ส่งสารพัดยาให้ ‘วัฒนา’ ในเรือนจำ หลังอุทธรณ์ยืนคดีบ้านเอื้ออาทร สั่งจำคุก 99 ปี
วันที่ 5 มีนาคม นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ทนายความของนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) จัดยาลดความดัน ยาโรคหัวใจ เเละยาโรคเกี่ยวกับตับ ให้กับนายวัฒนา ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร พร้อมประสานกรมราชทัณฑ์เรื่องการรักษาพยาบาล เนื่องจากนายวัฒนา มีอายุ 65 ปีแล้วและป่วยหลายโรค หลังองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ อ่านคำพิพากษาคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยยืนคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ตัดสินให้จำคุกนายวัฒนา 99 ปี
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ นัดอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข และพวกรวม 14 ราย เป็นจำเลยในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น
องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์พิจารณาพยานหลักฐานที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไต่สวน ประกอบการแถลงปิดคดีด้วยวาจาของจำเลยที่ 1 (นายวัฒนา) โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าไม่ได้แต่งตั้งนายอภิชาต จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 4 เป็นที่ปรึกษา แต่จำเลยที่ 4 แอบอ้างและทำเองตามลำพัง เห็นว่า จำเลยที่ 4 มาพบจำเลยที่ 1 หลายครั้ง อีกทั้งยังไปแนะนำตัวกับจำเลยอื่นและผู้ประกอบการว่าเป็นที่ปรึกษาจำเลยที่ 1
ประกอบกับพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่การเคหะแห่งชาติ(กคช.) เข้าเบิกความ และมีพยานเบิกความว่าได้ส่งเอกสารเชิญประชุมระบุชื่อจำเลยที่ 4 เป็นที่ปรึกษา แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 4 อย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าจำเลยที่ 4 กระทำในฐานะที่ปรึกษาจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 5 (น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง ลูกน้องคนสนิทนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร) เป็นเลขานุการ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 4 เป็นที่ปรึกษาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 เป็นเลขานุการ อย่างไม่เป็นทางการ
ต่อมาจำเลยที่ 1 สั่งการให้การเคหะฯ ออกประกาศฉบับใหม่ หากผู้ประกอบการรายใดยังไม่ได้รับการอนุมัติโครงการ ให้ผู้ประกอบการยื่นแบบโครงการ พร้อมแนบหลักประกันร้อยละ 5 ของโครงการ โดยจำเลยที่ 1 ยังเคยเรียกประชุมผู้ประกอบการแจ้งว่ามีค่าดำเนินการยูนิตละ 1 หมื่นบาท หากผู้ประกอบการรายใดพร้อม จะได้รับอนุมัติโครงการ ซึ่งมีพยานโจทก์หลายรายให้การสอดคล้องกันว่า ได้ยินผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติโครงการ แจ้งว่า หากอยากได้งานให้ติดต่อจำเลยที่ 4 โดยมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้ประสานงาน พยานจึงยอมจ่ายค่าตอบแทน โดยลดราคาเหลือ 9,000 บาทต่อยูนิต พยานจึงนำเช็คจำนวน 46 ล้านบาทไปให้ และได้รับอนุมัติโครงการสร้างบ้านเอื้ออาทร
จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 อาศัยประกาศฉบับใหม่เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการจริง และเชื่อว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมข่มขืนใจ หรือจูงใจ เพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหาให้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเอง หรือผู้อื่น
อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืนจำคุก 99 ปี จำคุกจริง 50 ปีตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังให้นายวัฒนา ร่วมจำเลยกับจำเลยคนอื่นๆ ชดใช้เงิน 89 ล้านบาทด้วย พร้อมให้ออกหมายจับจำเลยที่ 6 (น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว พนักงาน บริษัทเพรซิเดนท์อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด) จำเลยที่ 7(น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา พนักงาน บริษัทเพรซิเดนท์อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด) และจำเลยที่ 10 (นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย) มาฟังคำพิพากษาวันที่ 27 เมษายน 2565

