เราจะต่อต้านเผด็จการอย่างไร? (2517) โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 เวลา 09:20:00 น.




(ที่มา:มติชนรายวัน 28 ก.ค.2558)



 


ผมว่าจะหยิบงานของ ปรีดี พนมยงค์ ที่ชื่อว่า "เราจะต่อต้านเผด็จการอย่างไร?" พูดคุยอยู่หลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสสักที สัปดาห์นี้เลยได้จังหวะมาเล่าสู่กันฟังครับ


งานชิ้นนี้ของปรีดี ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 2517 โดยองค์การบริหาร องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาจากการเรียบเรียงขึ้นจากการปาฐกถาของปรีดี ในงานชุมนุมฤดูร้อนของสมาคมนักเรียนไทยในฝรั่งเศส ที่เมืองตูรส์ในปีเดียวกัน หลังจากนั้นคงมีการตีพิมพ์อีกหลายครั้ง รวมทั้งมีให้โหลดฟรีในเว็บด้วย 

ส่วนฉบับที่ผมใช้อ่านอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง คือที่รวมอยู่ในหนังสือ "ปรีดี พนมยงค์ กับสังคมไทย" ที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 2526 โดยอยู่ในหมวดที่ 4 ตอนสุดท้าย ซึ่งมีความแตกต่างที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ว่าชื่อเราจะต่อต้านเผด็จการอย่างไร นั้นไม่มีเครื่องหมายคำถามอยู่ในตอนท้าย

ในบรรดางานหลายๆ ชิ้นของปรีดี งานชิ้นนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษอยู่ตรงที่ว่าเป็นงานที่ปรีดีพูดและเขียนเมื่อปี 2517 ซึ่งเป็นระยะเวลาหนึ่งปีหลังจากที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย คือ เหตุการณ์เดือนตุลาฯ 2516 ซึ่งรูปธรรมที่สำคัญก็คือ การขับไล่เผด็จการทหาร โดยพลังของประชาชนบนท้องถนน ภายใต้การนำของนักศึกษา และมีการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง

พูดง่ายๆ ก็คือ ปรีดีจะพูดถึงการต่อต้านเผด็จการทำไม? ในสังคมที่กำลังเฉลิมฉลองประชาธิปไตย? แต่ที่สำคัญก็คือ งานของปรีดีชิ้นนี้คงไม่ใช่งานที่จะสร้างปัญหาอะไรกับระบอบเผด็จการ เพราะว่างานชิ้นนี้เขียนขึ้นเมื่อเผด็จการไม่ได้อยู่ในอำนาจแล้วด้วยซ้ำ หรือพูดง่ายๆ ว่า ถ้าปรีดีเขียนงานชิ้นนี้เมื่อปี 2515 อันนี้น่าจะดูเป็นประเด็นหวาดเสียวมากกว่า 


เอาเป็นว่าเรื่องราวลึกๆ กว่าที่ผมตั้งข้อสังเกตนี้คงต้องปล่อยให้บรรดานักประวัติศาสตร์เขาอภิปรายกัน โดยเฉพาะบทบาทของปรีดีเองในช่วงเวลาต่างๆ ของการเมืองไทย 



มาเข้าเรื่องดีกว่า งานของปรีดีในปี 2517 ชิ้นนี้แบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 ส่วน เริ่มต้นจากการพูดถึงเรื่อง ปรัชญาทางยุทธศาสตร์ ต่อมาก็อธิบายพัฒนาการของฝ่ายเผด็จการ แล้วก็มาต่อที่ฝ่ายต่อต้านเผด็จการ และส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของวิธีต่อสู้เผด็จการ และมีหมายเหตุต่อท้ายบทความอีกนิดหน่อย

ในส่วนแรกคือ ปรัชญาทางยุทธศาสตร์ - ปรีดีชี้ว่าการต่อต้านเผด็จการนั้นเป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างสองฝ่าย โดยมองว่ามันเป็นเรื่องของ "สงคราม" ที่มีทั้งสงคราม เศรษฐกิจ การเมือง จิตวิทยา และศาสตราวุธ ทั้งนี้การต่อสู้เกิดขึ้นเพราะจะมีการตอบโต้กันไปมา และนี่คือที่มาที่จะต้องเข้าใจฝ่ายเผด็จการด้วย ตามยุทธศาสตร์ที่ว่า "รู้เขารู้เรา" เพื่อให้เข้าใจสภาพกำลังของฝ่ายปรปักษ์ และสิ่งที่ปรีดีเรียกว่า "สภาพกำลังแท้จริงของฝ่ายตน" เพื่อให้สามารถกำหนดยุทธวิธีต่อสู้ให้เหมาะสมแก่กำลังของสองฝ่ายว่า สภาพอย่างใด ท้องที่อย่างใด กาลสมัยใด ควรต่อสู้อย่างไร

ในส่วนที่สองของงาน คือ ฝ่ายเผด็จการ เป็นส่วนที่ปรีดีใช้พื้นที่ไว้มากในการอธิบายทั้งคำจำกัดความ ที่มาและพัฒนาการของเผด็จการ โดยทั้งอิงกับศัพท์ภาษาอังกฤษ ประวัติศาสตร์ และพจนานุกรมภาษาไทย


ปรีดีชี้ว่า คำว่าเผด็จการนั้นมาจากการแผลงภาษาขอมจากคำว่า ผดาด และมีความหมายตามพจนานุกรมว่า "การใช้อำนาจบริหารเด็ดขาด" และตรงข้ามกับประชาธิปไตยที่หมายถึง "การปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่"

โดยคำว่าเผด็จการนี้ปรีดีชี้ว่าถ่ายทอดมาจากคำอังกฤษว่า Dictatorship หรือฝรั่งเศส Dictature ซึ่งมาจากรากละติน Dictatura แปลว่าอำนาจสั่งการเด็ดขาด โดยสืบย้อนไปที่การสถาปนาสาธารณรัฐของโรมัน ที่เมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉินจะมีการตั้งหัวหน้าฝ่ายทหารมีอำนาจเด็ดขาดในการรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นเวลา 6 เดือน โดยบุคคลที่มีอำนาจเด็ดขาดนี้เรียกว่า Divtator ทั้งนี้ในเวลาปกติ ระบบสาธารณรัฐจะมีการควบคุมโดยพฤฒสภา และคณะกรรมการราษฎร

พัฒนาการที่สำคัญก็คือ "การที่ผู้เผด็จการชั่วคราว" นี้อยู่ในอำนาจต่อไป โดยอาศัยพวกที่มีซากทรรศนะทาสและศักดินาสนับสนุน ให้ยืดออกไปเป็น 10 ปีบ้าง หรือไม่มีกำหนดเวลาบ้าง จนกระทั่งอาจมีการตั้งทายาทสืบตระกูลกันต่อ และระบอบการปกครองใหม่นี้นอกจากจะมีนัยยะทางการสถาปนาอำนาจภายในสังคมตัวเองในลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว ยังมีนัยยะในทางการรุกรานขยายเขตอำนาจของตนออกไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย ที่เราเรียกว่าจักรวรรดินิยมนั่นเอง ซึ่งหมายความว่าการผูกขาดอำนาจและขยายอำนาจนี้มันเลยไปจากเรื่องทางการเมืองไปสู่การขยายอำนาจทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เพื่อดำรงความเหนือกว่าและหาประโยชน์จากประเทศอื่นๆ อีกด้วย 

พื้นที่ในส่วนนี้ของงาน ปรีดีขยายความเรื่องของเผด็จการเพิ่มเติมขึ้นโดยชี้ให้เห็นวิวัฒนาการของเผด็จการจากยุคทาสและศักดินา มาสู่ยุคของระบบทุนสมัยใหม่ในยุโรป และในประเทศกำลังพัฒนา โดยชี้ให้เห็นว่าในประเทศกำลังพัฒนานั้นมีระบบเศรษฐกิจการเมืองที่น่าสนใจที่เรียกว่า "ระบบทุนศักดินา" ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า ปรีดีนั้นมีมุมมองในแง่ "การเมืองวัฒนธรรม" ที่น่าสนใจมากในการวิเคราะห์นายทุนและทุนนิยมของสังคมกำลังพัฒนา อาทิ การแบ่งนายทุนศักดินาออกเป็น 3 อันดับ คือ กระฎุมพี คหบดี และเศรษฐี ปะปนไปกับทุนสมัยใหม่ด้วย 

ประเด็นสำคัญที่อยากจะสรุปในส่วนนี้ก็คือ สำหรับปรีดีนั้น เรื่องของเผด็จการเป็นเรื่องของระบอบการปกครองที่เน้นตัวบุคคลในการมีอำนาจเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ที่มาของระบอบนี้ผูกโยงทั้งกับเศรษฐกิจและการเมืองในระดับชาติ รวมทั้งผูกโยงกับชุดวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งด้วย นั่นก็คือ เงื่อนไขทางวัฒนธรรมมีความสำคัญในการที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจและระบบการเมืองแบบเผด็จการดำรงอยู่ได้ เพราะว่าระบบเผด็จการนั้นส่วนสำคัญจะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อมีทาสและข้าไพร่ที่เชื่องแล้วที่เกาะแน่นในระบอบนั้นแหละเป็นผู้ปกป้องระบอบเอาไว้ และที่สำคัญการเหยียดหยามข้าไพร่นี้มันก็ส่งผลไปสู่ทรรศนะที่สังคมหนึ่งถือตนว่าเป็นใหญ่กว่าสังคมอื่นที่มีพลังน้อยกว่า อันนำไปสู่แนวคิดในแบบความคลั่งเชื้อชาติ และคลั่งชาติ

กล่าวอีกด้านหนึ่ง เงื่อนไขที่สำคัญในการที่จะก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยในการพิจารณาประวัติศาสตร์ในยุโรปก็คือ การเกิดชนชั้นใหม่ที่เรียกว่าชนชั้นเจ้าสมบัติ (ไม่ได้แปลว่ารวย แต่หมายถึง bourgeois ที่ปรีดีมองว่าคือ "ชาวบุรี" ที่ต่อสู้ให้ได้อิสระในการทำมาหากินและปกครองตัวเอง และสามารถสะสมสมบัติ แปลงเป็นทุนได้) ที่สร้างพันธมิตรกับข้าไพร่ในระบบเดิมโดยสร้างจิตสำนึกให้เกิดความเข้าใจในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษยชาติของตนที่จะต้องมีความเสมอภาคกับเพื่อนมนุษย์ในสังคม และมีสิทธิเสรีภาพ ซึ่งก็คือสิทธิประชาธิปไตย และต่อต้านเผด็จการจนนำไปสู่การมีสังคมประชาธิปไตยขึ้น 

ในส่วนสุดท้ายของ "ฝ่ายเผด็จการนี้" ปรีดีได้ทำการสำรวจพัฒนาการของเผด็จการในรูปแบบใหม่ๆ อาทิ เผด็จการของชนชั้นไร้สมบัติ ที่เราเรียกว่าเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ ในประเทศคอมมิวนิสต์ ที่อ้างว่าเป็นเผด็จการที่มีความเป็นประชาธิปไตย ปรีดีไม่ได้ฟันธงว่าสนับสนุนแนวคิดเช่นนั้นในงานชิ้นนี้ และยังชี้ให้เห็นถึงข้อถกเถียงและคำถาม รวมทั้งความแตกต่างของแต่ละประเทศที่ก้าวพ้นจากการต่อสู้เผด็จการในแบบก่อน มาสู่การสร้างเผด็จการที่เป็นประชาธิปไตยในแบบใหม่นี้ โดยชี้ให้เห็นว่าในกรณีของฝรั่งเศสเอง คนงานที่มีอำนาจการเมืองและตื่นตัวทางการเมืองนั้นมีทรรศนะที่แตกต่างกันไปในเรื่องของเผด็จการของชนชั้นคนงาน และรูปแบบการปกครอง และบางส่วนไม่ต้องการเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ต้องการให้ชนชั้นวรรณะอื่นมีสิทธิต่อสู้ในสภาได้เช่นกัน 

และเน้นการสร้างพันธมิตรกับชนชั้นต่างๆ เพื่อสู้กับฝ่ายขวาที่มีเสียงข้างน้อยในสภา แทนที่จะใช้วิธีปฏิวัติวัฒนธรรมแบบจีนหรือรัสเซีย



ในส่วนที่สามของงาน คือ ฝ่ายต่อต้านเผด็จการ ปรีดีชี้ให้เห็นว่าขุมพลังสำคัญในการต่อต้านเผด็จการที่แท้จริงโดยเฉพาะในประเทศไทย ก็คือราษฎรไทยที่เป็นคนส่วนมากของสังคมที่ถูกกดขี่เบียดเบียนจากระบบเผด็จการและซากเผด็จการ โดยคนเหล่านี้คือ คนจน คนงาน ชาวนา ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ได้รับความอัตคัดฝืดเคืองอย่างแสนสาหัส คนที่ทุนน้อยที่พอทำกินและคนมีทุนขนาดกลางซึ่งถูดเบียดเบียนเดือดร้อนเพราะการปกครองและระบบเผด็จการ รวมทั้งนายทุนเจ้าสมบัติจำนวนหนึ่งที่แม้ตนมีความกินดีอยู่ดีในทางเศรษฐกิจ แต่มีความรักชาติความเป็นประชาธิปไตยมองเห็นความทุกข์ยากของคนจนและคนส่วนมากที่ถูกเบียดเบียน ปรีดีมองว่าคนเหล่านี้จะไม่ยอมเป็นมนุษย์รับใช้ของระบบเผด็จการ และที่สำคัญ ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่สำคัญของปรีดีก็คือ การที่ปรีดีเสนอว่าเผด็จการอาจเปิดจากการที่ "แผลงประชาธิปไตยให้เป็นเผด็จการของพวกนายทุนหรือเป็นเผด็จการของอภิสิทธิ์ชน (Dictatorship of the privileged class)" 

ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นที่เราไม่ควรละเลยเช่นกัน ว่าประชาธิปไตยที่ได้มาหรือเคยได้มา หรือมีอยู่นั้นมันตอบสนองต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากน้อยแค่ไหนกันแน่ 

ในการต่อสู้กับเผด็จการนั้น นอกเหนือจะต้องมีขุมกำลังแบบที่ปรีดีบอกแล้ว สิ่งที่จะต้องมีความเข้าใจก็คือการจัดกองกำลังในการต่อสู้ในความหมายของการรวบรวมผู้คนที่มีความมุ่งมั่นในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และในอีกด้านหนึ่งก็คือ ต้องจัดตั้งกองกำลังพันธมิตร ซึ่งหมายถึงคนที่อาจจะไม่ได้มีความต้องการต่อสู้และจิตสำนึกในการต่อสู้ในระดับเดียวกับสมาชิกกองกำลังกลาง แต่พวกนี้จะต้องเข้ามาเป็นแนวร่วมในการสู้ เพราะเผด็จการนั้นแม้จะมีจำนวนน้อย แต่มีพลังและอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การเมืองอยู่มาก 

รูปธรรมที่สำคัญของการมีพันธมิตรคือการสำรวจว่าพรรคการเมืองไหนมีนโยบายในการต่อต้านเผด็จการบ้าง นอกจากนั้นก็หมายรวมถึงการทำความเข้าใจกับผู้คนว่าใครถนัดอะไรบ้าง และอย่าไปเรียกร้องจากมวลชนในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ ไม่พร้อมหรือไม่ถนัด แต่ก็อย่าละทิ้งพวกเขา

นอกจากนั้นแล้ว การต่อต้านเผด็จการยังหมายถึงการคำนึงถึงกลุ่มราษฎรจำนวนมากที่แม้ปัจจุบันถือเอาการต่อสู้ระบบเผด็จการเป็นอันดับรอง หากถือเอาการแก้ไขให้ฐานะความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจหรือการครองชีพของตนได้ดีขึ้นเป็นเหลัก ดังนั้นฝ่ายต่อต้านเผด็จการก็จะต้องคำนึงถึงมาตรการและข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาให้กับคนเหล่านี้อย่างเร่งด่วนในทางรูปธรรม 

ในทางกลับกัน คนบางกลุ่มที่อาจมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ได้ยากจนก็อาจมีสำนึกต่อต้านเผด็จการ คนเหล่านี้คือพันธมิตรที่ดีของการต่อต้านเผด็จการที่ไม่ควรละเลย

ในส่วนสุดท้ายที่ปรีดีเน้นย้ำก็คือ บุคคลที่ไม่ควรไว้วางใจเป็นพันธมิตรในการต่อต้านเผด็จการก็คือ พวกที่เชิดชูระบบเผด็จการอันเนื่องมาจากเป็นพวกที่ถูกทำให้เชื่อ (และเชื่อง) หรือหวังได้ประโยชน์จากระบบเผด็จการ ปรีดีใช้คำว่า "บุคคลจำพวกนี้ล้วนทำการคัดค้านและต่อสู้ฝ่ายต่อต้านเผด็จการยิ่งกว่าเจ้าทาส เจ้าศักดินา และผู้เผด็จการเอง" อย่างไรก็ดี ปรีดีเห็นว่าคนเหล่านี้ในท้ายที่สุดถ้าบางส่วนเกิดจิตสำนึกขึ้นมาบ้างก็ทำให้อยู่เฉยๆ ก็จะเป็นคุณประโยชน์แก่ฝ่ายต่อต้านเผด็จการ ส่วนถ้าสามารถพัฒนาจิตสำนึกคนเหล่านี้ให้สูงขึ้นได้ก็รับไว้เป็นแนวร่วมในระดับต่ำได้

ส่วนสุดท้ายของงาน "เราจะต่อต้านเผด็จการอย่างไร?" ปรีดีเสนอวิธีต่อสู้เผด็จการ ซึ่งจะต้องมีความเข้าใจกาลเทศะ และเข้าใจว่ายุทธวิธีนี้อาจจะมีทั้งทางการเมือง การทหาร และทางเศรษฐกิจ โดยแต่ละส่วนนั้นไม่ควรบูชาแต่วิธีของตนเองโดยบังคับให้ฝ่ายอื่นๆ เชื่อตามแนวทางของตนเท่านั้น 

ที่สำคัญการต่อสู้เผด็จการนั้นเป็นกระบวนการที่ปรีดีมองว่าต้องใช้เวลาที่ยืดเยื้อยาวนาน รวมทั้งจะต้องให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนทรรศนะและขจัดซากเดนทรรศนะเดิม ดังที่ประเทศเยอรมนีได้กระทำกับลัทธินาซีโดยการทำในสิ่งที่เรียกว่า Denazification ซึ่งประเด็นนี้ผมรู้สึกว่าปรีดีเองนั้นไม่ได้จบบทความโดยการมองว่าการส่งเสริมประชาธิปไตยนั้นคือการใช้ระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน แต่หมายถึงการขจัดซากเดนของวิธีคิดคลั่งชาติของคนเยอรมนีต่างหาก ซึ่งสิ่งนี้คือสิ่งที่ปรีดีพูดไว้ตั้งแต่ 2517 แล้ว 

อย่างไรก็ดี ปรีดีไม่ได้เสนอรายละเอียดในส่วนการขจัดซากเดนความคิดที่สนับสนุนเผด็จการเอาไว้มากนัก แต่ร่องรอยที่ชัดเจนคือในหลายส่วนของงานปรีดีไม่เอาด้วยกับการใช้วิธีเผด็จการทางความคิดในระดับของการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน ดังที่ได้ยกตัวอย่างการจัดการแกนนำพรรคของจีนเอาไว้ในส่วนหมายเหตุต่อท้ายบทความ 



ในอีกด้านหนึ่ง ปรีดีชี้ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การชี้ให้เห็นว่าความหลากหลายทางความคิดนั้นนอกจากจะทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืนแล้ว ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านเผด็จการด้วย ดังที่เกิดในฝรั่งเศส ในแง่ของการที่เป็นสาธารณรัฐที่เป็นพันธมิตรกับกลุ่มต่างๆ ทางความคิด หรือชี้ให้เห็นระบบการเมืองที่เปิดกว้างทางความคิดแบบอังกฤษที่ยอมให้มีพรรคที่เห็นต่างอย่างสุดขั้วแบบพรรคคอมมิวนิสต์ แต่กลับทำให้ระบบราชาธิปไตยของราชอาณาจักรดำรงอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน 

ปรีดีเชื่อว่า เรายิ่งกลัวอะไรมากสิ่งนั้นก็จะมาถึง โดยยกตัวอย่างที่เป็นประเด็นในยุคสมัยนั้นว่า ยิ่งกลัวคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์จะมา เนื่องจากความกลัวคอมมิวนิสต์จนขึ้นสมองจะทำให้ผู้ครองอำนาจบีบคั้นราษฎรมากขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อหวังจะสกัดกั้นคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะทำให้ราษฎรต้องเดือดร้อน และรวมกันต่อสู้ผู้ครองอำนาจโดยไม่รังเกียจว่าระบบใหม่นั้นจะเป็นคอมมิวนิสต์ดังที่ถูกกล่าวอ้างหรือไม่ ขณะที่ราชอาณาจักรที่ไม่กลัวคอมมิวนิสต์จนขึ้นสมองกลับดำรงอยู่ได้


กล่าวโดยสรุป มุมมองของปรีดีในปี 2517 หรือ 41 ปีก่อน ดังที่ปรากฏในงานชิ้นนี้ทำให้เราคงต้องมองประเด็นเรื่องของเผด็จการและประชาธิปไตยที่สลับซับซ้อนขึ้น ในส่วนหนึ่งที่ผมเองอดสงสัยไม่ได้ก็คือ โดยรากฐานของปรีดีนั้นเขาเป็นนักกฎหมายและนักการเมือง รวมทั้งเป็นผู้นำเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจที่มีความโดดเด่น แต่ในงานระยะหลังของเขานั้น เราได้เห็นงานที่สะท้อนเจตจำนงทางการเมืองในระดับการเคลื่อนไหว และในความเข้าใจการเมืองเชิงวัฒนธรรมต่อสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ...




พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : กำเนิด วิวัฒนาการ และประเด็นท้าทาย ของการแทรกแซงของทหาร ในการเมืองละตินอเมริกา
บันทึกการไปเยี่ยมลูกศิษย์ที่ติดคุก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
ความจริงแท้ของการเมือง โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
การกลับมาของเศรษฐกิจคุณธรรม ของการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : แปดร้อยปีมหากฎบัตร กับกำเนิดการปกครองโดยรัฐธรรมนูญ
เงื่อนไขการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
การเมืองแบบอุปถัมภ์ เข้าใจตรงกันไหม? โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : เรื่องราวของโรฮีนจา (แต่ไม่เกี่ยวกับดราม่าที่เมืองไทย)
การเมืองเรื่องการแบ่งปันอำนาจ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ข้อถกเถียงในเรื่องของความเป็นพลเมือง ในทฤษฎีการเมืองร่วมสมัย (ที่เผด็จการเข้าใจได้ยากหน่อย)
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ประชาธิปไตยไม่ใช่เป๊ปซี่‚ ว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการจากมุมมองของรัฐศาสตร์
ว่าด้วยระบอบเผด็จการ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

กาลครั้งหนึ่ง..นานมาแล้ว แฝดสยาม อิน-จัน พบรักแรกกับสาวลอนดอน(8)
ค่าจ้างขั้นต่ำ 2559 : โดย สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์
ลึกแต่ไม่ลับ โดยจรัญ พงษ์จีน : "ศึกในประชาธิปัตย์"
เหยียดคนจนบนบัตรทอง โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
หรือสมคิดจะสร้างประวัติศาสตร์ โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
test