จับเข่าคุยผู้นำนักศึกษา 2555 พี่สุริยะใส ฝากมาว่า ทำไม สนนท. รุ่นผมไปเคลื่อนไหวกับเสื้อแดง!!!

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555   เวลา  08:00:00
มติชนออนไลน์


สัมภาษณ์ : พันธวิศย์ เทพจันทร์

 

หลังจากที่กลุ่มนักศึกษาธรรมศาสตร์ออกมาต่อต้านมติฝ่ายบริหารของ มธ. ในการห้ามใช้พื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112

หลายส่วนในสังคมมองว่า พลังนักศึกษากำลังก่อร่างสร้างตัวอีกครั้ง

แต่อีกฝ่ายก็มองว่า นักศึกษากำลังเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายการเมืองเสียเอง

 

รวมไปถึงผู้ใหญ่ในสังคมก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับพลังของนักศึกษา

 

ภาพการต่อสู้ของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยหรือ สนนท. ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่นักศึกษาถูกยกให้เป็นวีรบุรุษในประวัติศาสตร์

 

...แล้วก็ถูกปราบในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 

 

กับภาพพลังนักศึกษาในปี 2555 เป็นเช่นไรแน่ ???

 

รวมถึงจุดยืนทางการเมืองของ สนนท. ว่า เป็นอย่างไรกันแน่

 

วันนี้มติชนออนไลน์ชวนคุยกับ “อนุธีร์ เดชเทวพร”  นักศึกษาปริญญาโท เอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยโมนาช ประเทศออสเตรเลีย อดีตเลขาธิการ สนนท. คนแรกที่ขึ้นเวที นปช. บรรดาแม่ยกเล็กใหญ่รู้จักไปทั่ว

รวมถึงคุยกับ “พรชัย ยวนยี”  นักศึกษาปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะเลขาธิการ สนนท. คนปัจจุบัน ไปพร้อมกัน

 

ตอบทุกประเด็นร้อน ชัดครบทุกข้อสงสัย ที่นี้ที่เดียวกับมติชนออนไลน์
--------

 

 

บทบาทของ สนนท. ตอนนี้เป็นอย่างไร แตกต่างหรือปรับเปลี่ยนไปจากช่วงการชุมนุมที่ราชประสงค์อย่างไร

 

อนุธีร์ :  ในช่วงการชุมนุมที่ราชประสงค์ของคนเสื้อแดงนั้นยังไม่แบ่งแยกออกเป็นกลุ่มแดง นปช. กลุ่มแดงสยาม หรือกลุ่มแดงรักทักษิณ ยังไม่เกิดความซับซ้อนทางความคิดเหมือนปัจจุบัน หลังจากมีการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ก็ทำให้เกิดการแตกเสียงของขบวนการภาคประชาชนในแง่ของยุทธวิธีเพื่อไปถึงจุดหมายเดียวกันคือ ต่อต้านการรัฐประหาร ซึ่งตรงจุดนี้ก็ส่งผลสะเทือนไปยังกลุ่มนิสิตนักศึกษาใน สนนท.เองด้วย ความคิดทางการเมืองที่เป็นหลักการเดียวกันแต่ยุทธวิธีในการไปถึงจุดหมายแตกต่างกัน ก็ไม่ต่างอะไรจากกลุ่มคนเสื้อแดงเองที่ต้องมีการจำเพาะแบ่งแยกกลุ่มกันมากขึ้นว่า เป็นแดงกลุ่มไหน แดงต้องการแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 หรือแดงต้องการไม่ให้มีการแก้กฎหมายอาญามาตรา 112  แล้วในสนนท.เองก็มีเหมือนกัน แต่ในยุคที่ผมเป็นเลขาธิการ สนนท. เป้าหมายของเราคือเคลื่อนขบวนไปพร้อมกับ นปช. นี้คือหลักใหญ่ของเรา

 

พรชัย : ความขัดแย้งทางความคิดภายใน สนนท. เองก็มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยกับแดงสยามบ้าง เห็นด้วยกับแดงนปช.บ้าง ถือเป็นเรื่องปกติที่นิสิตนักศึกษาภายในสนนท. จะต้องมาถกเถียงกันเพื่อหาข้อสรุปว่า     สนนท.จะยืนอยู่บนหลักการไหน แต่เราไม่ได้บ่งบอกตัวตนของตัวเองว่าเป็นแดงนปช.หรือแดงสยามเพราะสุดท้าย สนนท. ก็ยืนอยู่บนหลักการคล้ายกับกลุ่มคนเสื้อแดง มีเป้าหมายเดียวกันคือ ต่อต้านรัฐประหาร หลักการที่ สนนท.ยืนอยู่คือ หลักการประชาธิปไตยซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่แน่นอนว่าภายในสนนท.เอง ก็มีการถกเถียงกันว่า หลักการของเราไปสอดคล้องกับกลุ่มแดงสยามหรือกลุ่มแดง นปช. แต่เหล่านี้มันก็ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้นเพราะในระบอบประชาธิปไตยย่อมมีการถกเถียงกันอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าแม้แต่ สนนท.ในยุค 14 ตุลาคม 2516 หรือ 6 ตุลาคม 2519  ก็มีการถกเถียงกันว่า ระบอบประชาธิปไตยไตยต้องพึ่งพิงอำนาจนอกรัฐธรรมนูญหรือไม่ สุดท้าย สนนท. ก็มาเถียงในหลักใหญ่ก็คือ ประชาธิปไตย
 

ณ ตอนนี้นักศึกษาทุกคนที่มีหลักการสอดคล้องกับกลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่ได้ระบุตัวตนชัดเจนว่า เป็นแดง นปช. หรือเป็นแดงสยาม แต่เวลาที่สนนท.ออกแถลงการณ์อาจจะไปสอดคล้องกับแนวคิดเสื้อแดงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพราะเขามีเหตุผล มีหลักการที่เราสามารถใช้อ้างอิงได้ทั้งสิ้น  ถ้าผมออกแถลงการณ์โดยไร้เหตุผล ปฎิเสธหลักการใหญ่ผมก็ไม่สามารถยืนอยู่ ณ จุดนี้ได้

 

เมื่อถูกคาดหวังจากผู้ใหญ่ที่เคยผ่านบทบาทนักศึกษาเคลื่อนไหวทางการเมืองมาก่อน รู้สึกอย่างไรที่ผู้ใหญ่เหล่านี้คาดหวังใน สนนท. ว่าจะต้องเป็นองค์กรนำในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

 

พรชัย : ด้วยระบบทุนนิยมที่การผลิตนักศึกษาป้อนสู่ตลาด ทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่มีเวลามาคิดถึงเรื่องของประชาชนมากเท่าที่ควร แค่เรียนให้จบสำหรับหลายคนก็ยากแล้ว แถมยังถูกคาดหวังจากครอบครัวอีก จุดนี้เองบรรดานักศึกษาที่มาเคลื่อนไหว มาทำกิจกรรมทางการเมืองหรือเพื่อชนชั้นแรงงานกลับถูกสังคมส่วนใหญ่มองว่า ผิดปกติ  แตกต่างจากยุค 14 ตุลา 2516 ที่นักศึกษาส่วนใหญ่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองกลายเป็นวีรบุรุษในหน้าประวัติศาสตร์ แต่แน่นอนว่าถ้าไม่มีนักศึกษาที่คิดแบบผม คิดแบบคนที่ทำงานเพื่อมวลชนมากกว่าเอาเวลาไปศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้ได้เกียรตินิยม สังคมนี้ก็จะมองไม่เห็นปัญหาอะไรเลย เรื่องผิดปกติก็จะถูกเพิกเฉยไปเสียสิ้น แม้คนที่คิดแบบผมจะมีน้อยแต่ก็ควรมีอยู่  หลายสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม บางกลุ่มมองว่า มันเป็นสิ่งสวยงาม แต่พวกผมก็จะออกมาประกาศว่า ไม่ใช่นะ เรากำลังโดนหลอกอยู่ แล้วนี่ก็เป็นเรื่องปกติในสังคมที่มีความหลากหลายในการมองเหรียญ

 

อนุธีร์ : เรามองความผิดหวังของผู้ใหญ่ได้ 2 อย่างคือ ประการแรกที่สะท้อนมาจากรุ่นพี่ สนนท. ด้วยกัน อย่างพี่สุริยะใส(กตะศิลา)ก็ฝากคนมาสะท้อนให้ผมฟังว่า  ทำไม สนนท. รุ่นผมไปเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนเสื้อแดง ต้องมาทบทวนบทบาทตัวเองไหม ประการที่สองคือ ผู้ใหญ่ทั่วไปในสังคมที่ยกเอาบริบทของนักศึกษาในช่วง 14 ตุลาคม 2516 มาเปรียบเทียบกับพวกเรา แล้วก็รู้ผิดหวังว่า ทำไมจำนวนนักศึกษาจึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  แต่ในปัจจุบันบทบาทของนักศึกษาในฐานะนำได้หมดลงไปแล้ว  ในยุค 14 ตุลาคม 2516 ที่นักศึกษาเป็นบทบาทนำในการเคลื่อนไหวทางการเมืองก็เพราะความตื่นตัวของประชาชนเกี่ยวกับประชาธิปไตยยังถูกกดทับไว้ด้วยการศึกษาที่รวมศูนย์และประชาธิปไตยแบบครึ่งใบอยู่  นักศึกษามีความรู้เรื่องประชาธิปไตยมากกว่าจึงสามารถปลุกพลังมวลชนได้  เป็นขบวนนำประชาชนออกมาต่อสู้เรียกร้องความอยุติธรรมในสังคม
 

แต่ในปัจจุบันเราแยกระหว่างนักศึกษากับประชาชนไม่ได้แล้วเพราะนักศึกษาก็คือประชาชนที่กำลังเรียนอยู่ สังคมไทยตอนนี้อยู่จุดที่พลังมวลชนสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว ไม่ต้องการมีใครนำ ไม่ต้องมีแกนนำทางความคิดอีกต่อไป การเคลื่อนไหวของ สนนท. เองก็เคลื่อนไหวในฐานะประชาชนคนไทยกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ผมคิดว่านักศึกษาที่จะขับเคลื่อนทางการเมืองจะต้องมองประชาชนและนักศึกษาอยู่ในระดับเดียวกัน  ผู้ใหญ่เองก็ควรจะมองว่านักศึกษาก็อยู่ระดับเดียวกับประชาชน ทุกคนสามารถนำไปพร้อมกันได้หมด

 

การเมืองก็มีเรื่องสี สนนท.เอง ก็มีความแตกแยกทางความคิด ในช่วงก่อนปี 2549 ก็ไปขึ้นเวทีพันธมิตร ตอนราชประสงค์ก็ไปขึ้นเวทีเสื้อแดง แล้วสุดท้ายจุดยืนทางการเมืองของ สนนท. อยู่ตรงไหน

 

อนุธีร์ : จุดยืนเปลี่ยนไปตามยุคสมัย การเวลาเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองก็ต้องเปลี่ยน แต่ต้องดูว่าการปรับเปลี่ยนจุดยืนของ สนนท. ต้องดูว่าปรับเปลี่ยนไปทางไหน เข้าข้างเผด็จการหรือหันไปทางประชาธิปไตยมากขึ้น ผมเคยไปคุยกับรุ่นพี่ สนนท. ยุคที่ขึ้นเวทีพันธมิตรต่อต้านการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เพราะกระแสสังคมไทยตอนนั้นยังไม่มีบริบทของการเรียกร้องนายกรัฐมนตรีมาตรา 7  หรือการรัฐประหารเกิดขึ้น ต่อมาฝ่ายนี้ก็เริ่มชูสองประเด็นดังกล่าวซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย ทางสนนท.ก็มาคุยกันว่า จะขึ้นเวทีหรือสนับสนุนกับกลุ่มพันธมิตร ต้องยอมรับว่าช่วงนั้นฝ่ายนักศึกษาใน สนนท.เอง กลุ่มหนึ่งก็มีความใกล้ชิดกับเอ็นจีโอสายพันธมิตร

 

อีกกลุ่มหนึ่งก็มีความใกล้ชิดกับเอ็นจีโอสาย นปช. เหล่านี้ทำให้เกิดปฎิกิริยาแตกแยกกันข้างในมากขึ้น  พอเกิดการรัฐประหาร 2549 สนนท.ก็มาถกเถียงกันอย่างหนักว่า จะมีจุดยืนอย่างไร ท้ายที่สุด กลุ่มนักศึกษาที่ต่อต้านการรัฐประหารก็กุมเสียงข้างมากใน สนนท. ทำให้บทบาทของนักศึกษาที่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรลดบทบาทตัวเองลงไปในที่สุด หลังจากนั้น สนนท. ก็มีจุดยืนเคลื่อนไหวเพื่อต้านรัฐประหารมาโดยตลอด แม้หลายครั้งหลังรัฐประหาร สนนท. ยังไม่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า อยู่ฝ่าย นปช. เพราะกลัวถูกกล่าวหาว่าเลือกข้าง แต่นักศึกษาส่วนใหญ่ใน สนนท. ก็ไปเคลื่อนไหวกับกลุ่ม นปช. แบบปัจเจกบุคคลแทบทั้งสิ้น พอผมมาเป็นเลขาธิการ สนนท. ก็เสนอให้ เราเลือกข้าง แสดงจุดยืน ขึ้นเวทีของ นปช. เลย สุดท้ายข้อเสนอของผมนี้ก็ถูกโหวตให้ชนะ

 

พรชัย : สนนท.จะเคลื่อนไหนกับกลุ่ม นปช.ด้วยหรือไม่นั้นก็ดูว่า นปช.กลุ่มนั้นขับเคลื่อนเรื่องอะไร ดูเป็นเรื่อง ๆ ไป ถ้าขับเคลื่อนเรื่องป้องกันการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เราก็ไม่ไป เพราะตอนนี้ สนนท. ชัดเจนแล้วว่า กำลังขับเคลื่อนไปพร้อมกับ ครก.112 เพื่อแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112  

 

เมื่อ สนนท. ออกแถลงการณ์หลายครั้งจะมีท่าทีเห็นด้วยกับ แนวคิดของกลุ่มนิติราษฎร์ จุดยืนเดียวกับ นปช. กลัวสังคมตีตราว่า เลือกข้างไหม

 

พรชัย : ถ้าไม่เลือกข้างสุดท้าย สนนท. จะทำอะไรไม่ได้เลย  แนวคิดทางการเมืองของสังคมไทยมันเป็นเส้นขนานออกเป็นสองเส้นชัดเจน  สังคมตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว  การเลือกข้างของ สนนท.เอง ก็เป็นการยอมรับจากคณะกรรมการภายใน สนนท. มีการโหวตทุกครั้งก่อนออกแถลงการณ์ใด ๆ  แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่ สนนท.จะคุยหรือโหวตเรื่องใดนั้นก็ต้องดูวัตถุประสงค์ของ สนนท.ที่ดำรงมามากกว่า 30 ปีว่า วัตถุประสงค์ของ สนนท. คืออะไร ถ้ามีนักศึกษาคนไหนมาเสนอให้โหวตเข้าข้างกลุ่มเผด็จการประเด็นมันก็ต้องตกไปเพราะมันไม่เป็นประชิปไตย

อนุธีร์ : เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ถ้าองค์กรไหนยึดหลักเหล่านี้ โดยใจสุจริตแห่งความเป็นประชาธิปไตยเราต้องเลือกข้างในแนวคิดแบบนี้ทั้งสิ้น

 

กลุ่มนิสิตนักศึกษาต่าง ๆ ที่ก่อตั้งขึ้นโดยมีเป้าเดียวกันคือ ต่อต้านเผด็จการ เหตุใด สนนท. จึงไม่แสดงบทบาทนำในการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือเป็นองค์กรนำให้กับกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในเป้าหมายเดียวกัน

 

พรชัย : ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละกลุ่มจะลงมือเคลื่อนไหวกันในประเด็นไหน มีหลายประเด็นในสังคมที่ให้กลุ่มกิจกรรมนักศึกษาได้เคลื่อนไหวกัน ตั้งแต่เรื่อง กฎหมายอาญามาตรา 112 การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ หรือแม้แต่การจัดเสวนาเรื่อง เราจะจัดงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ไปทำไม  อย่างประชาคมจุฬาฯ ลงไปจับประเด็นเรื่องเราจัดงานบอลไปทำไม กลุ่มประชาคมจุฬาฯ ก็ต้องเป็นองค์กรนำในการจัดเสวนา เตรียมเอกสารข้อมูลและเชิญวิทยากร หรือเรื่องการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 สนนท.ก็เป็นบทบาทนำ ถ้าสนนท. เป็นบทบาทนำเสียหมดก็จะลำบาก บางเรื่องเราก็ไม่มีข้อมูลหรือกำลังคนมากพอที่จะไปนำได้ ต้องปล่อยให้กลุ่มอื่นมีอิสระ มีบทบาทนำในตัวเองด้วย ถ้า สนนท. ทำเอง แสดงตัวเป็นบทบาทนำเสียหมดเราก็ไม่ต่างจากกลุ่มเผด็จการทางความคิด

 

อนุธีร์ : บทบาทนักศึกษาหมดยุคการนำแบบรวมศูนย์แล้วเพราะกลุ่มนักศึกษาก็มีความหลากหลาย เหมือกับ นปช.เอง ก็มีความคิดแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไป  ภาคประชาชนเองไม่จำเป็นต้องไปผูกมัดตัวเองว่า ต้องเป็นแดงสยาม เป็นแดง นปช. หรืออะไรทั้งสิ้น อยู่ที่เราจะหยิบยืนหลักการไหนของกลุ่มใดมาใช้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดเสรีภาพ เสมอภาพและภราดรภาพได้มากที่สุด สนนท. และกลุ่มกิจกรรมทางการเมืองกลุ่มอื่น ๆ ของสังคมนักศึกษาก็เช่นเดียวกัน อาจจะมียุทธวิธีในการไปถึงจุดหมายต่างกันแต่ทุกกลุ่มมีเป้าหมายเดียวกัน ด้วยความแตกต่างทางความคิดไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่ยุทธวิธีในการไปถึงจุดหมายจะต่างกัน

 

ในสมัยก่อนขบวนการประชาธิปไตยหรือขบวนการภาคประชาชนจะมีลักษณะรวมศูนย์ ต้องมีแกนนำหรือองค์กรนำเป็นเพื่อชี้นำทิศทางเนื่องด้วยเทคโนโลยีไม่เอื้ออำนวย แต่สมัยปัจจุบันเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารรวดเร็วมาก ไม่ต้องมีใครคนหนึ่งมานัดหมายอีกต่อไป แต่ละฝ่ายสามารถส่งข่าวสารกันได้อย่างทั่วถึง มีการเปิดกว้างมากขึ้น เราสามารถแยกตัวเพื่อตีได้ แต่อาจจะมีความยืดหยุ่นกันบ้าง เช่น สนนท. เป็นบทบาทนำในบางเรื่องเพื่อให้เกิดการสั่งงานอย่างมีประสิทธิภาพช่วยเหลือกันได้ บางเรื่องกลุ่มประชาคมจุฬาฯ หรือกลุ่มเสรีธรรมศาสตร์จะเป็นบทบาทนำแล้ว สนนท. มาให้ความช่วยเหลือก็ได้ แต่ลักษณะของการรวมศูนย์มาที่ สนนท. มันหมดยุคไปแล้ว

 

สนนท. ออกแถลงการณ์ขึ้นมาเรื่องหนึ่ง แน่นอนว่าภาพลักษณ์ของ สนนท.คือตัวแทนของนักศึกษาทั่วประเทศ แต่ถ้าเป็นแถลงการณ์ทางการเมืองก็จะมีฝ่ายออกมาต่อต้านว่า เหมารวม รู้สึกอย่างไร

 

พรชัย : คงจะถามกลับไปว่า ได้อ่านแถลงการณ์ของเราหรือไม่ว่าเราได้ละเลยหลักการของระบอบประชาธิปไตยในส่วนไหนไปบ้าง  ทุกคนมีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ของ สนนท. แต่เราต้องมาคุยกัน อยากให้มามีส่วนร่วมด้วยกัน มาพูดกัน ผมมองว่าเป็นประโยชน์กว่าไม่ทำอะไร

 

อนุธีร์ : นี่เป็นคำกล่าวหาที่โดนมาทุกยุคทุกสมัย  โดยตัว สนนท.เองในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานไม่สามารถอ้างตัวว่า เป็นตัวแทนของนักศึกษาได้จริง อาจจะเป็นตัวแทนในวงที่กว้างขึ้น มีตัวแทนจากหลายฝ่ายหลายมหาวิทยาลัย ตอน 14 ตุลาคม 2516  สนนท. ไม่เคยถูกกล่าวหาว่าเหมารวมเพราะบริบทความขัดแย้งทางสังคมไม่แหลมคมและซับซ้อนเท่ากับสมัยนี้  การประกาศจุดยืนของ สนนท. สมัยนั้นจึงไม่มีปัญหา แต่ใครไม่รู้บ้างว่าความขัดแย้งทางสังคมตอนนี้มันมีสูงมาก สถาบันครอบครัวอาจจะแตกได้ในเรื่องการเมืองสมัยนี้เลยทีเดียว อีกทั้ง สนนท.เอง ก็ไม่เคยประกาศตัวเลยว่าเป็นตัวแทนของนักศึกษา

 

สังคมไทยมีตัวแทนสมาคมต่าง ๆ มากมายที่ไม่เคยเป็นตัวแทนของกลุ่มใดกลุ่มนั้นจริง ๆ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยก็ไม่เคยเป็นตัวแทนของนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ทำไมสังคมไม่กล่าวหาแถลงการณ์ที่ออกโดยสมาคมดังกล่าวว่า เหมารวมบ้าง ไม่มีใครสามารถอ้างได้เลยว่า เป็นตัวแทนของใครเลยถ้าไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจากฐานมวลชนนั้น