โลกเก่าในเมืองใหม่ เมื่ออนาคตเติบโตบนรอยอารยธรรม

24.09.25 | 11:38 น.

 

เมื่อการเดินทางในปัจจุบันมีความสะดวกสบายมากขึ้น การหาข้อมูลการเดินทางก็ทำได้ง่ายแค่ขยับปลายนิ้ว แน่นอนว่าปัจจัยเหล่านี้ย่อมมีผลต่อการเลือกจุดหมายปลายทางของนักเดินทางให้พิถีพิถันมากขึ้น เพราะในแต่ละครั้งที่แพคกระเป๋ามีความหมายกับเรามากกว่าแค่การพักผ่อน นักเดินทางคาดหวังถึงการสัมผัสประสบการณ์ในดินแดนแปลกใหม่ การมองหาแรงบันดาลใจ หรือแม้แต่การสะท้อนตัวตนผ่านไลฟ์สไตล์การเดินทาง

การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ยังคงเป็นตัวเลือกในอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก และเมื่อเรามีเครื่องมือในการคัดสรรมากขึ้น มองโลกได้กว้างขึ้น เราก็จะพบว่าประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ ได้ทิ้งร่องรอยทางอารยธรรมและสิ่งปลูกสร้างไว้มากมายทั่วโลก และในทางกลับกัน หากเราไม่ได้เป็นนักท่องเที่ยวแต่เป็นเจ้าของบ้าน เราจะทำอย่างไรเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เลือกเราเป็นหมุดหมายปลายทาง

Advertisement

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปยังประเทศมองโกเลียและมีโอกาสได้รู้จักกับเมืองประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเมืองหนึ่ง คือ เมืองคาร์คอริน (Kharkhorin) ซึ่งมีความสำคัญในฐานะที่เคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิมองโกลสมัยเจงกิสข่าน กล่าวได้ว่าเป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองและการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 13 มีเส้นทางสายไหม (Silk Road) เป็นจุดเชื่อมต่อการค้าระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก และยังคงปรากฏหลักฐานความรุ่งเรืองในอดีตสะท้อนผ่านสถาปัตยกรรมโบราณสถานที่ยังคงหลงเหลือให้พบเห็น ในแง่การท่องเที่ยว

นับได้ว่าคาร์คอรินเป็นเมืองที่มีศักยภาพทั้งในด้านความงดงามของศิลปวัฒนธรรมรวมถึงภูมิประเทศ เสน่ห์แห่งทุ่งหญ้าและขุนเขา แต่หากต้องการยกระดับคาร์คอรินให้ทัดเทียมกับเมืองประวัติศาสตร์ในโลกยุคใหม่อย่าง อิสตันบูล ในทูร์เคีย ลิสบอน ในโปรตุเกส หรือทาลลินน์ ในเอสโตเนีย คาร์คอรินยังมีความท้าทายอีกหลายปัจจัยที่ต้องเผชิญ

หากเราต้องการส่งคาร์คอรินขึ้นสู่เวทีโลก เราอาจต้องพัฒนาเมืองไปสู่ความทันสมัย สวยงาม และเพิ่มความสะดวกสบาย พร้อมๆ กับต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน แต่หากการพัฒนาความเจริญสู่เมืองประวัติศาสตร์เป็นไปอย่างก้าวกระโดด ส่งผลต่อเอกลักษณ์ วัฒนธรรม รากเหง้าและจิตวิญญาณของชุมชน คงไม่สามารถกล่าวได้ว่าการพัฒนานี้ประสบความสำเร็จ การบูรณะเมืองประวัติศาสตร์ให้หมุนไปพร้อมกับโลกยุคใหม่ โดยอนุรักษ์ความเป็นเมืองเก่าควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมของเมืองให้ทันสมัยเป็นโจทย์ที่หลายประเทศเคยผ่านการทดสอบมาแล้ว เรามาลองมองดูรูปแบบการปฏิรูปของเมืองประวัติศาสตร์อื่นๆ กันดูบ้าง

เมืองอิสตันบูล (Istanbul) ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิไบแซนไทน์อันยิ่งใหญ่ แม้วันนี้จะไม่ได้คงสถานะเมืองหลวง แต่ยังคงเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของทูร์เคีย เสน่ห์การผสมผสานอารยธรรมกรีก โรมัน ไบแซนไทน์ ออตโตมัน คริสต์ และอิสลาม ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกให้มาเยือน ซึ่งหมายถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ทำให้การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมกลายเป็นหัวใจหลักในแผนกลยุทธ์พัฒนาเมือง

จุดเด่นของอิสตันบูลจึงเป็นการอยู่ร่วมกันของอารยธรรมเก่าแก่ และความเจริญแบบเมืองสมัยใหม่ เพราะเมื่อสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งยังต้องใช้ประกอบศาสนกิจประจำวัน การบริหารจัดการที่ดีเท่านั้นที่จะช่วยให้วิถีชีวิตของชาวเมืองไม่ถูกรบกวนโดยนักท่องเที่ยว ยิ่งไปกว่านั้น การจัดวางผังเมืองอย่างชัดเจน โดยแยกพื้นที่อนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์และย่านธุรกิจเมืองใหม่ออกจากกัน ช่วยให้การวางแผนพัฒนาเมืองเป็นไปได้อย่างคล่องตัว

อีกตัวอย่างที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เมืองยุคใหม่ได้อย่างชัดเจนคือ เมืองมัลเมอ (Malmo) ในสวีเดน เมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตั้งแต่ครั้งอยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก ซึ่งทำให้มัลเมอยังคงหลงเหลือกลิ่นอายเสน่ห์แบบเดนิชในเขตเมืองเก่า ต่อมาในยุคอุตสาหกรรม มัลเมอ เป็นที่รู้จักในฐานะของเมืองอุตสาหกรรมการต่อเรือที่รุ่งโรจน์ และจากวิกฤตน้ำมันทั่วโลกเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มัลเมอตัดสินใจพลิกโฉมจากเมืองอุตสาหกรรมหนักให้กลายเป็นเมืองต้นแบบความยั่งยืนด้านพลังงาน

ด้วยการร่วมมือระหว่างเทศบาลเมืองมัลเมอและภาคเอกชน เกิดการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานความร้อนใต้ดิน และพลังงานชีวภาพ โดยมีการออกแบบอาคารที่สร้างใหม่ รวมถึงปรับปรุงอาคารเก่า ให้อำนวยต่อการใช้พลังงานหมุนเวียน ทำให้ปัจจุบันหลายย่านในเมืองมัลเมอใช้พลังงานหมุนเวียน 100% มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ และแม้ว่ามัลเมอจะถูกพัฒนาให้เป็นเมืองแห่งอนาคตที่ทันสมัย แต่ยังอยู่ภายใต้แนวคิดที่ว่า การเปลี่ยนแปลงจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชน โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมและสังคมของชุมชนแบบเดิมเอาไว้

สำหรับมองโกเลีย เมื่อต้นปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ประกาศนโยบายวางแผนฟื้นฟูและพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์
คาร์คอริน ให้กลายเป็นเมืองที่ทันสมัยและมีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้พัฒนาไปอย่างสมดุล นโยบายนี้อยู่ภายใต้ แผนพัฒนาประเทศ New Recovery Policy : Action Plan 2020-2028 โดยถูกออกแบบให้สอดคล้องกับแผนการแก้ปัญหาความหนาแน่นและปัญหามลพิษทางอากาศในเมืองหลวงอูลานบาตอร์

คาดการณ์ว่าการพัฒนาเมืองคาร์คอรินในครั้งนี้จะสามารถรองรับประชากรได้มากถึง 500,000 คน และสร้างงานกว่า 285,000 ตำแหน่ง ซึ่งหากคาร์คอรินสามารถรองรับการกระจายประชากรจากอูลานบาตอร์จะช่วยลดความแออัดที่เป็นสาเหตุของมลพิษในเมืองใหญ่

แผนพัฒนาฉบับนี้ดำเนินการควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วิถีชุมชนในแบบเดิมไปพร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อม โดยในมิติของโครงสร้างพื้นฐาน คาร์คอรินจะถูกพัฒนาให้เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) มีระบบบริหารจัดการที่ทันสมัย ทั้งด้านขนส่งมวลชน ระบบสาธารณูปโภค โครงข่ายโทรคมนาคม รวมไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการอยู่อาศัยและท่องเที่ยว ตั้งแต่การวางผังเมือง การวางแผนโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ถนน รางรถไฟ สนามบินและสวนสาธารณะ

จากปัญหาด้านมลพิษในอูลานบาตอร์ที่มองโกเลียต้องเผชิญ ทำให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในคาร์คอรินเป็นอย่างมาก โดยกำหนดให้เมืองคงพื้นที่สีเขียวไว้ถึง 50% ของพื้นที่ทั้งหมด เพื่อช่วยดูดซับมลพิษและเพิ่มคุณภาพอากาศ และแบ่งพื้นที่อีก 30% สำหรับอาคารและที่อยู่อาศัย มีการลงทุนในระบบจัดการของเสีย การก่อสร้างโรงงานกำจัดขยะ โรงบำบัดน้ำเสีย

ทั้งนี้ ภาครัฐนำความผิดพลาดของปัญหามลพิษในอูลานบาตอร์ ที่เกิดจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมถ่านหิน มาถอดรหัสการใช้พลังงานโดยร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมอันเป็นทรัพยากรที่อุดมอยู่ของประเทศ เพื่อพลิกโฉมคาร์คอรินให้กลายเป็นเมืองแห่งพลังงานสีเขียว

อาจจะกล่าวไม่ได้ว่าโมเดลการปฏิรูปเมืองแบบใดคือรูปแบบที่ถูกต้องที่สุด เพราะในความเป็นเมืองประวัติศาสตร์ของแต่ละที่ย่อมมีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิประเทศ ความพร้อมของทรัพยากร วิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน ซึ่งในประเทศไทยเราก็มีเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น ‘มรดกโลก’ โดยองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO)ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้นี้

เราอาจจะได้เห็นเมืองเหล่านี้พัฒนาสู่การเป็นเมืองต้นแบบด้านพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล หรือไอที ที่ยังคงเจือกลิ่นไอของประวัติศาสตร์ชาติไทย ให้นักเดินทางจากทั่วโลกอยากจะมาสัมผัสให้ได้สักครั้งหนึ่ง