จับตา “คู่ปรับ” ประวัติเดือดนอกสนามของศึก “ฟุตบอลโลก”

อิหร่าน vx ซาอุดีอาระเบีย

ด้วยประวัติศาสตร์ ปัญหาการเมือง หรือแม้กระทั่งศักดิ์ศรีของมิตรประเทศเพื่อนบ้าน บ่อยครั้งที่การพบกันของทีมฟุตบอล 2 ทีมสนามแข่ง อาจมีความหมายมากมายกว่าแค่เกมการแข่งขัน ซึ่ง ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียซึ่งกำลังฟาดแข้งอยู่ในขณะนี้ก็เช่นกัน

เราจึงถือโอกาสไล่เรียงประกบคู่การพบกันที่น่าสนใจซึ่งนอกจากในสนามจะเตะกันไฟแลบแล้ว นอกสนามก็อาจมีเหตุการณ์ชวนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันระหว่างสองฝ่ายให้ตื่นเต้นเช่นกัน

อิหร่าน vx ซาอุดีอาระเบีย

อิหร่าน VS ซาอุดีอาระเบีย
คู่ปรับจากตะวันออกกลางมีปัญหาสงครามเย็นทางการเมืองกันมายาวนานโดยมีชาติเพื่อนบ้านอย่างซีเรียและเยเมนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งด้วย บ่อยครั้งที่บุคคลสำคัญของ 2 ประเทศให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงกันในเชิงลบ
อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยทีมจากทวีปในเอเชียยังถูกมองว่าเป็นไม้ประดับของการแข่งขันอยู่มาก และนัดแรกซาอุฯก็เพิ่งพลาดพลั้งโดนเจ้าภาพ รัสเซีย ถล่มมา 5-0 โอกาสที่ 2 ทีมนี้จะเจอกันจึงแทบเป็นไปไม่ได้

 


เซอร์เบีย VS โครเอเชีย
ช่วงการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกา เซอร์เบียกับโครเอเชียกำลังอยู่ระหว่างการทำสงครามกลางเมืองซึ่งกว่าจะสิ้นสุดลงก็ในปีถัดมา
อันที่จริงก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดในแถบยุโรปตะวันออกเฉียงใต้นั้น แฟนบอลของ 2 ชาตินี้เคยปะทะกันอย่างรุนแรงมาแล้วในเกมบอลยุโรประหว่าง เรดสตาร์ เบลเกรด ของเซอร์เบีย กับ ดินาโม ซาเกรบ ของโครเอเชีย เมื่อปี 1990 ซึ่งแฟนบอลสองฝั่งตะลุมบอนกันจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 60 คน
หลังจากนั้น 2 ทีมนี้เจอกันทีไรมักจะมีเรื่องปะทะกันบ่อยครั้ง ดังนั้น ตอนที่เซอร์เบียกับโครเอเชียโดนจับมาอยู่กลุ่มเดียวกันในรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2014 จึงต้องออกกฎเหล็กห้ามแฟนบอลตามไปเชียร์ทีมรักของตัวเองตอนต้องไปเยือนถิ่นคู่กรณีเป็นอันขาด
สำหรับ 2 ทีมนี้โอกาสจะเจอกันได้ต้องทะลุไปให้ถึงรอบรองชนะเลิศเท่านั้น ซึ่งดูแล้วเป็นไปได้ยาก

โปแลนด์ VS รัสเซีย
โปแลนด์เคยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศหลังม่านเหล็กกระทั่งถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1989 ซึ่ง 44 ปีที่อยู่ภายใต้การปกครองระบอบสังคมนิยมได้สร้างบาดแผลหลายอย่างให้กับชาวโปแลนด์จำนวนมาก
ยิ่งเกิดโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกซึ่งคร่าชีวิตของ เลค คัชชินสกี้ ประธานาธิบดีโปแลนด์ ที่ประเทศรัสเซีย เมื่อปี 2010 ยิ่งมีคนสร้าง “ทฤษฎีสมคบคิด” ว่า ทางการรัสเซียอาจจะอยู่เบื้องหลังอุบัติเหตุครั้งนี้ ยิ่งทำให้ความรู้สึกของคนในประเทศยิ่งมึนตึงมากขึ้น

แฟนบอลโปแลนด์ตะลุมบอนกับแฟนรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม กว่าที่ 2 ทีมนี้จะโคจรมาเจอกันในทัวร์นาเมนต์นี้ต้องรอถึงรอบรองชนะเลิศ ซึ่งโอกาสก็น่าจะน้อยเช่นกัน

สวีเดน VS เดนมาร์ก
เพื่อนบ้านแห่งสแกนดิเนเวียเป็นมิตรประเทศที่สนิทสนมกันในเวลานี้ก็จริง แต่ย้อนไประหว่างปี 1521-1814 สองประเทศนี้ทำสงครามรบพุ่งกันมากถึง 11 ครั้ง
แม้ปัญหาเรื่องการเมืองจะหมดไปในปัจจุบัน แต่ถ้าทีมไวกิ้งกับทีมโคนมโคจรมาพบกันในสนาม ด้วยศักดิ์ศรีเพื่อนบ้านจึงยอมกันไม่ได้ โดยเกมลูกหนังระหว่าง 2 ทีมนี้ในปี 2007 แฟนบอลเดนมาร์กรายหนึ่งปรี่เข้าทำร้ายกรรมการที่เป่าให้สวีเดนได้จุดโทษในช่วงท้ายเกมขณะเสมอกันอยู่ 3-3
สุดท้ายเชิ้ตดำจึงสั่งยุติการแข่งขันแล้วตัดสินให้สวีเดนเป็นฝ่ายคว้าชัย 3-0 นอกจากนี้เดนมาร์กยังโดนลงโทษให้เล่นเกมอีก 2 นัดถัดมาห่างไกลจากกรุงโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของประเทศ สร้างความไม่พอใจให้กับชาวโคนมเป็นอย่างยิ่ง
หากทั้งสองประเทศหวังจะมาล้างตากันอีกครั้ง ก็ต้องรอถึงรอบตัดเชือกนู่นเลย

สเปน VS โปรตุเกส
คู่นี้มีชื่อเรียกว่า “ศึกดาร์บี้แมตช์แห่งไอบีเรีย” โดยประวัติศาสตร์ย้อนไปเมื่อปี 1581 หลังจาก กษัตริย์เฮนรี่ แห่งโปรตุเกสสิ้นพระชนม์ และไม่มีรัชทายาท กษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน ทรงขึ้นครองราชย์และรวมสองอาณาจักรเข้าด้วยกัน กระทั่งปี 1640 โปรตุเกสทำสงครามประกาศอิสรภาพจากสเปน กลายเป็นความขัดแย้งกันยาวนานนับ 2 ทศวรรษ
ส่วนความเป็นคู่ปรับในสนามนั้น ก่อนหน้าเกมเตะนัดเปิดสนามกลุ่มบี เมื่อวันศุกร์ ทั้งสองทีมเจอกันมา 36 นัด สเปนชนะ 18 นัด เสมอกัน 12 นัด และโปรตุเกสเป็นฝ่ายชนะ 6 นัด ต่างฝ่ายต่างก็มีซุป’ตาร์วงการลูกหนังของตัวเอง และต่างมีผลงานที่อวดชาวโลกได้ เพราะสเปนเป็นแชมป์โลกมาแล้ว 1 สมัย กับแชมป์ยุโรป 3 สมัย ขณะที่โปรตุเกสถึงผลงานจะมาช้าสักหน่อย แต่ก็เพิ่งได้ชูถ้วยแชมป์ยุโรปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

อาร์เจนตินา VS บราซิล
อีกหนึ่งสงครามแห่งศักดิ์ศรีของชาติมหาอำนาจลูกหนังแห่งอเมริกาใต้ซึ่งยาวนานมาหลายทศวรรษ จากสถิติการพบกัน 109 นัด ต่างฝ่ายต่างเก็บชัยชนะฝั่งละ 41 นัดเท่ากัน และเสมอกัน 25 นัด เรียกว่าเป็นการขับเคี่ยวที่คู่คี่สูสีกันอย่างที่สุด
ครั้งหนึ่ง ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานแข้งฟ้า-ขาวเคยให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีชัยชนะไหนจะมีความสุขไปกว่าการคว้าชัยเหนือทีมแซมบ้าอีกแล้ว และเชื่อว่าสำหรับอีกฝ่ายก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน
กรณีอื้อฉาวที่สุดระหว่างสองทีมนี้เกิดขึ้นในปี 1990 ซึ่งอาร์เจนตินาเขี่ยบราซิลตกรอบสองฟุตบอลโลก โดยฝ่ายแข้งแซมบ้าอ้างว่าพวกเขาโดน “วางยา” เนื่องจากจังหวะที่กรรมการหยุดเกมนั้น เจ้าหน้าที่ของฟ้า-ขาวรายหนึ่งได้ส่งขวดน้ำให้ บรังโก้ กองหลังบราซิล ซึ่งหลังจากนั้น บรังโก้แจ้งว่ามีอาการมึนศีรษะ ไม่สามารถเล่นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สุดท้ายก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทีมพ่ายแพ้ไป 0-1
น่าสนใจที่ถึงคู่นี้จะมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมายาวนาน แต่ยังไม่เคยเจอกันในรอบชิงฟุตบอลโลกเลยสักครั้ง ต้องดูว่าปีนี้สถานการณ์จะเปลี่ยนไปหรือไม่

อังกฤษ VS เยอรมนี
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมืองตั้งแต่ยุคสงครามโลกจนถึงการขับเคี่ยวในสนาม ทุกครั้งที่สองชาตินี้เจอกัน มักจะมีประเด็นให้สื่อของชาตินั้นๆ โหมกระแสจนกลายเป็นสงครามสื่อขนาดย่อมๆ เสมอ
ฝ่าย “อินทรีเหล็ก” เคยต้องเจ็บช้ำใจเมื่อพ่ายให้ “สิงโตคำราม” ในนัดชิง ฟุตบอลโลก 1966 กับหนึ่งประตูของ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ ดาวยิงเมืองผู้ดี ที่หลายคนยังกังขาว่าเข้าหรือไม่เข้า
ต่อมาในปี 1990 อินทรีเหล็กก็แก้แค้นด้วยการเขี่ยสิงโตตกรอบด้วยการดวลจุดโทษ ก่อนจะก้าวไปคว้าแชมป์โลกในปีนั้น และมาย้ำแค้นอีกครั้งในฟุตบอลยูโรบนแผ่นดินอังกฤษในอีก 6 ปีถัดมา ก่อนที่พลพรรคแข้งอินทรีจะได้ชูถ้วยแชมป์ที่สนามเวมบลีย์หลังจากนั้นไม่นาน

แชมป์ของอังกฤษและความพ่ายแพ้ของเยอรมนี

แม้ว่าถ้านับกันในแง่ผลงาน ฝ่ายเยอรมนีจะเหนือกว่าอังกฤษอยู่มาก แต่ก็ไม่เคยห้ามความรู้สึกที่เป็น “คู่ปรับ” ของฝ่ายเมืองผู้ดีไปได้ (ขณะที่ชาวดอยต์ชรู้สึกถึงความเป็นคู่ปรับกับดัตช์หรือทีมชาติเนเธอร์แลนด์มากกว่า)

ดูๆ ไปแล้วในจำนวนคู่รักคู่แค้นทั้งหมดที่เอ่ยมาตั้งแต่ต้น คู่นี้ดูจะมีโอกาสได้เจอกันมากที่สุด เพราะโอกาสเร็วที่สุดที่พวกเขาจะได้เจอกันคือรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยขึ้นอยู่กับอันดับผลงานในรอบแรกด้วยเช่นกัน

หากต้องเจอกันอีกครั้ง ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นฝ่ายไหนที่ได้เฮกันแน่ในคราวนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ไม่ธรรมดา ‘ศรราม น้ำเพชร’ ได้มาลัยน้ำใจคืนเดียว 2 แสน ย้อนคนเมาธ์ไม่แมน ดูตรงไหน?
บทความถัดไปภาคเอกชนเชียร์”นายกฯตู่” ดัน 5 ประเทศลุ่มน้ำโขงแข็งแกร่งไปด้วยกัน