ทนายเล็งฟ้องผิดอาญา"นพดล-ครม."ชี้โทษถึงขั้นประหารหลังศาคปค.สั่งคุ้มครอง"เขาพระวิหาร"

วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เวลา 21:13:00 น.

ศาลปกครองสั่งห้าม"นพดล-ครม."ยกมติ ครม. เห็นชอบแถลงการณ์ร่วม"ไทย-กัมพูชา"ยื่นขึ้นทะเบียนมรดกโลก ชี้ ข้อ1 และ 4 ไทยต้องยอมรับเขตรอบปราสาทตามแผนที่แนบท้ายกัมพูชาโดยปริยาย  ทนายความเล็งฟ้องผิดอาญา "นพดล-ครม." มาตรา 119 ? 120 อันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐโทษสูงสุดประหารชีวิต 

ศาลปค.สั่งระงับมติครม.17มิ.ย.

ศาลปกครองกลางได้ส่งโทรสาร (แฟกซ์) แจ้งให้คู่ความทราบเวลา 02.00 น. วันที่ 28 มิถุนายน ถึงคำสั่งศาลปกครองกลางในการกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาห้ามมิให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการอ้างหรือใช้ประโยชน์จากมติครม. เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่เห็นชอบในแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา กรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิาหารเป็นมรดกโลก พร้อมแผนที่แนบท้าย และการดำเนินการตามมติดังกล่าว จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ในคดีระหว่างผู้ฟ้องคดี 9 คนนำโดยนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันยื่นฟ้องนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1- 2

หวั่นมีผลต่อเขตแดนไทย

คำสั่งดังกล่าวระบุตอนหนึ่งว่า ศาลปกครองกลางได้ตรวจพิจารณาคำขอเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาลงวันที่ 24 มิถุนาย 2551 และเอกสารอื่นๆ ในสำนวนคดีด้วยแล้ว เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศคดีปราสาทพระวิหารที่พยานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ส่งต่อศาล โดยคณะผู้พิพากษา 9 ต่อ 3 ลงความเห็นว่า การปักปันเขตแดนระหว่างไทย - กัมพูชา มีคณะกรรมาธิการร่วมชายแดนไทย?กัมพูชา ที่จัดตั้งขึ้นตามบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1904 และปี 1907 ยังเจรจาปักปันเขตแดนยังไม่สำเร็จซึ่งรวมทั้งเขตแดนในบริเวณปราสาทพระวิหารด้วย จึงเชื่อว่ายังไม่มีการปักปันเขตแดนระหว่างไทย?กัมพูชา ในบริเวณปราสาทพระวิหาร ที่เป็นที่ยอมรับของประเทศทั้งสองแต่ประการใด นอกจากนี้ในแถลงการณ์ร่วม ข้อ 1 และ ข้อ 4 มีข้อตกลงในลักษณะที่อาจมีผลผูกพันประเทศไทยและอาจทำลายน้ำหนักในการอ้างอิงเขตแดนที่ไทยยึดถือสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดนมาโดยตลอด ดังนั้นคดีจึงมีมูลรับฟังได้ว่าตามคำฟ้อง และการกระทำดังกล่าวอาจทำให้กิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน ซึ่งรวมถึงผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าได้รับความเสียหายต่อไปอันเป็นความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาแก้ในภายหลัง จึงมีเหตุเพียงพอที่ศาลจะกำหนดมาตรการหรือวิธีคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาได้

ศาลไต่สวน-ประชุมกว่า13 ชม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลได้ดำเนินการไต่สวนคดีดังกล่าว จากนั้นองค์คณะศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวนได้ร่วมประชุมทั้งวันที่ศาลปกครอง ถ.สาทร กทม. โดยกระบวนการทั้งหมดเริ่มตั้งแต่ 10.00-23.00 น.จึงแล้วเสร็จ โดยก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งคดีนี้ ศาลได้ดำเนินไต่สวนคู่ความทั้งสอง ประกอบด้วย นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ผู้ฟ้องที่ 1 และนายนิติธร ล้ำเหลือ ผู้ฟ้องที่ 2 ส่วนฝ่ายผู้ถูกฟ้องมีนายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ รับมอบอำนาจจากนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าให้ถอยคำต่อศาล และนายเชิดชู รักตบุตร อัคราชทูตประจำกรุงปารีส ปฏิบัติราชการกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ และรับทราบข้อมูลแผนที่แนบท้ายเรื่องนี้ดีที่สุด และนายพิษณุ  สุวรรณะชฎ รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก โดยการไต่สวนได้มีการซักถามอย่างละเอียดเกี่ยวกับแผนที่ N1  N2  N3 ซึ่งกัมพูชาใช้แนบท้ายในแถลงการณ์ร่วม ฯ และประเด็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเสียดินแดน รวมทั้งกรณีว่า หากมีการดำเนินการไปแล้วกัมพูชาจะอ้างสิทธิ์ดินแดนที่ทับซ้อนและมีข้อพิพาทภายหลังที่ขึ้นเป็นมรดกโลกแล้วได้หรือไม่

คลิกอ่าน-คำสั่งศาลปกครองฉบับเต็ม

ยื่นฟ้องอาญา"นพดล"ต่อ

นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีที่ 1 เปิดเผยว่า เพิ่งจะได้รับคำสั่งดังกล่าวทางแฟกซ์จากศาลปกครองกลาง เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. รู้สึกดีใจ แต่ตามกฎหมายแล้ว ฝ่ายผู้ถูกฟ้องยังมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลปกครองสูงสุดได้

อย่างไรก็ตาม นายสุวัตร กล่าวว่าเมื่อศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้ว ตนและผู้ฟ้องอื่นจะเดินหน้าเกี่ยวกับคดีอาญาที่จะร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนกรณี ครม. นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการแถลงการณ์ร่วม ฯ กระทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 119 ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต และมาตรา 120 ผู้ใดคบคิดกับบุคคลซึ่งการกระทำการเพื่อประโยชน์รัฐต่างประเทศ ด้วยความประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการดำเนินการรบต่อรัฐ หรือในทางอื่นที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 10 ? 20 ปี

"ปองพล"รุดขอคำปรึกษา"อดุลย์"

 นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการมรดกโลก ให้สัมภาษณ์กรณีศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ว่า ได้เดินทางไปขอพบนายอดุล วิเชียรเจริญ ที่ปรึกษาพิเศษของคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อหารือและขอคำแนะนำเกี่ยวกับการเดินทางไปประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา รวมทั้งคำสั่งศาลปกครองล่าสุด โดยนายอดุลย์ได้ให้คำแนะนำที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่มีประโยชน์มาก

"ส่วนคำสั่งศาลปกครองนั้นเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ต้องฟังมติครม.วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ก่อนว่าจะออกมาอย่างไร แต่ในส่วนของตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องว่าจะต้องทำอะไรเพิ่ม เพราะมีวาระที่จะต้องทำอยู่แล้ว โดยยังคงเดินหน้าทำงานตามหลักการที่กำหนดไว้เหมือนเดิม" นายปองพล กล่าว

"อดุล" เผย "ปองพล" หนักใจ

 นายอดุล กล่าวว่า นายปองพล ได้นำคณะกรรมการฯ ชุดใหม่มาเข้าพบ โดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า เนื่องจากหนักใจกับท่าทีของกระทรวงต่างประเทศ ที่พยายามขอให้คณะกรรมการมรดกโลกของไทยมีท่าทีเดียวกับรัฐบาลไทย คือสนับสนุนกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่กรรมการมรดกโลกไม่เห็นด้วย จนต้องขอให้ลูกศิษย์พามาพบตน โดยไม่บอกล่วงหน้า

แนะรบ.แจ้งทูตกัมพูชา

นายอดุล กล่าวว่าได้ให้คำแนะนำนายปองพลว่า ขอให้ถือจุดยืนที่ตนเคยยึดถือมาตลอดว่า ไจะต้องขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่ได้สอบถามนายปองพลว่า จะทำอย่างไร เมื่อนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศไปลงนามในแถลงการณ์ร่วม ซึ่งเท่ากับเป็นไปตามเงื่อนไขคณะกรรมการมรดกโลก ระบุไว้ที่นิวซีแลนด์ ปี 2550 ที่ให้ไทย-กัมพูชาไปตกลงกัน เนื่องจากตัวปราสาทมีคุณค่าควรขึ้นทะเบียน เท่ากับว่าจะมีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารได้แน่นอน แม้จะมีคำสั่งศาลปกครองให้ระงับมติครม. แต่เป็นเรื่องภายในประเทศ ขณะที่คณะกรรมการมรดกโลก จะถือแถลงการณ์ร่วมที่รับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแล้ว

"ผมได้แนะทางออกนายปองพลว่า ให้แจ้งกระทรวงต่างประเทศเรียกทูตกัมพูชามาพบ เพื่อบอกยกเลิกคำแถลงการณ์ร่วม และทำบันทึกช่วยจำขึ้นมา ว่าได้เรียนเชิญทูตกัมพูชามาแจ้งแล้ว และให้แจ้งคณะกรรมการมรดกโลกด้วย เพื่อขอให้เลื่อนการพิจารณาออกไป เพราะถือว่าไทยกับกัมพูชายังตกลงกันไม่ได้ แต่ปัญหาคือ รัฐบาลนายสมัคร จะยอมหรือไม่ เพราะรัฐบาลมีท่าทีสนับสนุนเรื่องนี้ชัดเจน" นายอดุล กล่าว

"ปชป." ยื่นศาลรธน.ตีความม.190

 เมื่อเวลา 16.00 น.ที่รัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้นำทีมส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้ายื่นหนังสือ ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามมาตรา 190 ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 154 วรรค 1 โดยมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 มารับหนังสือแทน เพื่อขอให้วินิจฉัยเอกสารแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ต่อการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ว่าจะมีลักษณะเป็นสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่  โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า จะมีการตรวจสอบรายชื่อว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 ที่ให้ส.ส.จำนวน 1 ใน 10 เข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ คาดว่าจะตรวจสอบเสร็จและสามารถส่งให้ประธานสภาฯในภายในวันเดียวกันนี้ ส่วนจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวันไหนเป็นดุลยพินิจของประธานสภาฯ

ด้านนายอภิสิทธิ กล่าวว่า อยากให้ประธานสภาฯดำเนินการอย่างเร่งด่วนก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ในวันที่ 2 กรกฎาคม โดยหากศาลมีคำวินิจฉัยสิ้นสุดก่อนวันที่ 2 กรกฎาคม ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการยับยั้งไม่ให้ประเทศเกิดความเสียหาย เพราะกระทรวงการต่างประเทศ โดยนายนพดล ปัทมะ ยืนยันว่า แถลงการณ์ดังกล่าวไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญา ซึ่งตรงข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปก่อนหน้านี้ โดยได้มีการแนบแถลงการณ์ร่วม แผนที่แนบท้าย และคำสั่งของศาลปกครองในการคุ้มครองชั่วคราวประกอบการพิจารณาด้วย
 
จี้ "นพดล" รับผิดชอบคำสั่งศาล

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีกระแสกดดันให้นายนพดล แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตามขั้นตอนหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส.ส.ได้มีการยกมือไว้วางใจนายนพดล ไปแล้ว ส่วนรัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไรก็เป็นเรื่องของรัฐบาล แต่อย่างน้อยที่สุดนายนพดล ควรจะแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อคำสั่งของศาลปกครองด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พรรคได้มอบให้ประธานสภาฯ ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว และในวันที่ 30 มิถุนายน พรรคจะยื่นหนังสือถึงผู้แทนคณะกรรมการมรดกโลกทั้ง 21 ประเทศ เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจ

ปชป.ออกแถลงการณ์โต้เขมร

ที่รัฐสภา  ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ(เงา) กล่าวว่า ปชป.ได้ออกแถลงการณ์ กรณีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน นายฮอ นัมฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศกัมพูชา พาดพิงพรรคการเมืองไทยบางพรรคว่า ได้พยายามใช้กรณีการยื่นขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยกัมพูชา เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตน ซึ่งเกรงจะกระทบความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัมพูชาและไทยว่า ปชป.รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งที่มีบุคคลสำคัญของมิตรประเทศเพื่อนบ้านสำคัญได้แสดงทัศนะต่อการเมืองภายในของไทย และดูเหมือนพาดพิงถึง ปชป. พร้อมแสดงจุดยืนของปชป.ต่อเรื่องปราสาทพระวิหาร คือ 1. ปชป.เล็งเห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และศาสนาของปราสาทพระวิหาร เห็นว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจะต้องดำเนินการตามหลักที่ถูกต้องและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง โดยไทยและกัมพูชาจะยื่นขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกัน และ2. หากรัฐบาลไทยดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปในแนวทางที่ได้ทำไป จะก่อให้เกิดความกังวลและความเคลือบแคลงสงสัย ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ที่แนบแน่น และยั่งยืนระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสอง

"สมศักดิ์" ชี้รัฐบาลต้องทบทวน

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า คำสั่งศาลปกครองเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องรับฟังและปฏิบัติตาม และเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องใช้เวลาตรงนี้ กลับมาทบทวนว่า เป็นอย่างไร มีอะไรผิดพลาด เพราะอยู่ๆศาลจะมาสั่งคุ้มครองคงไม่ได้ แต่มีการไต่สวนสอบถามก่อนแล้ว  ซึ่งศาลคงได้ตัดสินโดยการใช้ดุลยพินิจวินิจฉัย และคำสั่งศาลปกครองที่ออกมานั้น น่าจะมีส่วนช่วยลดกระแสได้ เพราะต้องชะลอการดำเนินการ อาจทำให้สถานการณ์คลี่คลายขึ้น เพียงแต่ยังมีประเด็นความรู้สึกที่มีต่อรัฐบาลเท่านั้นเอง ส่วนการดำเนินการนั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่รู้รายละเอียดดีทั้งหมด สามารถชี้แจงได้ว่าเจตนาคืออะไร หากทำไปแล้วจะเกิดหรือไม่เกิดผลกระทบอย่างไร และจะชี้แจงสิ่งที่ประชาชนหวาดกลัวอย่างไร คิดว่าน่าจะใช้ช่วงนี้ทำความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลแสดงความเป็นห่วงเรื่องเขาพระวิหาร ในระหว่างการประชุมร่วมกับนายกฯ ก่อนโลงมติไว้วางใจนายกฯและ 7 รัฐมนตรีอย่างไรนั้น นายสมศักดิ์กล่าวว่า พรรคร่วมรัฐบาลห่วงเรื่องนี้ พรรคชาติไทยก็ห่วงและคิดตรงกัน เพราะได้ฟังข้อมูลการอภิปรายของฝ่ายค้าน ซึ่งถือว่ามีปมประเด็นรวมทั้งข้อมูลจาก เสียงสะท้อนต่างๆทั้งจากสังคม นักวิชาการ ที่ติติง  รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยต้องฟัง เพราะเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องตระหนักด้วย ก็ได้ให้ข้อสังเกตนายกฯไป นายกฯก็รับในสิ่งที่เกิดขึ้น และออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าตรงไหนไม่ถูกต้องก็แก้ไขได้ ทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนได้

"อย่าว่าแต่เรื่องเขตแดนเลย พรรคร่วมรัฐบาลพูดในภาพกว้าง ภาพรวมว่า ทั้งหมดเป็นอย่างไร เราต้องละเอียดรอบคอบเรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้ส่งผลกระทบในอนาคต ต่อกรณีที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ยังพิพาทกันอยู่ และถ้ามีความเป็นห่วงในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ก็ให้ไตร่ตรองให้รอบคอบ" นายสมศักดิ์กล่าว

"สุวิทย์" ย้ำนายกฯรับปากแก้ไข

 นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า  ในการหารือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับนายกฯก่อนลงมติไว้วางใจนั้น นายกฯพูดชัดเจนว่า อะไรที่มีปัญหาต้องแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเขาพระวิหาร ที่พรรคร่วมรัฐบาลเป็นห่วง ตนได้เสนอในที่ประชุมครม.ว่า มติครม.ต้องเขียนให้ชัดเจนว่า ไม่มีผลกระทบต่อมติครม.ปี 2505 และหนังสือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่แสดงเจตจำนงไปยังองค์กรระหว่างประเทศ และสหประชาชาติ จะต้องไม่ไปละเมิดหรือเกี่ยวข้องกับอธิปไตยและดินแดนไทย อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่เห็นมติครม.ที่ให้ไปแก้ไขใหม่

ผบ.สส.โล่งทำไทยไม่เสียดินแดน

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า คำสั่งศาลปกครองเป็นแนวทางที่ดี และยึดถือข้อเท็จจริงเป็นหลักในการวินิจฉัย อย่างน้อยเราก็ไม่ขาดทุนอะไร ผู้สื่อข่าวถามว่คำสั่งศาลปกครองเช่นนี้ทำให้ไทยไม่ขาดทุนและไม่เสียดินแดนใช่หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า น่าจะไปสู่จุดนั้น ทั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องกำไรขาดทุน แต่ถ้ากัมพูชามาทำร่วมกับไทย หากชักชวนได้ก็จะเป็นเรื่องดีเกิดผลดีต่อทั้งสองประเทศ อย่างน้อยก็เรื่องความสัมพันธ์ที่ดี เมื่อถามว่า รัฐบาลควรพิจารณาตัวเองที่มีมติ ครม.ออกมาเช่นนี้หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า เป็นทหารไม่ควรพูด ปล่อยให้ประชาชนพูดดีกว่า ความจริงตนก็เป็นประชาชนแต่สวมหมวกทหารอีกใบ ดังนั้น คงไม่เหมาะสมที่จะพูด แต่เชื่อว่าครม.เป็นผู้ใหญ่แล้วรู้ปัญหาดี

"เปรม" ชม "ปฐมพงษ์" ทำเพื่อแผ่นดิน

ด้าน พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวถึงการทำหนังสือถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ รวมถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพ เพื่อคัดค้านการที่รัฐบาลลงนามร่วมแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชาให้เขาพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกว่า พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรี เป็นเพื่อนน้องชายตน ซึ่ง พล.ร.ท.พะจุณณ์ บันทึกข้อความมาว่า พล.อ.เปรม รับทราบแล้ว และขอขอบคุณพร้อมทั้งเขียนมาว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่ง ก็เข้าใจแล้วว่าตนทำในสิ่งที่ถูกต้อง การที่มีการพาดพิงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พาดพิงดินแดน เราเป็นทหารของชาติต้องทำทันที แล้วใครก็ตามที่สั่งห้ามทำ เพราะจะผิดวินัย คนที่สั่งห้ามคือคนผิดร้ายแรงตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ คือผิดร้ายแรงต่อการถวายสัตย์ปฏิญาณ และกรณีที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศออกมาอ้างแผนที่ 1 ต่อ 50,000 ว่า เป็นการปักปันเขตแดน ซึ่งท้ายแผ่นที่เขียนว่าเป็นเรื่องใช้ทางทหาร ตนทำงานตรงนี้รู้ดีว่ามาอ้างกันไม่ได้

เมื่อถามว่า การออกมาแสดงจุดยืนความเห็นเช่นนี้อาจมีหลายฝ่ายมองว่า พล.อ.เปรม อยู่เบื้องหลังหรือมีเสียงกระซิบจากใคร พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า ต้องดูประวัติการทำงานของตนว่าเป็นอย่างไร หลากหลายความคิดเกิดได้ แต่กล่าวหาใครต้องให้ความเป็นธรรม การออกมาแสดงจุดยืนความเห็นนี้ เกิดจาก 2 เรื่อง คือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเรื่องเขาพระวิหาร ใครที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ถือว่าคิดตรงกันที่ไม่ต้องการให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้

เมื่อถามว่า อยากเสนอการดำเนินการเรื่องเขาพระวิหารต่อนายนพดลอย่างไร พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องไปทำประชาพิจารณ์ เพราะเรื่องใหญ่ขนาดนี้ไม่เป็นเป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่ง แต่คนทั้งชาติต้องรับรู้ การที่ตนทำหนังสือถึงทุกฝ่ายทั้งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และประธานวุฒิสภา เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้สับสน ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 70 ระบุถึงความมีเสรีภาพและมาตรา 17 ให้หน้าที่ทหารอยู่ ซึ่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างปฏิญาณต่อหน้าธงชัยเฉลิมพล และยังเป็นผู้กล่าวนำในรายละเอียดว่าทหารควรทำอย่างไร ควรปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงออกอย่างเสรี ยืนยันและแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว และได้กราบเรียน พล.อ.เปรม ตนเคยอ่านเอกสารของมูลนิธิรัฐบุรุษที่ พล.อ.เปรม แจ้งจำนง คือ การตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน มีใจความหนึ่งว่าเราเป็นทหารของชาติ ทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เท่านี้ก็แสดงให้เห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกับตน

"นิธิ" ชี้ "นพดล" กร่าง-ต้องลาออก

นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า รัฐบาลต้องเชื่อฟังคำสั่งศาลปกครอง โดยทำหนังสือแจ้งไปยังยูเนสโก้ว่า รัฐบาลไทยจะถอนคำสนับสนุนกัมพูชา ซึ่งเชื่อว่าทันก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก แต่ปัญหาคือ จะต้องเจรจาอย่างไรไม่ให้ไปกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือให้กระทบน้อยที่สุด ซึ่งต้องไปวิ่งเต้น จัดการเจรจากันเอง โดยใช้เส้นสายรัฐบาลสมเด็จฮุนเซ็น เพื่อจะขอให้ไทยได้ถอนการสนับสนุน เมื่อถอนแล้วก็อาจกระซิบบอกกัมพูชาว่า ไม่ค้าน

นายนิธิ กล่าวว่า นายนพดล  ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศ ทำผิดเรื่องนี้โดยเฉพาะวิธีดำเนินการ ที่คิดว่าเป็นเรื่องเล็กสามารถจัดการได้ ต้องให้ตัวเองพูดคนเดียว และมีท่าทีที่กร่างเกินไป นอกจากนี้ โดยมารยาทแล้ว เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งเช่นนี้ออกมา นายนพดล ควรลาออก แต่ไม่แน่ใจว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะคิดอย่างไร แต่หากจะอยู่นาน ต้องปรับนายนพดลออก  ถ้าไม่เอาออก รัฐบาลก็มีชนักติดหลังหนักขึ้น
 นายนิธิ กล่าวว่า รัฐบาลควรยื่นเรื่องนี้การขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกันของสองประเทศ และอย่าเอาปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไปเกี่ยว เพราะจะไปกระทบเรื่องเขตแดน ดังนั้น ควรจะจัดการร่วมกัน 

กลุ่มต้านจ่อปากทางชุมชนเขมร

เมื่อเวลา 16.15 น. ที่จ.ศรีสะเกษ กลุ่มเดินธรรมยาตราคัดค้านการนำปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งปักหลักประท้วงที่บริเวณผามออีแดง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ มาได้ 7 วัน ได้เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่ประตูทางเข้าเยี่ยมชมปราสาทพระวิหาร โดยมีองค์กรพันธมิตรในจ.ศรีสะเกษ นำมวลชนเข้าร่วมประมาณ 200 คน แม้จะถูกสกัดจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร แต่ก็สามารถเดินทางไปปักหลักบริเวณเส้นทางสู่ปราสาท ห่างจากประตูเหล็กที่กัมพูชาปิดไว้ประมาณ 500 เมตร

นายสมาน ศรีงาม แกนนำกลุ่มเดินธรรมยาตรากล่าวว่า วันนี้คงต้องยุติเพียงเท่านี้ก่อน ส่วนวันต่อไปจะเข้าไปในตลาดชุมชนที่ชาวกัมพูชามาปักหลักค้าขาย เพื่อจะไปบอกว่ารัฐบาลไทยกำลังจะผลักดันออกไป เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นผืนแผ่นดินไทย

วันเดียวกัน ที่จ.นครราชสีมา นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ประธานสมัชชาประชาชนอีสาน 19 จังหวัด นำมวลชนถือป้ายทวงคืนเขาพระวิหาร เดินไปตามถนนตรงไปยังกองทัพภาค 2 ค่ายสุรนารี เพื่อยื่นจดหมายทวงถามจุดยืนแม่ทัพภาคที่ 2 โดย พ.อ.ชินกาจ รัตนจิตติ ผอ.กองกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 2 ได้มารับจดหมายแทน พร้อมประกาศจุดยืนกองทัพภาคที่ 2 จะรักษาอธิปไตย และไม่ให้ใครมาแบ่งแยกดินแดน
 ที่พิษณุโลก พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประมาณ 100 คน จัดขบวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ พร้อมป้ายโจมตีขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่ทำข้อตกลงสนับสนุนกัมพูชาจดทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก








"บิ๊กจิ๋ว" เปิดใจครั้งแรก เตือนรปห. มักเริ่มที่ดอกไม้แต่จบด้วยก้อนหิน ชม "บิ๊กตู่" เสียสละ (ชมคลิป)
เสื่อมหนัก!! ด.ญ. ม.2 เซลฟี่อวดเปลือย หลังมีเพศสัมพันธ์กับแฟนหนุ่ม แถมบอกอยากท้อง
มท.1ลั่นฟันข้าราชการมหาดไทยเอี่ยวขนของชายแดนผิดกฎหมาย
"ชูวิทย์"เผยชีวิตอดีตส.ส.ต้องทำนา-ปลูกผักกระเฉด รอเงินชดเชยจากรบ. "อย่างน้อย ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย"
"บิ๊กตู่"สั่งเก็บข้อมูลบริษัท"หมอยงยุทธ"หลังกวาดงานรัฐกว่า100ล. หวั่นกระทบภาพปราบโกง
"วิชา มหาคุณ" โบ้ยสื่อพลาด! เขียนข่าวผิด เรื่องขนเงินทุจริตจำนำข้าวซุกนอก
"เจ๊ยุ" ยอมรับโทรคุยกับ "จอม เพชรประดับ" จริง แต่ไม่รู้ว่าถูกสัมภาษณ์ หวั่นกลายเป็นคู่ขัดแย้งบิ๊กตู่
อัยการ ชี้คดี “จำนำข้าว” มีข้อไม่สมบูรณ์ ประชุมคณะทำงานร่วมป.ป.ช.อีกครั้ง 7 พ.ย. นี้
เผยภาพ ปู-ลูกไปป์-พี่แม้ว พบกันที่โตเกียวญี่ปุ่น คาดไม่บินอินเดียแล้ว เลี่ยงประเด็นการเมือง
หนี้เน่าแบงค์พานิชย์เริ่มโผล่! หมดเเรงผ่อนบ้าน-รถ คนไทยรับผลเศรษฐกิจดิ่งลง