่อยู่-ขับรถชน 3 คันกลางปั๊มปทุมฯ
ผู้เสียหายทางการแพทย์ บุกสธ.หา"รัชตะ" จี้เดินหน้ากม.เพื่อคนไข้ รมต.ลั่นเร่งให้เสร็จ
ชาวนายังงง! แจกเงินไร่ละ 1 พันทำอย่างไร ถามซื่อๆ...นายกฯเอาเงินจากไหนมาให้ ไม่อยากตกเป็นจำเลยสังคม
พ่อพิการขาขาดโร่แจ้งความ! ถูกดาราตลก ตุ๋นเงินบริจาคลูกสาว 8 หมื่น
ตะลึง!ที่ดินบางขุนเทียนราคาพุ่งกว่า4พันเท่า"ตจว."ระยองแรงจัด3,999เท่า
โซวอนทั่วโลกช็อค! SM Ent. ยืนยัน "เจสสิกา" ออกจากวง SNSD เรียบร้อยแล้ว!!
บ้านพรีคาสท์ ดียังไง? โดยเช็คราคา.คอม
ไม่รู้ไม่ได้ เกี่ยวกับหมวกกันน็อค โดยเช็คราคา.คอม
รถใหม่ติดแก๊สต้องตรวจสภาพเมื่อไร? โดยเช็คราคา.คอม
พาชม Duplex Penthouse โครงการ URBANO ABSOLUTE
ชาร์จความสุขให้ชีวิตอย่างมีสไตล์ กับ The Signature by Urbano คอนโดใหม่จาก “พฤกษา”