เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 3 สิงหาคม ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป. ได้ควบคุมตัวนายเจษฎา วงศ์เมฆ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เจ้าของร้านขายเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ต้องหาหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่ 102/2561 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ในความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ใดโดยเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยเจตนาทุจริต หรือโดยทุจริตให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ตามมาตรา 147, 157 ประกอบ 86 ป.อาญา โดยสามารถจับกุมได้ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ก่อนนำตัวมาสอบสวนที่ บก.ป. เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 2 ส.ค. โดยบรรยากาศช่วงเช้า มีบรรดาสื่อมวลชนจากหลายสำนักมาปักหลักเฝ้ารอรายงานข่าว
ต่อมาเวลา 10.30 น. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. ได้เดินทางมาที่บก.ป. โดย ผบช.ก. เปิดเผยว่า ในส่วนของขั้นตอนคดีทุจริตเงินทอนวัดนั้น จะช้าเล็กน้อย เนื่องจากมีขั้นตอนทางกฎหมาย ที่จะต้องส่งให้ ป.ป.ช. และรอให้ ป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับมา แต่ก็มีการประสานงานกันอยู่ ทำให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าปกติ เพื่อให้คดีนี้เป็นแบบอย่างให้ผู้ที่คิดจะทุจริตในกระทรวงทบวงกรมอื่นเป็นกรณีศึกษา เจ้าหน้าที่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ส่วนนายเจษฎาผู้ต้องหาคดีนี้ จะมีความเชื่อมโยงอย่างไรบ้าง ยังไม่ขอเปิดเผย ยืนยันว่าทุกอย่างมีพยานหลักฐาน ศาลจึงออกหมายจับให้
รายงานว่า จากการสอบสวน นายเจษฎาให้การปฏิเสธ ตรวจสอบประวัตินายเจษฎาพบว่าเป็นผู้กว้างขวางและเป็นเซียนพระใน จ.นครศรีธรรมราช เคยเปิดแผงพระในย่าน ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช และยังเคยเป็นนักจัดรายการวิทยุท้องถิ่น เป็นที่รู้จักในชื่อ “ลุงทองส่องพระ” มักไปวัดต่างๆ และตีสนิทกับพระผู้ใหญ่ เพื่อใช้อ้างตัวในการดำเนินการทุจริต นอกจากนี้ ยังมีพฤติการณ์รับเหมาก่อสร้างศาสนสถานในวัดแห่งหนึ่งทางภาคใต้ ซึ่งมีงบหลายล้านบาท โดยนายเจษฎาจะอ้างตนเองว่าเป็นตัวกลางระหว่างผู้ใหญ่ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และวัดต่างๆ คอยเสนอโครงการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในวัด เมื่อได้เงินมาก็จะทุจริตเงินไว้ส่วนหนึ่ง ทำให้ไม่ตรงกับที่ตัวเองเสนอไว้ ทั้งนี้ จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า นายเจษฎา รู้จักกับผู้ใหญ่ใน พศ.จริง และอาจมีการนำเงินส่วนแบ่งไปให้กับทางผู้ที่ติดต่อด้วยใน พศ. จึงเข้าข่ายการฟอกเงิน แต่ในเบื้องต้น บก.ปปป. แจ้งข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดฯ โดยจะมีการแจ้งข้อหาเกี่ยวกับการฟอกเงินต่อไป หากมีการรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

