‘พัฒนาประเทศ…พัฒนาทรัพยากรมนุษย์’ โจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ไข เพราะคนในชาติ คือ พลังขับเคลื่อนชาติให้ก้าวไปข้างหน้า

6.09.19 | 09:00 น.

การพัฒนาประเทศและการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อผลักดันประเทศให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางเป็นปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ส่งผลให้ประเทศต้องเร่งพัฒนาหลายเรื่องไปพร้อมๆ กัน เพื่อช่วยยกระดับการพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดด แต่สภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังคงติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ยังต้องการกำลังแรงงานจำนวนมาก แต่ต้องพบกับปัญหา “สังคมผู้สูงอายุ” ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ประชากรที่อายุมากว่า 65 ปี กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่าช่วงวัยอื่นๆ โดยปี 2018 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทั่วโลกที่จำนวนของคนอายุมากกว่า 65 ปี มากกว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ และในปี 2019 จำนวนของคนที่อายุมากกว่า 80 ปี เพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่า จาก 143 ล้านคน เมื่อไทยล่วงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าที่ควรจะเป็น เท่ากับว่าจะขาดกำลังแรงงานคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาเป็นกำลังขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ 

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังประสบวิกฤตรอบด้านทั้ง สังคมผู้สูงวัย ขาดกำลังแรงงานคนรุ่นใหม่ ขีดความสามารถในการแข่งขันถดถอย ทำให้ประเทศต้องเผชิญกับตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำลง และความต้องการบริโภคในครัวเรือนลดลง นั่นคือสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยต้องเร่ง “พัฒนากำลังคน” ที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

ข้อมูลจากธนาคารโลก ชี้ให้เห็นถึงอัตราการเกิดของประเทศไทย ซึ่งมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดรองจากสิงคโปร์ ทว่าเมื่อเทียบคุณภาพแล้ว ประเทศสิงคโปร์ถือว่าเหนือกว่าไทยอยู่มาก ทั้งในแง่คุณภาพของประชากร การศึกษาที่สามารถพัฒนาประชาชนได้อย่างมีศักยภาพ จนเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้จะเป็นประเทศที่เล็ก แต่ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอยู่ในระดับสูง เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก จากรายงานขีดความสามารถในการแข่งขันของโลก ปี 2018 โดย World Economic Forum (The Global Competitiveness Report 2018) สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับ 2 ของโลก ชี้วัดจาก The Global Competitiveness Index (GCI) ตรงจุดนี้เองทำให้เห็นว่า จำนวนไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพ ขณะที่ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศขนาดเล็กที่มีจำนวนประชากรน้อย แต่การพัฒนาประเทศกลับเป็นไปในทิศทางที่ดี อีกทั้งมีการจัดการศึกษาที่เรียกได้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ของโลก 

เมื่อหันมามองประเทศไทย “การศึกษา” ที่ถือว่าเป็นรากฐานและหัวใจสำคัญในการพัฒนากำลังคนเพื่อการพัฒนาประเทศ พบว่ามีความพยายามขับเคลื่อนการศึกษาในด้านต่างๆ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในฐานะหน่วยงานด้านนโยบายการศึกษาได้ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการผลิตและพัฒนากำลังคนตามช่วงวัยเพื่อรองรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ และเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมามีการจัดประชุมระดมความคิดเห็น เรื่อง “กรอบแนวทางการผลิตและพัฒนากำลังคนตามช่วงวัย” โดยมีการเสวนาในหลากหลายหัวข้อ ได้แก่ การผลิตและพัฒนากำลังคนตามช่วงวัยเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการนำยุทธศาสตร์ชาติสู่การปฏิบัติ การผลิตและพัฒนากำลังคนแนวทางการปฏิรูปการศึกษา การจัดการศึกษาเพื่อตอบโจทย์การพัฒนากำลังคน 4.0 การจัดการศึกษาเพื่อผลิตกำลังคนรองรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และการผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา กล่าวไว้ในการประชุมระดมความคิดเห็น เรื่อง กรอบแนวทางการผลิตและพัฒนากำลังคนตามช่วงวัยว่า การจัดการศึกษาในอนาคตทั้ง 4 ช่วงวัย ต้องเป็นระบบการศึกษาที่พัฒนาคนได้ แต่การศึกษาของไทยไปเน้นที่ความรู้ ความจำ โลกในศตวรรษที่ 21 ต้องการทักษะ Soft Skill (ทักษะด้านสังคม) การศึกษาในแต่ละช่วงวัยก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน

Advertisement

“โลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ต้องการคนเก่ง แต่ต้องการคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ทำงานข้ามวัฒนธรรม ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เป็นผู้นำได้ ทักษะเหล่านี้เรียกว่าทักษะ Soft Skill ซึ่งในหลักสูตรการศึกษาของไทยในปัจจุบันไม่มีพื้นที่ให้ฝึกทักษะด้านนี้ เราต้องสร้างคน หัวใจของการสร้างคน คือ การสร้างรากฐานของเศรษฐกิจและสังคม ถ้าเราไม่สามารถปฏิรูปการศึกษาได้ เราอย่าไปคาดหวังกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้เลย เพราะนี่คือฐานสำคัญ” ส.ว.ตวง กล่าว 

นอกจากนี้ สกศ. ยังได้ดำเนินการวิจัยศึกษาแนวโน้มความต้องการกำลังคนที่ยึดพื้นที่เป็นฐาน (Area-based) โดยทำการเก็บข้อมูลทั้งจากปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านครัวเรือน บริบททางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และแนวโน้มการพัฒนาของพื้นที่ ความต้องการแรงงานของสถานประกอบการ นโยบายและการจัดการศึกษาของสถานศึกษา นโยบายและแนวทางในการพัฒนากำลังคนของหน่วยงานอื่นๆ เพื่อนำผลที่ได้มาวิเคราะห์และเตรียมจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในเรื่อง การวางแผนการผลิตและพัฒนากำลังคนที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ซึ่งคำนึงถึงศักยภาพและความแตกต่างของพื้นที่

ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กล่าวถึงแนวทางในการพัฒนากำลังคนไว้ว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีผลต่อการดำเนินงานของภาคส่วนต่างๆ ที่ต้องดำเนินงานให้สอดคล้องกัน สำหรับ สกศ. ในฐานะหน่วยงานกลาง มีความต้องการข้อมูลความต้องการกำลังคน เพื่อวางแผนการผลิตและพัฒนากำลังคนที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ จากการศึกษาแนวโน้มความต้องการกำลังคนที่ยึดพื้นที่เป็นฐาน (Area-based) อาจจะไม่แตกต่างจากเดิมมาก แต่พบว่าเรื่องความต้องการสมรรถนะ (Competency) เฉพาะพื้นที่เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่มเข้ามา สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละจังหวัด ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทและทรัพยากร รวมถึงลักษณะงานที่มีความต้องการแตกต่างกัน 

ในอนาคตประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาประชากรเกิดใหม่น้อยลง ในเชิงนโยบายแล้วปัจจัยใดสำคัญควรเร่งพัฒนาเพื่อให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ชาติ คือ Productivity (ผลิตภาพ) ประเทศจะอยู่ยั่งยืนมั่นคงได้ต้องมีการเพิ่ม Productivity หมายความว่า คนหนึ่งคนต้องมีความสามารถมากขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น เนื่องจากในยุคปัจจุบันที่ Technology disruption (ความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี) ทำให้การวางแผนกำลังคนไม่สามารถทำแบบเดิมได้อีกต่อไป

“สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความมั่งคงของทุกประเทศในโลกทุกแห่งในโลก จะมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนได้ เบื้องหลัง คือ Productivity และปัจจุบันมนุษย์ไม่ได้ต้องการจำนวนคน แต่ต้องการหน่วยของ Skill (ทักษะ) หรือ Competency (สมรรถนะ) ซึ่งสมรรถนะ หมายรวมถึงทักษะ ความรู้ ความสามารถ ทัศนคติ สิ่งอื่นซึ่งจะรวมกันเป็นสมรรถนะของคนในการที่จะทำงานให้บรรลุอย่างใดอย่างหนึ่ง” รศ.วรากรณ์ กล่าว 

ไม่เพียงแต่ภาครัฐที่ทำหน้าที่วางแผนในการขับเคลื่อนและพัฒนากำลังคน มุมมองของภาคเอกชน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่กำลังคนเป็นฟันเฟืองสำคัญ ภายใต้โลกยุคปัจจุบันและมองไกลไปถึงอนาคตที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทขึ้นและคงจะมากขึ้นไปอีก ทักษะของกำลังคนในยุคต่อไปคงไม่ได้หยุดและจบลงที่การเรียนรู้ในห้องเรียน

นายถาวร ชลัษเฐียร รองประธานงานสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัญหา Workforce (กำลังคน) ในอนาคต ที่จะเกิดขึ้นจากการ Disruptive Technology (เทคโนโลยีที่สร้างความพลิกผันแก่โลก) ทำให้ต้องมีการ Reskill (พัฒนาทักษะที่มีอยู่) Upskill (เสริมทักษะใหม่) โดยในอนาคตระดับความรู้อาจจะไม่ต้องจบถึงระดับปริญญาตรี เพราะปัจจุบันปริญญาตรีก็ Over Qualified (คุณสมบัติเกินความต้องการ) ในขณะที่ความต้องการ คือ ระดับอาชีวศึกษา นอกจากนี้ต้องเป็นกำลังคนที่สามารถ Self-learning (เรียนได้ด้วยตัวเอง) Lifelong learning (เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต) เพราะเทคโนโลยีจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง จึงต้องพัฒนาแรงงานให้สามารถรองรับตรงนี้ได้ รวมถึงกำลังแรงงานที่จะน้อยลง ดังนั้นแรงงานที่มีต้องเป็นแรงงานระดับทักษะ เพื่อรายได้ที่สูงขึ้น 

โดยเมื่อเพิ่มทักษะเดิมจนเกิดการพัฒนาทักษะใหม่ขึ้นมาแล้ว หากต้องการการรับรองความสามารถในการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะสาขาอาชีพใด สามารถไปทดสอบวัดระดับความรู้และทักษะความสามารถได้ ณ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) หน่วยงานที่จะยกระดับทักษะ ความรู้ความสามารถกำลังคนของชาติ

ดร.นพดล  ปิยะตระภูมิ รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า บทบาทหน้าที่ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพที่มีความสำคัญ คือ การสร้างมาตรฐานวิชาชีพของคนไทย ทักษะความสามารถของแรงงาน ซึ่งร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมในการสร้างมาตรฐานวิชาชีพต่างๆ บทบาทหน้าที่อีกอย่าง คือ จัดทดสอบสมรรถนะ เพื่อให้คนที่ไม่มีคุณวุฒิทางการศึกษาสามารถนำทักษะทางวิชาชีพมาทดสอบสมรรถนะ เมื่อสอบผ่านจะได้รับใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ ที่สามารถเทียบเคียงกับคุณวุฒิทางการศึกษาได้ 

ทักษะความสามารถของกำลังแรงงานไทยกับปัญหาทรัพยากรมนุษย์ เป็นโจทย์ใหญ่ โจทย์หนักที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ให้ทัน ไม่เพียงแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนก็ต้องตื่นรู้ในเรื่องนี้ ก่อนที่ปัญหาทรัพยากรมนุษย์ของไทยจะกลายเป็นปมใหญ่ติดแน่นจนสะสางแก้ได้ยาก