"ไร้เสถียรภาพทางการเมือง" คือ ต้นตอปัญหาชาติ

วันที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:45:38 น.




โดย คณิน บุญสุวรรณ

(ที่มา:มติชนรายวัน 9 ตุลาคม 2556)



 


ปัญหาของชาติที่เชื่อกันว่า จะแก้อย่างไรก็แก้ไม่ตกนั้น เมื่อก่อนมีอยู่ 3 ปัญหาหลักๆ ได้แก่ ปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาความยากจน และปัญหายาเสพติด แต่ในระยะหลังๆ จนถึงปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นอีกสองอย่างได้แก่ ปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ และปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

อย่างไรก็ดี ปัญหาของชาติทั้ง 5 อย่างที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ ผมยังเห็นว่าเป็นปัญหาที่ปลายเหตุ ด้วยเหตุนี้ การแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงเข้าตำรา "ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง" หรือไม่ก็ "แก้เท่าไรก็แก้ไม่ตก" เหตุผลง่ายๆ คือ เราไม่เคยดูเลยว่า ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาทั้ง 5 ข้อนั้น มันมาจากอะไร ดังนั้น เมื่อไม่แก้ที่ต้นเหตุ ปัญหาก็ยังดำรงอยู่และนับวันยิ่งแก้ยากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับมีผู้ใช้ประโยชน์และสร้างสถานการณ์จากปัญหาดังกล่าว คือ มีผู้ที่ไม่ต้องการให้แก้ไขปัญหาทั้งห้าได้สำเร็จ โดยอาจจะเห็นว่าตราบใดที่ยังมีปัญหาทั้งห้าอยู่ในบ้านในเมือง คนเหล่านั้นก็สามารถกอบโกยผลประโยชน์และเพิ่มพูนอำนาจต่อรองของตนได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้แลเห็นว่าบ้านเมืองยังมีปัญหาอยู่ พูดง่ายๆ คือ ไม่ต้องการให้เรื่องมันจบหรือปัญหามันหมดไปนั่นเอง

ปัญหาทั้งห้าข้อดังกล่าว ก็เลยมีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหาคู่บ้านคู่เมืองของไทยไปตลอด อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น จนคนเชื่อแล้วว่า "แก้อย่างไรก็แก้ไม่สำเร็จ"

ในบรรดาต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น และสะสมมาตลอดทั้งห้าข้อ ซึ่งอาจจะมีอยู่หลายประการนั้น ประการหนึ่งที่สำคัญและน่าจะเป็นปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาของชาติทั้งห้าชนิดนี้ได้อย่างที่ใจปรารถนา หรืออย่างที่ประชาชนทั่วไปเรียกร้อง ก็คือ การขาดเสถียรภาพทางการเมืองอย่างรุนแรง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับหลักการทางแพทย์ ก็ต้องบอกว่า ประเทศไทยเป็น "โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องทางด้านเสถียรภาพทางการเมือง" นั่นเอง

เพราะในเมื่อการเมืองซึ่งเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนประเทศและแก้ไขปัญหาสำคัญชาติ เกิดอาการ "ไร้เสถียรภาพ" เสียแล้ว โรคอื่นๆ ก็จะเข้าแทรกซ้อนได้ง่าย ครั้นเมื่อโรคเข้าแทรกซ้อนแล้ว จะให้หายขาดจากโรคหรือบรรเทาเบาบางลงก็ยากขึ้น เพราะเหตุว่า ไม่มียารักษาหรือไม่ก็เกิดอาการ "ดื้อยา" ต่อจากนั้นโรคก็จะดำรงอยู่และเพิ่มความรุนแรงขึ้น เหตุเพราะมีผู้อาศัยอาการดื้อยานั่นแหละเป็นเครื่องมือทำมาหากินหาประโยชน์ ต่อรอง และใช้เป็นข้ออ้างเพื่อให้ตนเองได้มีส่วนในการเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหานั้นๆ ด้วย

กล่าวโดยเฉพาะเจาะจง ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญและเป็นปัจจัยชี้ขาด ที่ทำให้ปัญหาของชาติทั้งห้าข้อ ดำรงอยู่และยืดเยื้อเรื้อรังมาตลอดนั้น มันก็มีสาเหตุมาจากเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ เรื่องของรัฐธรรมนูญซึ่งไม่เป็นกฎหมายสูงสุดแท้จริง เรื่องโครงสร้างทางอำนาจซึ่งบิดเบี้ยวและไม่สมดุล รวมทั้งเรื่องระบบศาลและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทั้งล่าช้าและเป็นสองมาตรฐาน

เงื่อนไข 3 ประการ ที่เป็นสาเหตุสำคัญของความไร้เสถียรภาพทางการเมือง อันเป็นผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปัญหาของชาติทั้ง 5 ข้อนั้น เข้าใจว่าพ้นขีดที่จะเยียวยาโดยใช้ยาหรือเวชภัณฑ์ใดๆ ได้แล้ว คงเหลืออยู่วิธีเดียว คือ ต้องทำการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งการผ่าตัดใหญ่นี้ ในทางการเมืองเรียกว่า "การปฏิรูป" หรือที่เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า "ยกเครื่อง" นั่นแหละ

แต่การยกเครื่องหรือการปฏิรูปดังกล่าวนี้ จะต้องทำการปฏิรูปทั้งรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปโครงสร้างทางอำนาจ ปฏิรูประบบศาลและกระบวนการยุติธรรม และปฏิรูประบบกฎหมาย

เริ่มต้นด้วยการปฏิรูปรัฐธรรมนูญนั้น ต้องปฏิรูปทั้งในเรื่องที่มา กระบวนการยกร่างจัดทำ เนื้อหาและการบังคับใช้ รวมทั้งการวินิจฉัยตีความ

ที่มาของรัฐธรรมนูญ ต้องยึดโยงกับประชาชนและกระบวนการประชาธิปไตย พูดง่ายๆ คือ ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นเจ้าของ ซึ่งในจำนวนรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ ของไทยที่ผ่านมา มีเพียงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ฉบับเดียวเท่านั้น ที่มีที่มาใกล้เคียงกับหลักข้อนี้มากที่สุด แต่ถึงกระนั้นก็ยังไร้ภูมิต้านทานเพียงพอ เพราะในที่สุดก็ถูกปฏิวัติรัฐประหารฉีกทิ้งอย่างง่ายดาย เพราะฉะนั้น การปฏิรูปรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มา จึงต้องทำให้รัฐธรรมนูญมีที่มาซึ่งดีกว่าและเป็นประชาธิปไตยมากกว่า ทั้งยึดโยงกับประชาชนมากกว่า ที่มาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

นั่นก็คือ ให้มีที่มาจากองค์กรร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

การปฏิรูปกระบวนการยกร่างจัดทำรัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกัน ต้องให้สอดคล้องรองรับกับที่มาซึ่งยึดโยงกับประชาชน คือ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการยกร่างจัดทำตั้งแต่ต้นจนจบ และต้องนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ที่เรียกว่า Referendum ในขั้นสุดท้าย อันเป็นการสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) และภูมิคุ้มกัน (Immunity) ให้แก่รัฐธรรมนูญของประชาชนนั่นเอง

การปฏิรูปเนื้อหาและการบังคับใช้นั้น ที่ผ่านมานอกจากรัฐธรรมนูญหลายฉบับจะมีเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว การบังคับใช้ยังเป็นสองมาตรฐานอีกด้วย กล่าวคือ ใช้บังคับอย่างจริงจังเข้มงวดเอาเป็นเอาตาย ได้แต่เฉพาะกับคนบางคนบางกลุ่ม แต่ใช้บังคับไม่ได้เลยกับคนบางคนบางกลุ่ม อย่างเช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 นี้ เป็นต้น ปัญหานี้จึงต้องทำการปฏิรูปและชำระสะสางให้หมดไปโดยเร็ว เพราะถ้าไม่เช่นนั้น จะกระทบกระเทือนถึงเสถียรภาพทางการเมืองอย่างไม่หยุดหย่อน

ส่วนการปฏิรูปการวินิจฉัยตีความรัฐธรรมนูญนั้น องค์กรผู้ทำหน้าที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่รัฐสภา ต้องปฏิรูปกันอย่างขนานใหญ่ ทั้งวิธีคิดและวิธีพิจารณา โดยต้องยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ตามความหมายที่แท้จริง และต้องไม่ใช่การตีความตามอำเภอใจ ตีความตามใบสั่ง ตีความแบบสองมาตรฐาน ตีความเข้าข้างตัวเองหรือตีความเกินกว่าอำนาจหน้าที่ของตนเอง

ที่สำคัญ องค์กรผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยตีความรัฐธรรมนูญ ต้องมีที่มาซึ่งยึดโยงกับประชาชนหรือรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วย

ส่วนการปฏิรูปโครงสร้างทางอำนาจ ซึ่งบิดเบี้ยว ไม่สมดุล และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของไทยมานานแล้วนั้น ต้องทำการแก้ไขหรือปฏิรูปอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงสร้างทางอำนาจซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้ง อันเป็นโครงสร้างทางอำนาจที่ถูกออกแบบให้กลุ่มบุคคล คณะบุคคล หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่สืบทอดเจตนารมณ์ของคณะรัฐประหาร มีอำนาจและอิทธิพลเหนือองค์กรหรือสถาบันทางการเมือง ซึ่งมาจากกฎเกณฑ์หรือกติกาของประชาชน อย่างที่ผมเคยพูดอยู่เสมอว่า โครงสร้างทางอำนาจที่บิดเบี้ยวและไม่สมดุล ทำให้รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเป็นสองในสามอำนาจอธิปไตยของชาติ มีสภาพไม่ผิดอะไรกับ "ลูกไล่" หรือ "ลูกไก่ในกำมือ" ของระบบศาล องค์กรอิสระ และ ส.ว.สรรหา นั่นเอง

โครงสร้างทางอำนาจในลักษณะเช่นว่านี้แหละ ที่ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในอาการ "ไร้เสถียรภาพทางการเมือง" หรือเป็น "โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องทางด้านเสถียรภาพทางการเมือง"อย่างรุนแรงมาตลอดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา

 

 

 

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline








"คุณหญิง"ชม"แบดชายคู่ไทย"หลังคว้าแชมป์เยาวชนโลก
มติชนนิวส์รูม : ประเทศนี้ มั่วหนัก ต่างฝ่ายต่างอ้าง มาตรา 7 ศาลรัฐธรรมนูญ ชน ศอ.รส. ใครก้าวล่วงใคร ?
"สุเทพ" จวกซ้ำ แถลงการณ์ศอ.รส. อวดดีโอหัง ย้ำ รบ.คิดใช้ม.7 ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
เดินตามดาว โดยหมอทรัพย์ สวนพลู ประจำวันที่ 18-24 เมษายน 2557
รู้จักนิยายสำคัญของ "กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ" นักเขียนโนเบลผู้ล่วงลับ (พร้อมประมวลคำอาลัยทั่วโลก)
ฮีโร่ช่วยชีวิตเหยื่อ"เรือล่ม"กระหึ่มเฟซบุ๊ก"เกาหลี" เชิดชูกล้าหาญ-ย้อนอดีต"ไทนานิค"จมต่างกันแค่1วัน
ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ "กะเทย"นับสิบลากผู้ชายรุมโทรมกลางถนนช่วงสงกรานต์ (ชมคลิป)
เปิดคลังสารคดีข่าวล้ำค่าBritish Pathé ชมพิธีบรมราชาภิเษกร.9-พระราชจริยวัตรร.7ที่อังกฤษ
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ชี้ แถลงการณ์ ศอ.รส.ไม่เกินเลยหน้าที่
"แบดชายคู่ไทย"ต้อนซามูไรผงาดซิวแชมป์เยาวชนโลก
กาแฟโสม เคล็ดลับอัพฟิต ของชาวออฟฟิศรุ่นใหม่
HotelsCombined ธุรกิจบริการค้นหา และ เปรียบเทียบราคาโรงแรม ผ่านเว็บไซต์ และ แอพพลิเคชั่น