“ปกป้อง ศรีสนิท”:โทษประหารกับผู้ค้ายาเสพติดและสิ่งที่ “ท่านเฉลิม” ต้องรับฟัง

วันที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2555   เวลา  06:47:09
มติชนออนไลน์


สัมภาษณ์ : พันธวิศย์ เทพจันทร์ 




โพลหลายสำนักต่างฟันธงตรงเป้า  “ผลงาน 1 ปีของรัฐบาล”



คือเรื่องการปราบปรามยาเสพติด



จนล่าสุด ร.ต.อ.เฉลิม  อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ดูแลงานด้านตำรวจ



เป็น “แม่ทัพหน้า” ต่อกรกับพ่อค้ายาเสพติดเห็นว่า แม้จับได้เยอะแต่ก็จับไม่หมดเสียที



จึงชู “แนวคิดใหม่” สวนกระแสสิทธิมนุษยชน



ลดระยะเวลาให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยคดียาเสพติดเร็วขึ้นจาก 60 วันเหลือ 15 วัน



เพื่อ “เชือดไก่ให้ลิงดู” เน้นนโยบาย “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” ลดจำนวนผู้ต้องหาคดียาเสพติด



จะได้ไม่ต้องไปค้าขายกันในเรือนจำ



แม้เสียงต่อต้านจากนักสิทธิมนุษยชนจะมีอยู่พอสมควรแต่ในมุมนักกฎหมายยังไม่ค่อยได้ยินนัก



“มติชนออนไลน์” ถือโอกาสสัมภาษณ์ “ปกป้อง ศรีสนิท” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ.



ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอาญาเป็นทนายฝ่ายโจทย์คดีเยาวชนหญิงขับรถตู้โดยสารธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต-จตุจักร



บนทางด่วยโทลเวย์จนทำให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสียชีวิต 9 ราย



ลองมารับฟังและรับชมมุมมองของนักกฎหมายอาญาต่อแนวคิด “รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง”


................




-มองแนวคิดการลดระยะเวลาให้ประหารชีวิตเร็วขึ้นต่อจำเลยคดีค้ายาเสพติดอย่างไร



รัฐบาลคงมีนโยบายที่จะข่มขู่เพื่อไม่ต้องการให้มีพ่อค้ายาเสพติดเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงต้องการลดระยะเวลาให้ประหารชีวิตเร็วขึ้น แน่นอนว่ารัฐบาลสามารถลดระยะเวลาเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมให้ประหารชีวิตเร็วขึ้นได้เพราะโทษประหารชีวิตเป็นหนึ่งในโทษห้าสถานของคดีอาญา 

               




-มีปัจจัยอื่นที่สามารถยับยั้งอาชญากรไม่ให้กระทำความผิดนอกเหนือจากการเพิ่มโทษสูงหรือไม่



การยับยั้งอาชญากรการป้องกันไม่ให้เกิดการค้าขายยาเสพติดนั้นไม่ได้เกิดจากการเพิ่มโทษเพียงอย่างเดียวปัจจัยในการตัดสินใจทำผิดหรือไม่ทำผิดของมนุษย์นั้นย่อมมีเหตุผลคือ เขาต้องรู้สึกได้ประโยชน์มากกว่าสูญเสีย



ตรงกันข้ามถ้าผู้ที่คิดจะค้ายาเสพติดรู้สึกว่า การกระทำของเขามีความสูญเสียมากกว่าผลประโยชน์ที่จะได้จากการค้ายาในครั้งนี้เขาก็จะไม่ทำ เพราะฉะนั้นมาตรการยับยั้งไม่ให้เกิดอาชญากรพ่อค้ายาเสพติดก็คือต้องทำให้เขารู้สึกว่า สิ่งที่เขากำลังจะทำมีความสูญเสียมากกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ



แน่นอนการลงโทษประหารชีวิตก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกสูญเสียมากกว่าได้ แต่มันไม่ได้มีปัจจัยนี้ปัจจัยเดียวมันยังมีอีกหลายปัจจัยเช่นโอกาสที่อาชญากรหรือผู้ค้ายาเสพติดจะถูกจับกุมมีสูงขึ้นแล้วปัจจัยนี้ยังสำคัญกว่าการเพิ่มโทษให้แรงขึ้นเสียอีก 



พ่อค้ายาเสพติดส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่า ถ้าขายยาเสพติดขนาดเท่านี้ จำนวนหลายล้านเม็ดก็จะถูกดำเนินคดีประหารชีวิต แต่ถ้าเขามั่นใจว่าการค้าหรือขนยาเสพติดครั้งนี้เขาจะไม่ถูกจับ เขามีแบ๊กอัพดี ซื้อกระบวนการยุติธรรมสามารถล้มคดีได้ โทษประหารชีวิตแทบจะไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่เขาเล



ปัจจัยหลักที่จะยับยั้งอาชญากรตามหลักกฎหมายอาญาไม่ได้อยู่ที่บทลงโทษที่อยู่แรงแต่อยู่ที่โอกาสในการดำเนิคดีกับผู้กระทำความผิดทำอย่างไรจะให้เกิดการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างตรงไปตรงมาทำอย่างไรจะยุติการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ต่างหากที่จะเพิ่มการยับยั้งอาชญากรไม่ให้กระทำความผิดเมื่อทำได้แบบนี้โทษประหารชีวิตอาจไม่จำเป็นเลย




 


-ยังมีปัจจัยใดอีกที่ทำให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดรู้สึกถึงสิ่งที่ต้องสูญเสียมากกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ




การขนยาครั้งหนึ่งอาจได้เงินหลายล้านบาท แน่นอนผู้ที่คิดจะกระทำความผิดส่วนใหญ่มองว่าเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่าดังนั้นอีกมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลควรทำคือการริบทรัพย์ผู้กระทำความผิดอย่างจริงจังปราบปรามขบวนการฟอกเงินผู้ค้าขายยาเสพติดได้เงินมาเท่าไรริบให้หมดหรือริบมากกว่านั้นถ้ารัฐบาลทำสองปัจจัยนี้ได้โทษประหารชีวิตไม่จำเป็นเลย





 

-มองโทษประหารชีวิตกับคดียาเสพติดอย่างไร เหมาะสมหรือไม่กับสังคมโลกปัจจุบัน




ปัจจุบันนี้ครึ่งหนึ่งของประเทศทั้งหมดยกเลิกโทษประหารชีวิตไปหมดแล้วในบรรดาประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตให้เหลือโทษสูงสุดก็คือจำคุกตลอดชีวิตเหตุผลก็เพราะโทษประหารชีวิตเป็นโทษที่ไม่สามารถเยียวยาได้หากเกิดความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม 



ถ้าศาลจับแพะรับบาปแล้วพิพากษาแพะตัดสินประหารชีวิต ต่อมาข้อเท็จจริงปรากฎว่า ผู้ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้วเป็นผู้บริสุทธิ์รัฐก็ไม่สามารถคืนชีวิตบุคคลนั้นให้กลับคืนมาได้ โดยส่วนใหญ่ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตคือกลุ่มสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย แคนาคา เป็นต้น



ส่วนประเทศที่มีโทษประหารชีวิตอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาแล้วก็ประหารจริง ๆ อย่างประเทศไทยก็มีเหตุผลเพราะต้องการข่มขู่ผู้กระทำความผิดและในความผิดบางฐานเช่นข่มชืนแล้วฆ่า ความผิดฐานฆาตกรรมก็จะมีการตั้งคำถามว่าฆาตกรมีสิทธิอะไรไปเอาชีวิตผู้บริสุทธิ์ดังนั้นรัฐก็ต้องเอาชีวิตฆาตกรคนนั้นกลับคืนมา



ซึ่งเหตุผลแบบนี้กลุ่มประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วก็ไม่สามารถให้เหตุผลได้เช่นกันถ้าเกิดประชาชนเรียกร้องให้ฆาตกรชดใช้ชีวิตคืนให้ผู้บริสุทธิ์ที่ได้พรากเอาชีวิตไปหลายครั้งในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุโรปเป็นพันเป็นหมื่นโทษสูงสุดก็คือจำคุกตลอดชีวิตเท่านั้นซึ่งความสมเหตุสมผลในการลงโทษมันก็ไม่มีแต่ประเทศไทยสามารถตอบความสมเหตุสมผลของโทษนี้ได้



ผมมองว่าโทษประหารชีวิตเหมาะสมกับฆาตกรเพราะฆาตกรไปเอาสิทธิอะไรเอาชีวิตผู้อื่นโดยเจตนาดังนั้นรัฐจึงมีสิทธิเอาชีวิตฆาตกรผู้นั้น



แต่การค้ายาเสพติดแม้ความรุนแรงจะมากมายต่อสังคมจริง แต่บทลงโทษกับการกระทำมันไม่ได้สัดส่วนกันตามหลักการ แล้วประหารชีวิตผู้ค้ายาเสพติดอาจไม่ได้ประโยชน์อะไรก็ได้ด้วยเหตุผลที่กล่าวไป ลองประหารชีวิตพ่อค้ายาเสพติดร้อยคนพันคนสิ ผมเชื่อว่าขบวนการค้ายาเสพติดก็ไม่หายไปไหนถ้าปัจจัยที่ผมกล่าวไปทั้งหมดยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้






-ฝ่ายรัฐบาลบอกว่าถ้าไม่ประหารชีวิตพ่อค้ายาเสพติดก็จะทำให้กลุ่มคนพวกนี้ไปค้ายาเสพติดในเรือนจำ  ดังนั้นการประหารชีวิตก็อาจจะช่วยไม่ให้การค้าขายยาเสพติดในเรือนจำได้มองอย่างไร



ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่มีพ่อค้ายาเสพติดในเรือนจำแต่กระบวนการในเรือนจำต่างหากที่มีข้อบกพร่องทำไมมือถือเข้าไปในเรือนจำได้สามารถสั่งยาเสพติดเข้ามาในเรือนจำได้



แล้วกฎเกณฑ์ก็เขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามนำมือถือเข้าไปในเรือนจำแต่ก็ยังนำเข้าไปได้ แสดงว่าเกิดช่องขบวนการทุจริตในเรือนจำ ถ้าไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้ทั้งในและนอกเรือนจำต่อให้ประหารอย่างไรขบวนการค้ายาเสพติดก็ไม่มีวันหมดไป


               



 

-การจับกุมคดียาเสพติดที่มีมากขึ้นส่วนใหญ่ยังอยู่กลุ่มผู้ลักลอบขนยาเสพติดเป็นคนธรรมดาสามัญ เป็นชาวเผ่าแต่ไม่ค่อยปรากฎเป็นพ่อค้ารายใหญ่มีชื่อเสียงสักเท่าไรจุดนี้ทำให้กระบวนการยุติธรรมขาดความน่าเชื่อถือหรือไม่



แน่นอนสิ่งที่เราเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่คือการจับคนตัวเล็ก ๆ แต่ขนยาเสพติดล๊อตใหญ่มากกว่าซึ่งการขนยาเสพติดระดับล้านกว่าเม็ดคงไม่สามารถทำคนเดียวได้ อีกทั้งการตัดสินประหารชีวิตผู้ลักลอบขนยาเสพติดก็เป็นการตัดตอนไม่สามารถซักฟอกไปยังผู้บงการหรือผู้ค้ารายใหญ่ได้



แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือแม้แต่ศาลเองก็มีข้อมูลว่า มีคนที่มีชื่อเสียงเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอยู่จำนวนหนึ่งถ้ากระบวนการยุติธรรมสามารถนำผู้บงการรายใหญ่มาดำเนินคดีได้อาจไม่จำเป็นต้องถึงขั้นลงโทษประหารชีวิตแค่จำคุกเดือนสองเดือนคนเหล่านี้ก็ทนไม่ได้แล้วสังคมก็จะเห็นว่าแม้แต่คนมีชื่อเสียงก็สามารถเข้าเรือนจำถือเป็นการยกระดับกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น




 

-จะทำอย่างไรอย่างที่จะยกระดับความยุติธรรมให้มีความน่าเชื่อถือต่อสังคมมากขึ้น

              


ข้าราชการทั้งหมดมีอยู่สามประเภท ประเภทที่หนึ่งคือประเภทที่ดีโดยสภาพคนกลุ่มนี้ไม่รับสินบนใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ทำหน้าที่สุจริตเพื่อชื่อเสียงและเกียรติยศ คนกลุ่มนี้อย่างไรเสียก็ไม่ทำคอร์รัปชั่นดังนั้นรัฐจะต้องให้ชื่อเสียง รางวัลและการเชิดชูเกียรติยศให้แก่กลุ่มคนเหล่านี้มากขึ้น

              


ประเภทที่สองคือกลุ่มคนที่เลวโดยสภาพถ้าเราให้เงินเดือนผลตอบแทนมากขนาดไหนคนกลุ่มนี้ก็จะรับสินบนเงินใต้โต๊ะอยู่ตลอดเวลามีแนวโน้มที่จะทุจริตโดยตลอดวิธีเดียวที่รัฐจะต้องจัดการคือไล่ออกแล้วต้องดำเนินคดีอาญาด้วยตัดเนื้อร้ายออกจากขบวนการยุติธรรมแล้วห้ามลงโทษแบบลูบปะจมูกเด็ดขาด



ประเภทที่สามก็คือคนที่อยู่กลาง ๆ คนที่เป็นข้าราชการที่ดีทำงานอย่างตรงไปตรงมาแต่เผอิญมีหนี้สินเยอะผ่อนรถผ่อนบ้าน แล้วรายได้หรือผลตอบแทนมีน้อยเกินไปไม่พอจ่ายหนี้ แม้จะอยากเป็นข้าราชการที่ดีแต่ถ้ามีสินบน มีกลุ่มอิทธิพลเข้ามามอบเงินใต้โต๊ะก็ต้องชั่งใจแล้วก็ตัดสินใจรับเพื่อลดภาระหนี้สินเพื่อให้ครอบครัวของพวกเขาอยู่ได้



ดังนั้นคนกลุ่มนี้จึงง่ายต่อการถูกจูงใจให้ทุจริตคอร์รัปชั่นแล้วคนกลุ่มที่สามก็น่าจะมีเยอะที่สุดเพราะฉะนั้นคนกลุ่มนี้จึงถูกจูงใจได้ง่ายมากแล้วกระบวนการยุติธรรมก็ให้เงินกับกลุ่มคนเหล่านี้น้อยเกินไปไม่สอดคล้องกับประเภทที่งานที่เกี่ยวข้องซึ่งง่ายต่อการทำให้เกิดการบิดเบือนรูปคดี



แล้วกลุ่มคนประเภทที่สามมิได้หมายถึงทนายหรืออัยการแต่อย่างใด เพราะพวกเขาได้ค่าตอบแทนที่สูงอยู่แล้ว แต่หมายถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นต้นทางของกระบวรการยุติธรรมเป็นคนแรกที่เข้าไปเผชิญกับคดีอาญา เข้าไปเจอกับคดียาเสพติดที่มีผลประโยชน์มหาศาล



ด้วยเหตุนี้รัฐจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดึงคนกลุ่มที่สามให้พ้นจากกลุ่มอิทธิพล กลุ่มผลประโยชน์ที่ต้องการบิดเบือนหรือแทรกแซงขบวนการยุติธรรม