จับตา 7 วาระเปลี่ยน ก.ยุติธรรม รุทธพล–ปิยะศิริ ตอบโจทย์ประชาชน แค่ไหน ยุครัฐบาลสีน้ำเงิน

25.10.26 | 12:25 น.

7 วาระเร่งด่วนปี 2570 กระทรวงยุติธรรม ปราบยาเสพติด แก้หนี้ ลดขั้นตอนราชการ ถึงบททดสอบความเชื่อมั่น ต่อคดีฮั้วเลือก สว. ในยุครัฐบาลสีน้ำเงิน

กระทรวงยุติธรรม กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ ไม่ใช่แค่ปราบยาเสพติด ตัดวงจรอาชญากรรม หรือช่วยประชาชนที่เข้าไม่ถึงกฎหมาย แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า จะทำอย่างไรให้ระบบราชการ ที่ขึ้นชื่อเรื่องขั้นตอนและความล่าช้า กลายเป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริง

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม วางเป้าผ่าน 7 วาระเร่งด่วนปี 2570 ตั้งแต่ปราบยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ แก้หนี้ครัวเรือน เยียวยาผู้เสียหาย ไปจนถึงปฏิรูประบบราชทัณฑ์และยกระดับมาตรฐานองค์กร


ขณะที่ ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม วางแนวทางเปลี่ยนวิธีทำงาน ตั้งแต่บริการออนไลน์ ลดขั้นตอนราชการ ไปจนถึงปรับบทบาทผู้ตรวจราชการให้ช่วยแก้ปัญหา แทนการมุ่งตรวจหาข้อผิดพลาด

คนหนึ่งวางนโยบาย อีกคนต้องทำให้เกิดผล นี่คือคู่ขับเคลื่อนที่ต้องพิสูจน์ว่า กระทรวงยุติธรรมจะเปลี่ยนได้จริง หรือสุดท้ายจะเหลือเพียงคำประกาศที่ฟังดูดี

นโยบายของ พล.ต.ท.รุทธพล ครอบคลุมปัญหาที่ประชาชนเผชิญโดยตรง ตั้งแต่ศูนย์ยุติธรรมชุมชนกว่า 7,000 แห่ง การปราบปรามยาเสพติดโดยตามยึดทรัพย์จากเส้นทางการเงิน การแก้หนี้สินครัวเรือน การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การเยียวยาผู้เสียหาย ไปจนถึงการปรับระบบบริหารโทษ และยกระดับมาตรฐานสู่ OECD

Advertisement

แต่ยิ่งนโยบายครอบคลุมหลายด้าน ก็ยิ่งต้องตอบให้ได้ว่า อะไรคือเป้าหมายที่ต้องเห็นผลก่อน และจะวัดความสำเร็จอย่างไร

ศูนย์ยุติธรรมชุมชน จะมีความหมายแค่ไหน หากประชาชนยังไม่รู้ว่าขอความช่วยเหลือได้อย่างไร หรือเข้ามาแล้วไม่มีคนแก้ปัญหาให้ การแก้หนี้จะช่วยคนเดือดร้อนได้จริงหรือไม่ หากมาตรการจบลงแค่การจัดมหกรรมไกล่เกลี่ย ส่วนการปราบยาเสพติดจะตัดวงจรได้แค่ไหน หากจับผู้ค้ารายย่อยได้ แต่เครือข่ายการเงินยังเดินต่อ

นอกจากวาระเร่งด่วนแล้ว พล.ต.ท.รุทธพล ยังได้สั่งการเข้มงวดไปยังข้าราชการทั้งส่วนกลางและภูมิภาคให้ “กระชับกรอบเวลาการทำงานให้สั้นที่สุด” จากเดิมที่เคยใช้เวลาหลายเดือนต้องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมลุยลงพื้นที่เคาะประตูบ้านแทนการนั่งรอในสำนักงาน

ในมิติของการสื่อสารและการบริหารงานยุติธรรมยุคดิจิทัล รมว.ยุติธรรม เน้นย้ำว่ากระทรวงยุติธรรมยุคใหม่ต้อง “สู้ข่าวปลอม (Fake News) อย่างรวดเร็ว ตรงไปตรงมา” ย่อยข้อกฎหมายที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายผ่านอินโฟกราฟิกและวิดีโอสั้น พร้อมนำระบบ Tracking มาใช้ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะข้อร้องเรียนและความคืบหน้าได้ตลอดเวลา

“หัวใจสำคัญของการสื่อสารภาครัฐ ไม่ใช่การบอกว่าเราทำอะไรอยู่ แต่คือการตอบคำถามให้ได้ว่า สิ่งที่กระทรวงยุติธรรมทำนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นอย่างไร… และนี่คือสิ่งที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์เพื่อรับใช้ประชาชน”  พล.ต.ท.รุทธพล ระบุ

นี่คือช่องว่างระหว่าง “ประกาศนโยบาย” กับ “แก้ปัญหาได้จริง” ที่รัฐมนตรีต้องตอบด้วยผลงาน

สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่จำนวนโครงการหรือกิจกรรมที่จัดขึ้น แต่เป็นจำนวนประชาชนที่ได้รับความช่วยเหลือ คดีที่เดินหน้าได้เร็วขึ้น ภาระหนี้ที่ลดลง และเครือข่ายอาชญากรรมที่ถูกตัดวงจรอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน ปลัดบอย ปิยะศิริ ส่งสัญญาณปรับระบบราชการผ่านแนวคิด “งานได้ผล คนมีความสุข” พร้อมผลักดัน e-Service เปิดช่องทางรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่ และเปลี่ยนบทบาท ผู้ตรวจราชการ จากผู้ตรวจข้อผิดพลาดให้เป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาหน้างาน

ด้วยดีกรีประสบการณ์คร่ำหวอดในหน่วยงานความมั่นคง ทั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ทำให้ ปิยะศิริ ยึดมั่นเสมอว่า ตำแหน่งไม่ใช่เครื่องหมายของอำนาจ แต่คือ “ความตั้งใจและการเป็นแบบอย่าง” ที่ต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันแรก

นอกจากนี้ ในมิติของการบริหารภายในองค์กร  ปลัดบอย เลือกใช้วิธี “เปิดใจรับฟัง” เปิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับส่งเสียงสะท้อนปัญหาตรงถึงผู้บริหาร เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความสำเร็จของงานและความสุขของคนทำงาน ขจัดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีด้วยการพัฒนาทักษะไอทีให้บุคลากรทุกช่วงวัย

แนวคิดเหล่านี้ฟังดูตรงจุด เพราะปัญหาของระบบราชการไม่ได้อยู่ที่คนทำงานไม่มีกฎระเบียบ แต่อยู่ที่หลายครั้งขั้นตอนกลับสำคัญกว่าผลลัพธ์ และประชาชนต้องเป็นฝ่ายวิ่งตามระบบแทนที่ระบบจะเข้าหาประชาชน

แต่การ เปิดบริการออนไลน์ ไม่ได้แปลว่าประชาชนจะเข้าถึงความยุติธรรมได้ง่ายขึ้นเสมอไป หากข้อมูลแต่ละหน่วยงานยังไม่เชื่อมกัน หรือยื่นเรื่องผ่านระบบแล้วต้องเดินทางไปยื่นเอกสารซ้ำเหมือนเดิม

เช่นเดียวกับการตรวจราชการ โดยไม่แจ้งล่วงหน้า หากพบปัญหาแล้วไม่มีอำนาจสั่งแก้ไข หรือไม่มีระบบติดตามจนงานเสร็จ ก็อาจเป็นเพียงการตรวจเยี่ยมที่ไม่เปลี่ยนอะไร

โจทย์ของปลัดกระทรวงจึงไม่ใช่แค่ทำให้ข้าราชการทำงานสะดวกขึ้น แต่ต้องทำให้ประชาชนได้รับบริการเร็วขึ้นด้วย

คำถามสำคัญคือ จะลดเวลารอของประชาชนได้เท่าไร จะลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นได้กี่ขั้น และเมื่อเกิดปัญหา ใครต้องรับผิดชอบให้เรื่องเดินหน้าต่อ  จุดชี้ขาดของ กระทรวงยุติธรรม อยู่ที่การทำงานระหว่างฝ่ายนโยบายกับฝ่ายประจำ รัฐมนตรี สามารถกำหนดทิศทางและเร่งรัดงานได้ แต่การเปลี่ยนแปลงต้องผ่านหน่วยงานหลายกรม ซึ่งมีภารกิจ บุคลากร และข้อจำกัดต่างกัน หากแต่ละหน่วยยังทำงานแยกส่วน นโยบายก็มีโอกาสสะดุดกลางทาง

ในทางกลับกัน ปลัดกระทรวง จะปรับระบบภายในได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากฝ่ายนโยบายและความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัด

ทั้ง 2 คน จึงต้องทำให้เป้าหมายเดียวกันกลายเป็นแผนปฏิบัติที่ชัดเจน มีผู้รับผิดชอบ กำหนดเวลา และตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างประกาศความสำเร็จในส่วนของตัวเอง

การสื่อสารกับประชาชน ทั้ง 2 ฝ่ายต้องการให้ข้อมูลรวดเร็ว เข้าใจง่าย และตรวจสอบได้   แต่การสื่อสารที่ดีต้องไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์ผลงาน ต้องเปิดเผยด้วยว่างานใดล่าช้า ปัญหาอยู่ตรงไหน และจะแก้ไขเมื่อใด

ระบบ Tracking ที่ติดตามสถานะเรื่องร้องเรียนได้ จึงจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อประชาชนเห็นความคืบหน้าจริง ไม่ใช่แค่เห็นว่าเรื่องอยู่ในขั้นตอนใดโดยไม่มีคำตอบว่าจะเสร็จเมื่อไร

อีกโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือคดีการเมืองที่อยู่ในความสนใจของสังคม โดยเฉพาะคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งพาดพิงบุคคลหลายกลุ่ม และกลายเป็นบททดสอบสำคัญของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้กระทรวงยุติธรรม

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย ขณะเดียวกันก็มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทำงานของพนักงานสอบสวน DSI จนรัฐมนตรีต้องสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง

เมื่อกระทรวงยุติธรรมอยู่ภายใต้รัฐบาลที่ถูกจับตาทางการเมือง คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่าคดีจะเดินหน้าไปถึงไหน แต่รวมถึงกระบวนการสอบสวนจะเป็นอิสระ โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาทุกฝ่ายได้จริงหรือไม่

ในยุคที่การเมืองถูกโยงเข้ากับคดีความหลายด้าน กระทรวงยุติธรรม จะพิสูจน์อย่างไรว่า กฎหมายใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน ไม่ว่าผู้ถูกตรวจสอบจะอยู่ฝ่ายใดหรือใกล้ชิดผู้มีอำนาจเพียงใด?

นี่คือบททดสอบ ที่สำคัญไม่แพ้ 7 วาระเร่งด่วน เพราะต่อให้งานบริการประชาชนรวดเร็วขึ้น หรือระบบราชการทันสมัยขึ้น

หากสังคมยังตั้งข้อสงสัยต่อความเป็นอิสระในการทำคดี ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมก็ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้เต็มที่!!!