ทางการจีนเผย ‘นโยบายลูก2คน’ ประสบความสำเร็จอย่างดี เด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้น 1.4 ล้านคน

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อวันที่ 23 มกราคมว่า นายหยาง เหวินจวง เจ้าหน้าที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและการวางแผนครอบครัวของจีน เปิดเผยว่า การตัดสินใจของรัฐบาลที่ยินยอมให้คู่แต่งงานทั้งหมดมีลูกได้ 2 คนแทนที่จะเป็นคนเดียว ส่งผลให้อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา โดยจำนวนเด็กเกิดใหม่ในจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกในปี 2559 อยู่ที่ 17.86 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.4 ล้านคน เมื่อเทียบกับอัตราการเกิดโดยเฉลี่ยระหว่างปี 2554-2558 “ในขณะที่จำนวนประชากรผู้หญิงที่มีอายุอยู่ในวัยที่เหมาะสมจะมีลูกลดลง 5 ล้านคน แต่จำนวนเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนนโยบายวางแผนครอบครัวเหมาะสมกับช่วงเวลาและได้ประสิทธิผลอย่างมาก” นายหยางกล่าว ทั้งนี้ จีนได้ออกแนวปฏิบัติใหม่ในช่วงปลายปี 2558 ที่กำหนดให้คู่แต่งงานทั้งหมดมีลูกได้ 2 คน เนื่องจากเป็นกังวลในเรื่องภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการสนับสนุนประชากรสูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ศก.จีนปี 2559 โต 6.5 เปอร์เซ็นต์ ชะลอตัวสุดในรอบ 26 ปี

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าเศรษฐกิจจีนเมื่อปีที่แล้วขยายตัว 6.5 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 26 ปี ข้อมูลที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 มกราคม แสดงให้เห็นว่าจีนยังต้องการความมีเสถียรภาพมากกว่านี้ในช่วงเวลาที่ภาพรวมยังคงไม่แน่นอนจากการคาดการณ์ว่าอาจเกิดการเผชิญหน้าทางการค้ากับสหรัฐที่นำโดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ โดยหลังจากเริ่มต้นปีอย่างสับสนอลหม่าน ผู้นำจีนสามารถนำพาเศรษฐกิจของประเทศมีอัตราเติบโตสูงที่สุดในรอบ 2 ปีในไตรมาสแรกได้สำเร็จด้วยการใช้มาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม แต่การเปลี่ยนผ่านที่จีนหวังลดพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนภาครัฐและหันมาเน้นไปที่การใช้จ่ายเพื่อบริโภคภายในประเทศ เพื่อให้อัตราการเติบโตมีความยั่งยืน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตชะลอตัวลง แม้จะทำได้ตามเป้าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ แต่ลดลงจากปี 2558 ที่โต 6.9 เปอร์เซ็นต์ และนับเป็นอัตราเติบโตชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา

พบ “ผ้าไหม 8,500 ปี” เก่าแก่ที่สุดในโลกที่จีน

ทีมขุดค้นทางโบราณคดีของจีนตรวจสอบพบร่องรอยที่เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า ผ้าไหมมีใช้กันในจีนตั้งแต่เมื่อ 8,500 ปีก่อนในยุคหินใหม่ (นีโอลิธิค) เก่าแก่กว่าที่เคยคิดกันไว้หลายพันปี ผ้าไหมซึ่งทำจากใยของตัวไหมถือเป็นสินค้าหรูหรามาตั้งแต่ยุคโบราณ และเป็นที่มาของชื่อเส้นทางการค้าระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตกในเวลานั้น ที่เรียกกันว่า เส้นทางสายไหมŽ หรือ ซิลค์โรดŽ เชื่อมต่อทางการค้าระหว่างจีนกับอาณาจักรโรมโบราณ มีการค้นพบความลับในการทอผ้าไหมเป็นครั้งแรกในจีนเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นจีนยังมีตำนานเก่าแก่ที่เล่าถึงที่มาของการค้นพบเส้นไหมว่าเกิดขึ้นจากเหตุบังเอิญเมื่อรังไหมรังหนึ่งร่วงลงไปในถ้วยชามเหสีของจักรพรรดิเหลือง หรือ จักรพรรดิหวงตี้ (กงซุน) ซึ่งปกครองจีนระหว่าง 2696-2598 ก่อนคริสตกาล เหตุดังกล่าวทำให้มเหสีผู้นั้นพบว่าใยไหมจากรังไหมรังนั้น สามารถสาวออกมาได้เป็นใยต่อเนื่องกันไม่ขาดตอนถึง 1 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่าดังกล่าวไม่มีข้อเท็จจริงใดรองรับทำให้นักวิทยาศาสตร์ยังคงเสาะหาที่มาของไหมไม่หยุดยั้ง และในการเข้าไปตรวจสอบวิจัยแหล่งขุดค้นสำคัญทางโบราณคดีที่ เจียหู หมู่บ้านยุคหินใหม่ อายุเก่าแก่ถึง 9,000 ปีอยู่ในพื้นที่มณฑลเหอเฟย ตอนกลางของจีน ทำให้นักโบราณคดีจีนได้หลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่ของการทอผ้าไหมมากยิ่งขึ้นไปอีก แหล่งขุดค้นเจียหูดังกล่าวนี้ เป็นแหล่งโบราณคดีเก่าแก่ที่มีการค้นพบสิ่งของล้ำค่าทางโบราณคดีเป็นจำนวนมาก รวมทั้ง-ขลุ่ยทำจากกระดูกปีกนกกระสา ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้งานได้ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบกันมาในโลก รวมถึงอักขระจีนยุคเริ่มแรก และไหที่บรรจุไวน์ ซึ่งหมักจากข้าวผสมกับน้ำผึ้งและผลไม้ ที่ถือกันว่าเป็นไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน กง เต๋อไข่ นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งจีน ในเหอเฟย ระบุว่าข้อมูลจากตำนานเก่าแก่แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ในบริเวณนี้มีการเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมกันมาเนิ่นนาน มีงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่แสดงให้เห็นว่าพื้นที่เจียหูและบริเวณใกล้เคียงมีอากาศอบอุ่นและชื้น ซึ่งเหมาะกับการเติบโตของต้นหม่อน ที่ตัวไหมใช้ใบของมันเป็นอาหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทีมวิจัยของจีนเก็บตัวอย่างดินจากหลุมศพ 3 หลุมในเจียหูนำมาตรวจสอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีและพบร่องรอยของไหมในดินตัวอย่างจาก 2 […]

นักวิชาการมะกันชี้ ไทยพลาดมหันต์หากเลือกจีนเหนือสหรัฐ

ในงานบรรยายต่อสื่อมวลชนที่จัดโดยสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ที่อาคารจีพีเอฟ ถ.วิทยุ เมื่อวันที่ 17 มกราคม นายเดวิด แชมบอห์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งภาควิชานโยบายจีนของวิทยาลัยเอลเลียต มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ระบุว่าการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเริ่องที่ต้องจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องนโยบายของรัฐบาลสหรัฐชุดใหม่ที่มีต่อจีน และต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในส่วนของนโยบายที่มีต่อจีน นายแชมบอห์ระบุว่า หลายๆ อย่างที่นายทรัมป์เคยประกาศไว้ตอนหาเสียงนั้นทำไม่ได้จริง และบางเรื่องก็เป็นการพูดขึ้นมาเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ซึ่งตนเชื่อว่านายทรัมป์ไม่คิดที่จะทำเช่นนั้นจริง อาทิ การประกาศทำสงครามการค้ากับจีนด้วยการปรับขึ้นพิกัดอัตราภาษีศุลกากร ขณะที่นโยบายที่มีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของนายทรัมป์จะไม่ให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้เหมือนรัฐบาลชุดปัจจุบันของประธานาธิบดีบารัค โอบามาที่กำลังจะพ้นตำแหน่งในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ก็ตาม แต่ตนเชื่อว่า สหรัฐจะเพียงแค่ “เพิกเฉย” ไม่ถึงกับ “ทอดทิ้ง” ไปเลยแต่อย่างใด ดังที่นายพลเจมส์ แมททิส ว่าที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐกล่าวยืนยันไว้ในการบวนการรับรองของวุฒิสภาสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า นโยบายหรือโครงการความร่วมมือต่างๆ ในภูมิภาคนี้จะยังคงมีความต่อเนื่องเหมือนเช่นเดิม นอกจากนี้นายแชมบอห์ยังกล่าวด้วยว่า ถึงแม้ว่ารัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของนายทรัมป์จะไม่ให้ความสำคัญกับภูมิภาคอาเซียนมากเท่ากับนายโอบามา แต่ความสัมพันธ์กับสหรัฐและจีนของชาติในภูมิภาคอาเซียนไม่ใช่เกมการแข่งขันที่ต้องมีผู้แพ้ชนะและไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือก เป็นเรื่องดีที่ชาติในอาเซียนจะมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับทั้งจีนและสหรัฐ อาทิ ไทยที่เป็นพันธมิตรเก่าแก่ยาวนานของสหรัฐ แต่ก็มีความสัมพันธ์ทางการทูต วัฒนธรรม และการค้ากับจีน รวมถึงล่าสุดที่มีการพัฒนาความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงกับจีนได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม นายแชมบอห์ระบุว่า หากชาติอาเซียนประเทศไหนเลือกที่จะ “เล่นไพ่จีน” โดยกระชับความสัมพันธ์กับจีนและละทิ้งสหรัฐไปเลยจะถือเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง […]

เจออีก! จีนเร่งสอบกว่า50โรงงานทำซอสปรุงรสปลอมเลียนแบบยี่ห้อดัง ฟันเงินกว่า515ล้านต่อปี

บีบีซีรายงานเมื่อวันที่ 17 มกราคมว่า ทางการจีนกำลังเร่งสอบสวนโรงงานเกือบ 50 แห่งในนครเทียนจินซึ่งอยู่ห่างจากปักกิ่งออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 120 กิโลเมตร ว่าเป็นที่ผลิตซอสปรุงรสปลอมเลียนแบบยี่ห้อดัง โดยโรงงานดังกล่าวได้ใช้ส่วนประกอบที่ไม่ได้รับอนุญาต อาทิ เกลืออุตสาหกรรมในการปรุงรสซอสถั่วเหลืองไปจนถึงน้ำส้ม ก่อนจะนำไปปิดฉลากยี่ห้อสินค้าขายดีที่รู้จักกันแพร่หลายอย่าง แม็กกี้ คนอร์ และเนสท์เล่ คณะกรรมการอาหารและยาของจีนออกแถลงการณระบุว่าได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปยังนครเทียนจินเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่มีการกล่าวหาแล้ว ทั้งนี้ข่าวระบุว่าศูนย์กลางของการทำซอสปรุงรสปลอมที่เมืองตู๋หลิว ใกล้กับนครเทียนจินแห่งนี้เติบโตต่อเนื่องมามากกว่า 10 ปีโดยไม่เคยถูกตรวจสอบ จนสื่อจีนถึงกับเรียกว่าสถานที่แห่งนี้ถือ เป็น”ฮับ”ของโรงงานซอสปรุงรสปลอมซึ่งมีโรงงานเล็กๆ อยู่เกือบ 50 แห่งในบริเวณย่านที่พักอาศัยซึ่งถูกแปรสภาพให้กลายเป็นโรงงานผลิตซอสปรุงรสปลอมที่สร้างรายได้ถึง 100 ล้านหยวน หรือกว่า 515 ล้านบาทต่อปี ผู้สื่อข่าวและตำรวจท้องถิ่นได้เข้าไปตรวจสอบโรงงานเหล่านี้เมื่อสัปดาห์ก่อนหลังได้รับแจ้งเหตุจากผู้หวังดี ภาพข่าวและวิดีโอที่ถ่ายจากโรงงานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคนงานผลิตและบรรจุซอสปรุงรสในสภาพที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และใช้อุปกรณ์แบบบ้านๆ อาทิ สายยางสำหรับทำสวน นอกจากนี้ยังใช้เกลืออุตสาหกรรมซึ่งไม่ปลอดภัยสำหรับบริโภค และยังใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมาเป็นส่วนประกอบด้วย ปัญหาอาหารปลอมถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กลายเป็นข่าวฉาวอย่างต่อเนื่องในจีนในหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่นมปนเปื้อนที่ทำให้มีเด็กเสียชีวิต 6 ราย และป่วยอีกกว่า 300,000 รายเมื่อปี 2551 ข่าวโรงงานซอสปรุงรสปลอมล่าสุดนี้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วสังคมจีน และทำให้มีการตั้งคำถามมากมายในสื่อสังคมออนไลน์ว่าหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องดังกล่าวควรต้องถูกลงโทษ เพราะคนมากมายต้องได้รับพิษจากผลิตภัณฑ์ปลอมเหล่านี้ ด้านองค์การอาหารและยาของจีนระบุว่าจะเร่งจัดการกับปัญหาการผลิตซอสปรุงรสปลอมเป็นการด่วน และนำเสนอผลการตรวจสอบให้กับสาธารณชนในเวลาที่เหมาะสมต่อไป

‘โจว โหย่วกวง’ผู้คิดค้น’พินอิน’เสียชีวิตแล้ว

เว็บไซต์บีบีซีรายงานว่า นายโจว โหย่วกวง นักภาษาศาสตร์ชาวจีน ผู้คิดค้นการถ่ายทอดเสียงภาษาจีนให้เป็นตัวอักษรโรมัน หรือที่เรียกว่า “พินอิน” จนได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งพินอิน” ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 111 ปี เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน หนึ่งวันหลังจากวันคล้ายวันเกิดของนายโจว ทั้งนี้ นายโจวเกิดในช่วงราชวงศ์ชิง และใช้ช่วงเวลาวัยรุ่นอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะได้เป็นนายธนาคารอยู่ที่สหรัฐ และเดินทางกลับยังประเทศจีนหลังจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะเมื่อปี ค.ศ.1949 โดยนายโจวได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมสร้างระบบการเขียนแบบใหม่ของภาษาจีนขึ้น โดยนายโจวและคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนได้ใช้เวลาถึง 3 ปี ในการพัฒนาพินอินขึ้น ในช่วงทศวรรษ 1950 และรัฐบาลจีนนำมาใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 1958 ซึ่งพินอินได้เปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนภาษาจีนจากเดิมที่เป็นพยัญชนะตัวอักษรจีน เป็นการทับศัพท์ด้วยอักษรโรมันแทน ที่ทำให้ชาวต่างชาติสามารถเขียนอ่านภาษาจีนได้สะดวกขึ้น โดยนายโจวเคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไว้เมื่อปี 2012 ว่า เหตุที่ต้องใช้เวลาถึง 3 ปีในการพัฒนาพินอิน เนื่องจากต้องหาวิธีจัดการกับระบบพยัญชนะของจีนที่มีอยู่เพียง 26 ตัวเท่านั้น ขณะที่ก่อนหน้าที่พินอินจะถูกนำมาใช้ มีชาวจีนถึง 85 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่สามารถอ่านหนังสือได้ แต่ปัจจุบันชาวจีนเกือบทั้งหมดอ่านหนังสือได้ และพินอินได้กลายเป็นระบบการใช้ภาษาที่มีใช้กันทั่วโลกในกลุ่มชุมชนชาวจีน รวมถึงในฮ่องกงและที่ไต้หวัน

จีนเคลื่อนเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าช่องแคบไต้หวัน ยกระดับตึงเครียด2ฝ่าย

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างการเปิดเผยของกระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุเมื่อวันที่ 11 มกราคมว่า เรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิง ซึ่งเป็นลำเดียวที่จีนมีอยู่ในขณะนี้ ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ช่องแคบไต้หวัน เป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกมองว่ามีขึ้นเพื่อแสดงแสนยานุภาพของจีนในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายพุ่งสูง กระทรวงกลาโหมไต้หวันเปิดเผยว่า เรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงไม่ได้รุกล้ำเข้าสู่น่านน้ำของไต้หวัน แต่ได้เคลื่อนเข้าสู่เขตป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวัน สื่อของไต้หวันระบุว่ากองทัพไต้หวันได้ส่งเครื่องบินขับไล่เอฟ-16 และรุ่นอื่นๆ หลายลำออกไปเฝ้าจับตาเรือบรรทุกเครื่องบินจีนเมื่อคืนวันที่ 10 มกราคม ทว่ากระทรวงกลาโหมไม่ยืนยันรายงานข่าวดังกล่าวแต่อย่างใด โดยระบุในแถลงการณ์แต่เพียงว่า “กองทัพกำลังติดตามสถานการณ์ทั้งหมดและจะตอบสนองเท่าที่จำเป็น ขอให้ประชาชนชาวไต้หวันสบายใจได้” เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีไช่ อิง-เหวินของไต้หวัน เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นการหยุดแวะพักเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศในแถบทวีปอเมริกากลาง แม้ว่าจะมีการยื่นประท้วงจากจีนก็ตาม ทั้งนี้ จีนซึ่งถือว่าไต้หวันเป็นจังหวัดหนึ่งของตน แสดงความไม่พอใจออกมาหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐรับโทรศัพท์แสดงความยินดีต่อชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจากน.ส.ไช่เมื่อเดือนที่แล้ว และได้ยกระดับฝึกซ้อมรบใกล้กับไต้หวันอย่างเข้มข้นขึ้น และแม้ว่าสหรัฐกับไต้หวันจะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการต่อกัน แต่สหรัฐก็ถือเป็นพันธมิตรและผู้จำหน่ายอาวุธให้ไต้หวันรายใหญ่ที่สุด

จีนเผยเอาจริงโครงการปราบโกง เชือดผู้กระทำผิดแล้วเกือบ 1.2 ล้านราย

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า คณะกรรมการกลางตรวจสอบทางวินัยแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (ซีซีดีไอ) เปิดเผยไว้ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์เมื่อวันที่ 9 มกราคมว่า มีผู้ถูกลงโทษในโครงการรณรงค์ปราบปรามการคอร์รัปชั่นที่อยู่ระหว่างการดำเนินการแล้วเกือบ 1.2 ล้านราย และให้สัญญาว่า รัฐบาลจะเพิ่มความพยายามในการปราบปรามมากขึ้นเป็น 2 เท่า ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบางฝ่ายว่าเป็นการเดินหน้ากำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แถลงการณ์ของซีซีดีไอระบุว่า มีนักโทษหนีคดีที่ถูกส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาให้จีนแล้วภายใต้โครงการดังกล่าวเกือบ 2,600 ราย และสามารถตามทวงคืนทรัพย์สินกลับมาได้แล้ว 8,600 ล้านหยวน (ราว 44,000 ล้านบาท) โดยจีนมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับ 48 ประเทศ รวมถึงสเปน อิตาลี และฝรั่งเศสที่เพิ่งจะส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกรณีคอร์รัปชั่นกลับมาให้จีน 1 รายเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ในการแถลงข่าววันเดียวกัน นายหลัว ตงชวน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของซีซีดีไอให้สัญญาว่า โครงการนี้จะยังคงดำเนินต่อไปโดยกล่าวว่า “รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าอย่างเข้มงวดเอาจริงเอาจังในการปราบปรามการคอร์รัปชั่น” อย่างไรก็ตาม นายเซียวเป่ย เจ้าหน้าที่ซีดีดีไอเปิดเผยว่า ตัวเลขของการรายงานคดีทุจริตต่อซีซีดีไอในปี 2559 ลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา โดยไม่ได้แจกแจงตัวเลขอย่างชัดเจน เพียงแต่ระบุว่า มี  57,000 กรณีที่เป็นการสารภาพด้วยตนเอง    

‘แมคโดนัลด์’ ตกลงขายแฟรนไชส์ 80 เปอร์เซ็นต์ในจีน หวังลดต้นทุนดำเนินการ

บีบีซีรายงานว่า แมคโดนัลด์ บริษัทอาหารฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ตกลงที่จะขายสิทธิในการดำเนินกิจการของตนในจีนและฮ่องกง 80 เปอร์เซ็นต์ ให้กับกลุ่มบริษัทเพื่อการลงทุนซิติคของทางการจีนและบริษัทบริหารจัดการกองทุนรวมคาร์ไลล์กรุ๊ปของสหรัฐด้วยข้อตกลงมูลค่า 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 75,000 ล้านบาท) ปัจจุบันนี้แมคโดนัลด์เป็นเจ้าของและดำเนินกิจการร้านของตนเองราว 65 เปอร์เซ็นต์จากกว่า 2,000 สาขาในจีน การขายแฟรนไชส์ทำให้แมคโดนัลด์ยังคงมีรายรับจากส่วนแบ่งยอดขายในขณะที่เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้วย ทั้งนี้ แมคโดนัลด์พยายามที่จะลดภาระจากการดำเนินกิจการทั่วโลก และการเปลี่ยนโครงสร้างเจ้าของกิจการในด้านผู้ถือแฟรนไชส์ถือเป็นหัวใจหลักสำคัญในการปรับปรุงนี้ เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ทางบริษัทประกาศว่ากำลังหาคู่ค้าที่จะช่วยในการขยายสาขา 1,500 แห่งในจีน ฮ่องกงและเกาหลีใต้ในช่วงเวลา 5 ปีข้างหน้า ในข้อตกลงที่มีการลงนามเมื่อวันที่ 9 มกราคม แมคโดนัลด์จะยังคงถือหุ้น 20 เปอร์เซ็นต์ในจีน ขณะที่ซิติคจะถือหุ้น 52 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคาร์ไลล์ถือหุ้น 28 เปอร์เซ็นต์ ด้านยัมแบรนด์ บริษัทคู่แข่งเจ้าของกิจการเคเอฟซีและพิซซ่าฮัท อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างธุรกิจในจีนเช่นกัน ข่าวระบุว่า ทั้ง 2 บริษัทกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงยิ่งขึ้นจากคู่แข่งในท้องถิ่นทั่วโลก

จีนปรับเพิ่มค่ากลางอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนมากสุดในรอบกว่า 10 ปี

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม จีนปรับเพิ่มค่ากลางอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลหยวนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐให้แข็งค่าขึ้น 0.92 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นการปรับเพิ่มอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้นมากที่สุดใน 1 วัน ในรอบกว่า 10 ปี หลังจากที่เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ ธนาคารประชาชนจีน (พีบีโอซี) หรือธนาคารกลางจีนที่พยายามผลักดันเงินหยวนที่อ่อนค่าลง กำหนดค่ากลางอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนไว้ที่ 6.8668 หยวนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ อ้างอิงจากข้อมูลของสำนักงานระบบแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของจีน (ซีเอฟอีทีเอส) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนของจีน การปรับอัตราอ้างอิงเงินหยวนเพิ่มขึ้น 0.92 เปอร์เซ็นต์ นับว่าเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดในรอบ 1 วัน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2548 เป็นต้นมา และเกิดขึ้นหลังจากเงินหยวนเพิ่งแตะระดับ 7 หยวนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 8 ปี ค่าเงินหยวนตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากความไม่แน่นอนในเรื่องสภาพเศรษฐกิจจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เงินทุนไหลออกจำนวนมาก การแข็งค่าของเงินดอลลาร์จากนโยบายทางเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ และการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอัตราเร็วยิ่งขึ้นของกองทุนสำรองแห่งรัฐ หรือธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทั้งนี้ รัฐบาลจีนควบคุมค่าเงินหยวนอย่างเข้มงวดโดยยินยอมให้อ่อนหรือแข็งค่าได้ไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการกำหนดค่ากลางอัตราแลกเปลี่ยนเป็นรายวันเพื่อป้องกันความผันผวน