หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ปวีณา’ ผอ. A...

‘ปวีณา’ ผอ. AOT เปิดสูตรทำงานยุคใหม่ เดินหน้า Aviation Hub

16.01.26 | 09:43 น.

‘ปวีณา’ ผอ. AOT เปิดสูตรทำงานยุคใหม่
เดินหน้า Aviation Hub

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. องค์กรขนาดใหญ่ที่ดูแลท่าอากาศยานหลักทั้ง 6 แห่งของประเทศไทย มีส่วนแบ่งตลาดผู้โดยสารปัจจุบันกว่า 85% ของประเทศ ทอท.จึงเป็นองค์กรสำคัญในการรองรับผู้โดยสารต่างชาติ ซึ่งการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ ทำให้เกิดการหมุนเวียนและสร้างรายได้จำนวนมากให้กับประเทศไทย

ปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. สะท้อนมุมมองและทิศทางของการขับเคลื่อน ทอท.ว่า การดำเนินงานของ ทอท. ในยุคปัจจุบันจำเป็นต้อง ‘เฉียบคม ถูกต้อง และโปร่งใส’

ที่ผ่านมาจะเห็นว่าแผนพัฒนาท่าอากาศยานหลายโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ตรงตามเป้าหมาย เช่น โครงการก่อสร้างที่ประกาศไว้ แต่ต้องรอเป็นเวลานานกว่าจะเปิดใช้งานได้จริง ขณะเดียวกัน ทอท.ยังต้องเผชิญปัจจัยแวดล้อมด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก และภาวะสงคราม ซึ่งล้วนส่งผลต่อการบริหารและการลงทุนเพื่อรองรับอนาคต

โดยที่ผ่านมายอมรับว่า ทอท.มีความล่าช้า มีหลายช่วงเวลาที่ ‘มองไม่ทันโลก’ และ ‘ไม่ตรงเวลา’ อย่างที่ควรจะเป็น เราพูดว่าจะพัฒนา แต่ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ มีแผนงานหลายอย่างที่อยู่มานานแต่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในการทำงาน อุปสรรคเข้ามา แต่สิ่งที่มองว่าการทำงานจะต้องเกิดขึ้นในยุคใหม่ ต้องเริ่มจาก

Advertisement

1.ต้องมี Commit อย่างชัดเจน รู้ว่าอะไรต้องทำ เมื่อไหร่ และทำอย่างไร พร้อมมีข้อมูลที่ทันโลกทันเหตุการณ์ เราจะต้องรู้เท่าทัน เร็วกว่านี้แล้วก็นำมาปรับการทำงานให้รวดเร็วและต้องถูกต้อง และเมื่อมีข้อมูลต้องปรับทันที ไม่ใช่ทำแผนแล้วรออีก 3 ปีพิจารณาใหม่ โลกมันเปลี่ยนเร็วกว่านั้น เช่น เมื่อเกิดสงคราม ต้องวิเคราะห์ใหม่ทันทีอย่างไรก็ตาม แผนเดิมก็ยังคงมีอยู่ แต่จะต้องทำอย่างไรให้รองรับสถานการณ์ในระยะสั้น ระยะกลาง ตรงนี้ต้องเร็ว เพราะว่าถ้าเกิดองค์กรยังปล่อยเหมือนเดิมไปเรื่อยๆ เราจะไม่ทันกับโลก ไม่ทันไม่พอยังล่าช้าอีกก็จะเสียโอกาสสำคัญในการแข่งขัน

ความเร็วเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในช่วงนี้ เราต้องคิดเร็ว เห็นทางแก้เร็ว และทำจริงให้ได้ตามที่ commit ไว้

2.การที่จะทำให้ได้จริงตามที่ commit ไว้ จะไม่สามารถทำได้หากขาด ‘ทีมเวิร์ก’ ที่เข้มแข็ง ที่ผ่านมา ทอท.มีลักษณะทำงานแบบไซโล หน่วยงานใครหน่วยงานมัน แต่เมื่อมีภารกิจใหม่ๆ เช่น การดำเนินงานตาม พ.ร.บ.ร่วมลงทุน พ.ศ.2563 กลับไม่ค่อยมีผู้รับผิดชอบโดยตรง จึงจำเป็นต้องสร้างการทำงานแบบทีมอย่างแท้จริง และทีมเวิร์กต้องเริ่มจากการมา ‘ใจเขาใจเรา’ หรือที่เรียกว่า hospitality ซึ่งไม่ได้หมายถึงการบริการผู้โดยสารเท่านั้น แต่รวมถึงการทำงานร่วมกันภายในองค์กรทุกคนคือ stakeholder ที่ต้องช่วยกันทำงานให้สำเร็จ ไม่มีงานไหนสำเร็จได้ด้วยคนคนเดียว เพราะปัญหามีมากมาย แต่ถ้าร่วมมือกันก็แก้ได้ และท้ายที่สุดคือการทำงานต้องมีความโปร่งใส (Transparent) อย่างแท้จริง

“หลายคนอาจมองว่า ขณะนี้บ้านเมืองเจอปัญหาทางการเมืองบ้าง หรือมีปัจจัยอื่นๆ มากมาย แต่สิ่งที่เราต้องทำให้เห็นชัดเจน คือแนวทางการทำงานที่ยึดหลักความโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน เราต้องมีแผนที่ชัดเจนว่าการพัฒนามุ่งไปในทิศทางไหน การลงทุนที่เกิดขึ้นสร้างผลลัพธ์อย่างไร รวมถึงเงินลงทุนทั้งหมดต้องสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือแนวคิดและหลักการทำงานที่ ทอท.ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในอีก 4 ปีข้างหน้า” เอ็มดี ทอท.ระบุ

ความท้าทายบทบาทเอ็มดี ทอท.

จากตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานวิศวกรรมและการก่อสร้าง) ก้าวสู่แม่ทัพของ ทอท. ในตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ปวีณาถือเป็นผู้บริหารหญิงคนแรกที่อายุน้อยที่สุด ด้วยวัยเพียง 46 ปีที่ได้เข้ามารับตำแหน่งสูงสุดนี้

ปวีณาระบุว่า ถ้าถามว่ามีความรู้สึกท้าทายหรือความกดดันต่างๆ หรือไม่ มองว่าความรู้สึกเหล่านี้ได้เข้ามาทดสอบตลอด 7 เดือน ตั้งแต่ที่ได้เข้ามาทำงานตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) แล้ว เพราะช่วงเวลา 7 เดือนที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปมาก เกิดสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) แบบที่ตั้งตัวไม่ทัน พอประเทศเพิ่งผ่านช่วงโรคระบาดโควิด-19 มา กลับต้องมาประสบเจอปัญหานักท่องเที่ยวจีนยังไม่กลับเข้ามาเที่ยวไทยเหมือนเดิม

แต่สิ่งที่นับว่าเป็นความกดดันสำหรับตนเอง คือ การปรับตัวให้มีความเข้าใจในเรื่องธุรกิจของ ทอท. เพราะ ทอท.ดำเนินธุรกิจมากว่า 46 ปี บุคลากรในองค์กรส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจและมีความเคยชินกับรูปแบบธุรกิจแบบเดิม แต่รูปแบบเดิมที่ดำเนินการอยู่บางอย่างไม่สามารถรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็วมากได้ ดังนั้น จึงมีความกังวลและกดดันว่าจะทำอย่างไรให้ Transform บริษัทให้เร็วขึ้น ต้องมีความโปร่งใส (Transparency) ให้มากขึ้น และมีการสื่อสารมากขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้อำนวยการ ต้องมองถึงข้อบกพร่องขององค์กรที่ต้องปรับแก้ไขเช่นกัน

“สิ่งสำคัญคือเมื่อเราได้รับแรงกดดัน เราก็ต้องเปลี่ยนแรงกดดันเหล่านั้น ให้เป็นแรงผลักดันในการพัฒนาต่อไปยังหน่วยงานภายในอย่างไร เช่น ด้านการเงินต้องเคลียร์เรื่องสำคัญทั้งหมด การจัดผังองค์กรใหม่ การวางแผนการลงทุน รวมถึงบุคลากรที่เคยมีแผนว่าจะรับจำนวนเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายบุคลากรอย่างไร ก็ต้องปรับแผนทั้งหมด ณ วันนี้ ก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง” เอ็มดี ทอท.ระบุ

จุดเปลี่ยนไทยผลิบาน…สู่ศูนย์กลางการบิน

คำว่า Aviation Hub หรือศูนย์กลางด้านการบิน ปวีณาให้ความหมายว่า คือการเป็นศูนย์กลางในการเปลี่ยนถ่ายและให้บริการทั้งผู้โดยสารและสินค้าในทางอากาศ โดยปกติเมื่อพูดถึงคำว่า “Hub” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเพียงการเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสารหรือการต่อเครื่องบินเท่านั้น แต่ในความจริง การเป็น Hub ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลายด้าน ซึ่งควรทำความเข้าใจให้ชัดเจน

เมื่อย้อนกลับมามองประเทศไทย ประเทศไทยถือว่าโชคดีมาก เพราะเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องการเดินทางเข้ามา ปัจจุบันบทบาทหลักของท่าอากาศยานไทยคือการเป็น “Gateway” ที่นักท่องเที่ยวบินเข้ามาใช้จ่ายในประเทศ สร้างรายได้โดยตรงให้ประเทศไทย โดยไม่ได้เป็นการเปลี่ยนเครื่อง

ปัจจุบันผู้โดยสารที่เปลี่ยนเครื่องในไทยมีเพียงประมาณ 7% เท่านั้น ขณะที่เกณฑ์ของการเป็น Hub อย่างแท้จริง ต้องมีสัดส่วนผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องอย่างน้อย 25% ขึ้นไป ส่วนนี้ต้องอธิบายว่า หากผู้โดยสารต่อเครื่องจากประเทศไทยแล้วบินออกไป รายได้จากการท่องเที่ยวจะไม่เข้าไทย ดังนั้นบทบาทการเป็น Gateway ในปัจจุบันถือเป็นจุดแข็งและเป็นโอกาสที่ต้องพัฒนาต่อ ให้ประเทศไทยสามารถเป็นได้ทั้ง Gateway และ Hub ไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายด้านครบถ้วน ทั้งทำเลที่ตั้งและมาตรฐานความปลอดภัยที่ดี แต่สิ่งที่ยังขาดคือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่รองรับการเป็น Hub อย่างแท้จริง หากโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม ท่าอากาศยานไทยก็จะเป็นเพียงจุดแวะเปลี่ยนเครื่องโดยที่สายการบินเข้ามาและออกไปเลย รายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศก็จะลดลง ดังนั้นไทยต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม โดยยังคงรักษาบทบาท Gateway ไว้ และสร้างบทบาทของ Hub จากส่วนที่ “เกิน Capacity” ของ Gateway เพื่อให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการเป็น Hub ด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อเครื่องบินแวะพักเปลี่ยนเครื่องที่ไทย นักท่องเที่ยวบางส่วนสามารถเข้ามาท่องเที่ยวระยะสั้นได้

ทั้งนี้ หากสรุปองค์ประกอบสำคัญของการเป็น Aviation Hub ภาพรวมทั้งหมดจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร ทั้งอาคาร สถานที่ และรันเวย์ที่รองรับการเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร รวมถึงต้องมีศูนย์บำรุงรักษาอากาศยาน (Maintenance) อุปกรณ์เสริม และบริการด้านอากาศยานครบวงจร เพราะเมื่อไทยมีระบบเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ประเทศสามารถก้าวเป็น Hub ได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ จำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดรับกับการเป็น Hub เช่น การอนุญาตให้เครื่องบินเข้ามาซ่อมบำรุงได้จริง รวมถึงเรื่องการนำเข้าอะไหล่ แม้ไทยจะซ่อมบำรุงได้ แต่หากอะไหล่ต้องนำเข้าและมีภาษีสูงจนไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ ก็จะทำให้ไทยแข่งขันไม่ได้ ดังนั้นกฎหมายต้องเอื้อให้การเป็น Hub เกิดขึ้นได้จริง รวมถึงการประชาสัมพันธ์ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ต้องสื่อสารให้ชัดว่าไทยจะแข่งขันกับสนามบินระดับโลกได้อย่างไร ปัจจุบันคู่แข่งหลักของไทยอยู่ในเอเชียเกือบทั้งหมด และหลายประเทศกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ไทยจึงต้องเร่งพัฒนาเพื่อให้แข่งขันได้ทันและจับตลาดให้ได้

รวมถึงองค์ประกอบที่สำคัญของการก้าวสู่การเป็น Hub คือเทคโนโลยีและความยั่งยืน (Sustainability) ปัจจุบันธุรกิจการบินไม่ได้แข่งขันกันด้วย “ราคาที่ถูกกว่า” เพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันกันด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี เพื่อดึงดูดให้สายการบินเลือกใช้บริการ และในด้านความยั่งยืน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเชื้อเพลิงการบินแบบยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) ซึ่งบางประเทศและบางสายการบินกำหนดชัดเจนว่าเครื่องบินของเขาจะต้องเติม SAF หากบินในเส้นทางที่รองรับ แต่เมื่อมาถึงประเทศไทยที่ไม่มีบริการ SAF เขาก็ไม่สามารถเติมได้ เพราะจะผิดเกณฑ์มาตรฐานระดับสากล ทำให้สายการบินต้องไปเติมที่สิงคโปร์แทน ส่งผลให้สิงคโปร์ได้รับบทบาท Hub แทนไทย แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่มีผลอย่างมาก ซึ่งขณะนี้ไทยกำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้ทันมาตรฐานโลก

อุตฯการบินไทยยังไปได้ไกล

ปวีณาระบุถึงอุตสาหกรรมการบินของไทยว่า เป็นอุตสาหกรรมที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ไม่ใช่แค่ท่าอากาศยานหรือสายการบินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้โดยสาร ผู้ให้บริการขนส่งสินค้า ผู้ประกอบการร้านอาหารและบริการ รวมถึงบุคลากรด้านการบินที่ทำงานสนับสนุนทุกขั้นตอน ดังนั้นการจะพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตได้อย่างมั่นคง ต้องอาศัยการร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ส่วนตัวมองว่าอุตสาหกรรมการบินไทยของประเทศไทยยังไปได้ไกล เพราะเรารู้ว่าอยากพัฒนาไปในทิศทางไหน สิ่งสำคัญคือเราต้องช่วยกันทำให้เป้าหมายนั้นเกิดขึ้นจริง ทอท.ถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะ ทอท.ดูแลท่าอากาศยานและโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นจุดเริ่มต้นของการดึงดูดนักลงทุนและสายการบิน ถ้าเรายังไม่พร้อม ตัวท่าอากาศยานไม่ทันสมัย กฎระเบียบมีข้อจำกัด ผู้ประกอบการต่างชาติก็อาจเลือกไปทำธุรกิจที่ประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม หรือเกาหลีใต้ซึ่งมีความสะดวกกว่า

อีกเรื่องสำคัญคือ “บุคลากร” ด้านการบินเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางและมาตรฐานสากล การหาคนที่มีคุณสมบัติครบจึงไม่ง่าย และต้องผ่านการอบรมมาตรฐานต่างๆ พร้อมทั้งมีความรู้ด้านเทคนิคและความปลอดภัยระดับโลก ดังนั้นการพัฒนาคนควบคู่ไปกับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของไทยในอนาคต

“อนาคตของอุตสาหกรรมการบินไทยยังสดใส มีโอกาสพัฒนาอีกมาก แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการร่วมมือของทุกฝ่าย และ ทอท.จะเดินหน้าตามแผนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มที่” เอ็มดี ทอท.ทิ้งท้าย