"เกรียน"แห่งยุคสมัย เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ผู้ปฏิเสธรางวัลจาก"กรรมการสิทธิฯ"

วันที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เวลา 09:52:02 น.


เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล


โดย เมธาวุฒิ เสาร์แก้ว





นับว่าเป็นเรื่องที่พิศวงงงงวยที่นักเรียนชายชั้นมัธยมปลายคนหนึ่ง เมินเฉยต่อเกียรติประวัติอันสำคัญจาก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่เสนอ "รางวัลสิทธิมนุษยชน" ประเภทเด็กและเยาวชนให้

ด้วยบทบาทการรณรงค์เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน ถือว่าเป็นเกียรติภูมิที่ กมส.มองเห็น

ในนามของผู้ได้รับการเสนอชื่อ "เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล" หรือ "แฟงค์" นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แห่งโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ในฐานะเลขาธิการสมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย กลับตอบ "ปฏิเสธ" ด้วยเหตุผลที่แสบสะเทือนไปทั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนของสยามประเทศ

เด็กหนุ่มบอกว่า "เป็นเพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาของ กสม. ดูเหมือนไม่มีความจริงใจหรือสนใจประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิฯ ทั้งกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเดือน เม.ย.-พ.ค.2553 รวมถึงก็ไม่เคยแสดงท่าทีสนใจประเด็นสิทธิมนุษยชนในโรงเรียนแต่อย่างใด"

พร้อมกันนี้ยังเสนอชื่อบุคคลอื่นที่เขาคิดว่ามีความเหมาะสมกว่า

เนติวิทย์ นับเป็นหนึ่งในกลุ่มนักเรียนที่เป็นฟันเฟืองและกลไกขับเคลื่อนในแวดวงการศึกษาของไทย จนสร้างความฮือฮา และเป็นที่โจษขานอย่างมากต่อสังคม ด้วยการออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในเรื่องสิทธิบนเรือนในร่างกาย ทั้งเรื่องทรงผม ทั้งเรื่องเครื่องแบบนักเรียน ที่พวกเขาพึงมี มากกว่าเป็นการถูกบังคับ

"และที่กว้างไกลไปกว่านั้น คือ "การปฏิรูปการศึกษาไทย"

เนติวิทย์ บอกว่า การถูกกดทับมานาน โดยเฉพาะเรื่องทรงผมที่บังคับให้นักเรียนต้องตัดให้สั้น ให้เกรียน นั้นไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ต้องมาบังคับ แล้วต่อมาเมื่อทางกระทรวงศึกษาธิการได้มีกฎระเบียบให้นักเรียนผ่อนผันไว้ผมทรงรองทรงได้ แต่ทว่า โรงเรียนต่างๆ ก็ไม่ค่อยจะปฏิบัติตามเท่าใด นักเรียนยังถูกบังคับให้ตัดสั้นเกรียนอยู่ดี

"จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับนักเรียน เพื่อก่อให้เกิดสิทธิและเสรีภาพบนเรือนร่างมนุษย์"

ย้อนกลับไปดูที่ไปที่มาของเด็กหนุ่มคนนี้

เกิดที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2539 แต่ภูมิลำเนาเป็นชาว ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สุมทรปราการ ชีวิตในวัยเด็กเติบโตอยู่ในย่านนี้ โดยพื้นฐานครอบครัวทั้งบิดา และมารดาต่างประกอบอาชีพทำมาค้าขาย ด้วยการเปิดร้านขายของชำ หรือร้านโชห่วยทั่วไปแถวๆ บ้าน

"ตอนเด็กๆ ผมก็ใช้ชีวิตเป็นปกติเหมือนเด็กทั่วๆ ไป ไม่ใช่หัวรุนแรงอย่างที่คนอื่นเขาคิด"

เข้าเรียนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนจีนชื่อว่าป้วยฮั้ว จนสำเร็จการศึกษาถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ต่อระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ กระทั่งปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

ถามเรื่องการเรียน และผลการเรียน?

เนติวิทย์ตอบทันที "ก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะว่า มีกิจกรรมภายนอกมากมายที่ต้องทำ และก็ไม่ค่อยมีกระจิตกระใจเรียน แต่ทว่าผลการเรียนก็อยู่ในระดับที่อาจจะเรียกว่าปานกลาง

"ผมไม่ชอบวิชาอะไรเลย เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายมากว่าเรียนไปแล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้ มากกว่านั้น ยังไม่สามารถตอบโจทย์หรือตอบสนองตามความต้องการของสังคมได้อีก ฉะนั้น ผมจึงไม่ค่อยชอบวิชาใดๆ ทั้งสิ้น ก็ต้องพยายามเรียนและต้องทนๆ เรียนไป"

จะว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือความโชคดี เมื่อตอนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 2 เขาได้โอกาสสำคัญในชีวิต ด้วยการทำจุลสารปรีดีให้กับโรงเรียน ต่อจากนั้น รับโอกาสอันยิ่งใหญ่ด้วยการเป็นบรรณาธิการวารสารปาจารยสาร ซึ่งถือเป็นนิตยสารนอกกระแส ที่จุดประกายให้สังคมมาอย่างยาวนาน

ทั้งหมดหล่อหลอมให้เขาเป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้ ทำให้เด็กหนุ่มเผยถึงความความกล้าหาญ กล้าแหกคอก แหวกขนบทางวัฒนธรรม

"แต่ทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานแห่งความธรรม ในสังคมแห่งประชาธิปไตย ที่นักการเมืองบางกลุ่มตอนนี้ปฏิเสธ"

ที่มาที่ไปของการเคลื่อนๆไหวเรียกร้องของกลุ่ม?

การเคลื่อนไหวของเราจัดตั้งในนามกลุ่มสมาพันธ์นักเรียนแห่งประเทศไทย ซึ่งผมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดตั้งองค์กรนี้มาตั้งแต่แรก เหตุเกิดมาจากการที่ผมทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ในขณะนั้น) โดยเนื้อหาสาระที่เขียนไป เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา ซึ่ง ณ ตอนนั้นทำไปในนามส่วนตัวก่อน โดยที่ทางสมาพันธ์ยังไม่มาเกี่ยวข้อง แต่ทว่าถัดมาเริ่มมีการรับรู้มากขึ้นผ่านทางการสื่อสารทางเฟซบุ๊ก ทำให้ข่าวสารแพร่หลายมากยิ่งขึ้น และมีนักเรียนเห็นด้วยที่จะให้มีการปฏิรูปการศึกษาในสังคมไทย ดังนั้น จึงมีการพูดคุยกันทางเฟซบุ๊ก และมีการนัดประชุมกันเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อหาแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทย

แต่ในความคิดส่วนตัวของผมไม่ชอบเลยกับคำว่าการ "ปฏิรูป" เพราะคำนี้ทุกคนต่างใช้กันดาษดื่นแล้ว เป็นเสมือนวาทกรรมที่เก่ามาก ต้องใช้คำว่า "ปฏิวัติ" ไป เลย

วัตถุประสงค์หลักของข้อเรียกร้องของ เป็นอย่างไง ?

สำหรับการปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญ ลำดับแรก คือต้องมีการลดชั่วโมงในคาบเรียน ซึ่งในโรงเรียนต้องสร้างแหล่งการเรียนรู้ที่พ้นไปจากห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ เล็กๆ หากคิดจะปฏิรูปจริงแต่ยังคงติดอยู่กับห้องเรียนกรอบสี่เหลี่ยมอันคับแคบนี้แล้ว การปฏิรูปการศึกษาจะไม่บังเกิดผลใดๆ ทั้งสิ้น ในความเป็นจริงต้องมีการเปลี่ยนวิธีคิดให้ครู และนักเรียนมีสถานะฉันเพื่อนมิตรต่อกัน อันมีลักษณะการบูรณาการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน มากกว่าจะเป็นการยัดเหยียดความรู้แบบเดิมที่มองนักเรียนเสมือนดั่งภาชนะที่ว่างเปล่า แล้วครูมีหน้าที่คอยเติมความรู้ให้นักเรียนเพียงเท่านั้น ฉะนั้น ขนบความคิดแบบนี้ มิใช่เป็นการตอบสนองต่อการศึกษาอย่างยั่งยืนในอนาคต

ประเด็นถัดมา คือ การตั้งสภาปฏิรูปการศึกษา โดยมีแนวคิดให้ทั้งครูอาจารย์ และนักเรียนเข้าไปมีส่วน ซึ่งสภาชุดนี้ต้องอยู่ครบวาระ มิใช่เหมือนอย่างคณะรัฐบาลที่ถูกรัฐประหารก็ต้องผลัดเปลี่ยนไป แต่สภาต้องดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง

ตัวเนื้อหารายวิชาต้องแก้ไขหรือไม่ ?

ต้องแก้ไขมาก และมีปัญหาที่สุด อย่างแรกวิชาวิทยาศาสตร์ต้องพ้นไปจากกรอบเดิมๆ เพื่อเสริมสร้างให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ มิใช่อยู่แต่ในกระดาษท่องสูตรคำนวณ แต่ต้องให้นักเรียนตั้งคำถามต่อความเป็นธรรมชาติ ส่วนวิชาประวัติศาสตร์ต้องแก้ไขหรือชำระประวัติศาสตร์เสียใหม่ ไม่ใช่มองด้านดีของประเทศไทย แต่ควรมองด้านร้ายที่ประเทศไทยไปกระทำต่อเพื่อนบ้านด้วย อย่างสงครามเวียดนามที่ไทยเป็นฐานทัพในการทำสงครามประหัตประหารต่อประเทศในกลุ่มอินโดจีน

สำหรับวิชาภาษาไทยนั้น ควรปรับเปรียบสาระให้เป็นเชิงวิพากษ์ มากกว่าการจำศัพท์ จำตัวละครนั้นนี้ชื่ออะไรแล้วไปท่องให้ครูฟัง สุดท้ายวิชาอื่นๆ นักเรียนไม่ชอบเรียนก็ต้องเลิก หรือไม่ไปบังคับให้เขาเรียน เช่น วิชานาฏศิลป์ จะไปบังคับให้เด็กเรียนทำไม ในเมื่อเด็กไม่ชอบ และอย่ามาอ้างว่าเรียนเพื่อความเป็นไทย นั่นไม่ใช่คำตอบ

มีแนวโน้มเป็นไปได้ ไหม ?

แม้ว่าจะเป็นไปได้ยาก แต่พวกเราก็จะพยายาม

มีแนวคิด และบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจ?

ต้องอธิบายว่าเมื่อก่อนผมเคยทำนิตยสารปาจารยสาร อีกทั้งเคยทำจุลสารปรีดีมาก่อน แน่นอนที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผมต้องได้รับแนวคิดมาจากอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ อีกทั้งบุคคลที่สำคัญ และให้โอกาสผมอย่างมาก คือ ส.ศิวลักษณ์ หรืออาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ที่ทำให้ผมมีโอกาสในการสร้างเครือข่าย นอกจากนั้น ผมยังมีคนที่ผมโปรดปรานเยอะแยะเลย อย่างคนญี่ปุ่นที่ชื่อ ไดซากุ อิเคดะ ซึ่งเป็นนักสนทนาระดับโลก เขามักชอบเดินทางไปพูดคุยกับนักปราชญ์คนสำคัญระดับโลก

มองสังคมไทยเป็นอย่างไร ?

โดยรวมๆ ตอนนี้สังคมเรายังไม่ให้เสรีภาพทางความคิดอย่างเต็มที่ บางเรื่องพูดไม่ได้ บางเรื่องตั้งคำถามไม่ได้ อันเป็นไปตามการครอบงำทางวัฒนธรรมไทยที่มักครอบงำว่า "เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด" เด็กจึงต้องเดินตามทางผู้ใหญ่ขีดเส้นไว้ให้ หากสงสัยและตั้งคำถามจะกลายเป็นเด็กไม่น่ารักทันที และเด็กที่จะได้ดิบได้ดีนั้นต้องเชลียร์ อ่อนน้อมถ่อมตัวต่อผู้ใหญ่ ดังนั้น สังคมไทยจึงหาคนกล้าหาญที่จะคิดนอกคอกแหวกแนวไม่ได้

เป็นปัญหาเชิงวัฒนธรรม?

ใช่ ตอนนี้วัฒนธรรมไทยมีปัญหามาก เนื่องจากวัฒนธรรมไทยเอาจริงๆ มีทั้งส่วนดีกับไม่ดีผสมกันไป แต่ส่วนไม่ดีมักจะมีการปิดกั้น ในความคิดของผม วัฒนธรรมต้องปรับเปลี่ยน ซึ่งมันเปลี่ยนแปลงได้ และต้องเกี่ยวข้องกับตัวบุคคลในสมัยปัจจุบันด้วย หากยังมองว่าวัฒนธรรมยังเป็นของชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งที่ผูกขาดทางวัฒนธรรม อย่างนี้ไม่สามารถตอบสนองต่อโลกยุคใหม่ได้ มันต้องปรับเปลี่ยน ต้องให้มีเสรีภาพมากขึ้น มิฉะนั้นวัฒนธรรมไทยจะดูจืดชืดและแห้งเฉา

มากกว่านั้น สังคมไทยเป็นสังคมที่มองคนเห็นต่างจากตนเองหรือแตกต่างจากอุดมการณ์ของรัฐชาติ มักจะถูกประมาณว่าเป็นคนหัวรุนแรง แต่ทว่าคนหัวรุนแรงก็เป็นคนที่สร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงโลกมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่หัวรุนแรงหรอก และดูเหมือนจะปกติธรรมดาด้วยซ้ำ ดังนั้น หากคุณยอมรับมาตรฐานของคนอื่นให้มีสิทธิ เสรีภาพ เหมือนกัน และไม่ไปใส่ร้ายว่าหัวรุนแรง ว่าคนนี้หมิ่นเบื้องสูง นี่แหละสังคมแห่งความเป็นประชาธิปไตยถึงจะเกิด หากตราบใดที่ยังคงด่าทอคนที่คิดเห็นต่างว่าเป็นพวกหัวรุนแรง เป็นกบฏ ตราบนั้นยังไม่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

วัฒนธรรมไทยต้อง เป็นอย่างไง ?

ต้องเป็นวัฒนธรรมที่เคารพในสิทธิ ของความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และการเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มีขันติธรรมต่อกัน ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องทำได้ยาก เป็นเพียงแค่วัฒนธรรมพื้นฐานของมวลมนุษย์ สิ่งต่างๆ ควรต้องอยู่บนพื้นฐานสิ่งนี้ การเคารพซึ่งกันและกัน อันเป็นพื้นฐานของความเป็นประชาธิปไตย

มองสังคมไทยเลวร้ายไปไหม ?

ไม่เชิงเลวร้ายอะไรมากนักหรอก แต่...มันก็เป็นสังคมที่น่ารักนะ (หัวเราะ) อย่างแรกสังคมเราก็มีเสรีภาพระดับหนึ่ง มิใช่ถูกปิดกันอย่างสังคมเผด็จการ ยังมีการพูดคุยด้วยเหตุด้วยผลกันได้ อีกทั้ง ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยังพอจะรับฟังพวกเราอยู่บ้าง ซึ่งส่วนดีก็มีเยอะ คนเขาก็พูดกันมากแล้ว แต่ส่วนร้ายนี่สิกลับไม่มีใครมาพูด ถึงกับปิดบังกันไว้ด้วยซ้ำ พวกผมจึงเลือกมาพูดถึง (หัวเราะ)

จากกรณีที่ กสม.เสนอชื่อให้ได้รับรางวัล รู้สึกอย่างไร?

ไม่รู้สึกอะไรเลย ผมปฏิเสธเรียบร้อยร้อยแล้ว เพราะว่าการจะรับรางวัลใดๆ เราต้องเรียนแนะนำตนเองไปเพื่อคณะกรรมการชุดนี้พิจารณา แต่ผมเป็นคนที่ไม่ชอบเสนอตนเองให้ได้รับรางวัล ผมคิดว่า คณะกรรมการ กสม.ชุดนี้ถ้ามีวิจารณญาณอยู่บ้างต้องรับฟัง โดยผมเสนอว่า ให้ในนามนักเรียนทั้งประเทศที่กำลังต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากคุณไม่ให้รางวัลกับพวกเขา แสดงว่าคุณมีจุดยืนที่ไม่ยุติธรรมอันไม่พ้นไปจากกรอบวัฒนธรรมเดิม หากเขาเสนอให้รางวัลตามที่ผมเสนอไปคณะกรรมการ กมส.ชุดนี้จะได้รับการสดุดีสรรเสริญทันที

ตอนนี้มีแฟนหรือยัง?

ยังไม่มี ครับ และก็ยังไม่คิดจะมี เพราะจะมีปัญหายุ่งยาก อีกทั้งตอนนี้ยังยุ่งอยู่กับภารกิจการปฏิวัติการศึกษาที่จะต้องทำอีก

ถ้าถามว่าผู้หญิงให้สเป็กเป็นอย่างไร ก็น่าจะต้องเป็นคนที่น่ารัก น่าตาดี ผิวขาว (หัวเราะ) และที่สำคัญต้องเป็นคนที่มีความคิดมีอุดมการณ์ด้วย เพื่อที่จะได้พูดจาปรึกษากับเราได้

มุมพักผ่อนของคุณ ชอบทำอะไร?

อ่านหนังสือ เช่น การเมือง วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ นิเวศวิทยา และชอบฟังเพลงคลาสสิก จำพวกบีโธเฟน หรือ โมสาร์ท และพวกโฟล์กซองอเมริกาผมก็ชอบ อีกอย่างผมยังชอบนั่งสมาธิด้วย (หัวเราะ)

เรียนจบมัธยมปลาย แล้วอยากต่อมหาวิทยาลัยอะไร ?

ยังไม่รู้ แต่คงจะแสวงหาไปเรื่อยๆ แต่ต้องเรียนต่อในมหาวิทยาลัยแน่นอน เพียงว่าตอนนี้ยังไม่รู้จะเลือกที่ใด แต่ว่าในปีหน้า ผมจะเดินทางไปยังประเทศอินเดีย เพื่อไปแสวงหา แล้วค่อยกลับมาเรียนต่อ แต่ก็ยังไม่รู้ที่ทางอนาคตของตนเองว่าจะเป็นอย่างไร

น่าสงสัยเรื่องทรงผมคุณ กลุ่มเรียกร้องไม่ให้บังคับตัดเกรียน ทำไมคุณยังตัดเกรียน?

ก็ผมชอบทรงนี้ ครับ ทำไมคนจะต่อต้านการตัดผมเกรียนต้องไว้ผมยาวด้วยหรือ ผมคิดว่าไม่จำเป็น ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่ชอบไว้ผมยาว

สังคมไทยในอุดมคติของคุณเป็นอย่างไร ?

ต้องมีพื้นที่เสรีภาพ แต่ต้องมีขอบเขตที่จะไม่ไปละเมิดผู้อื่น ไม่ไปดูถูกคนอื่น หรือไม่ไปเหยียดหยามคนอื่น และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะต้องไม่มีกรอบหรือเพดานมาปิดกั้น

"ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถพูดถึงได้"

 

 

...........

 

(ที่มา:มติชนรายวัน 1 ธันวาคม 2556)

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline








สาวโวยแอร์โฮสเตสลั่นเครื่อง! "หนังหน้าเขาหนาอย่างกับหนังขาดิฉันเลยค่ะ" เหตุทำแขนเป็นรอย!(ชมคลิป)
วิพากษ์′พิมพ์เขียวรธน.′ ′กำหนดกรอบ-กีดกัน′
“อะโวกาโด” ไม้ผลที่ให้คุณค่ามากมาย แต่น่าเสียดายความนิยมยังน้อย
"คูลี่" นักฟุตบอลอ่างทองเอฟซี ขับจยย.ชนกระถางต้นไม้เกาะกลางถนน แฟนต่างชาติดับคาที่ ตัวเองสาหัส
เเฟนคลับชม "เเบม จณิสตา" สอนลูกให้รู้จักทำงานบ้านตั้งเเต่เด็ก
Honda CR-V 2015 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ เคาะเริ่ม 1.2 ล้านบาท
รู้เเล้ว!! ชายในภาพสุดสวีทกับ "สิงโต เดอะสตาร์" คือใคร??
ตรวจสอบดวงท่านในรอบสัปดาห์ที่ 27 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน 2557 โดย ปุสาคโม
สรุปรายชื่อ 10 มือถือน่าสนใจประจำเดือน "ตุลาคม"
ใช้โซเชียลให้เป็นประโยชน์ "นก ฉัตรชัย-นก สินจัย" เห่อหลานชาย กระหน่ำอัพรูปลงไอจีเป็นว่าเล่น