หน้าแรก ในประเทศ ส.ก.คลองสามวา...

ส.ก.คลองสามวา ซัด กทม.ไร้แผนรับมือท่วม ลงทุนมากมาย ปล่อยปชช. ‘ตักทรายเอง?’ เล่าเคสเดือดถึงขั้นจี้คอ

21.10.26 | 17:27 น.

ส.ก.คลองสามวา ซัด กทม. ไร้แผนรับมือน้ำท่วม คาใจลงทุน AI ในอนาคตมากมาย แต่ผลักประชาชนแบกภาระ ‘ตักทราย’ เล่าเคสเดือด ถึงขั้นเอามีดแทงคอกันแย่งทราย

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหาร ตลอดจนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต เข้าร่วมการประชุม สภากรุงเทพมหานครสมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย เป็นประธานสภาฯ


ในตอนหนึ่ง นายสุรเกียรติ หวังพิทักษ์ ส.ก.เขตคลองสามวา พรรคประชาชน กล่าวถึงเรื่อง ‘ถุงยังชีพและกระสอบทราย’ ในเขตคลองสามวา ว่าอย่างแรกเลยตนขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกท่านในเขตคลองสามวาและในทุกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ทำงานอย่างขมักเขม้นและแข็งแรง ตนเชื่อว่าในช่วงเวลาเหล่านี้คงไม่มีใครอยากตำนิติเตียน เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการที่ลงพื้นที่และทำงานอยู่ทุกวัน และต้องขอแสดงความดีใจ แทนคนกรุงเทพมหานคร ที่ทางฝ่ายบริหาร ท่านผู้ว่าฯ ได้ลงพื้นที่ไปในหลายหลายเขต ยกเว้นเขตคลองสามวา

“ตนขอเสนอความไม่พร้อม ในการบริหารจัดการในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ความไม่พร้อมหนึ่งสัญญาณแรก เรื่องถุงยังชีพ ผมมีโอกาสได้เข้าประชุมในสัดส่วนของคณะกรรมการติดตามงบประมาณเศรษฐกิจ การแจ้งตัวเลขและข้อมูลของการจัดสรรถุงยังชีพของกรุงเทพมหานคร ต่อคนกรุงเทพมหานคร สั้นๆ เลยตรงนี้ เขตคลองสามวา เราได้มาจำนวน 16,500 ชุด ตามที่แจ้งไว้ ณ วันที่ 15 ตุลาคม” นายสุรเกียรติกล่าว

นายสุรเกียรติกล่าวต่อว่า กรุงเทพมหานครประกาศภัยพิบัติวันที่ 25 กันยายน ปัจจุบันเป็นระยะเวลาเกือบเดือนแล้ว ถุงยังชีพ 16,500 ชุด เขตคลองสามวา มีประชากร 200,000 กว่าคน รวมประชากรแฝงด้วย 300,000 กว่าคน มาเป็นอันดับหนึ่ง เราได้ถุงยังชีพ ณ วันที่ 15 ตุลาคม ไม่ถึง 10%

Advertisement

วันนี้คนที่มาลงทะเบียนเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบ้านหรือว่าจะเป็น claim.bangkok.go.th เองก็ตามในเรื่องของเงินรัฐบาลก็ตาม มีจำนวนที่เกินกว่านี้มาก แต่นี่เรากำลังถามถึงความพร้อมและความรับผิดชอบของการนำส่งถุงยังชีพ เพราะเหมือนที่ท่าน ดร.จอห์น (นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา) บอก ประชาชนไม่ได้อยากได้ข้าวกล่อง ประชาชนอยากได้ถุงยังชีพ ข้าวกล่องบางทีบุบก็มี เขตคลองสามวาก็เจอไม่ต่างเลย กับเขตกรุงเทพตะวันออก เราน่าสงสาร

“เรื่องถุงยังชีพเป็นอย่างนี้ น้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน ผมได้รับแจ้งจากทางเขตว่าทำเรื่องขอไปเมื่อวันที่ 27 กันยายน ได้รับถุงวันที่ 29 กันยายน เราขอไปทั้งหมด 5,500 ชุด ซึ่งคิดว่ามันไม่ได้เยอะเลย แต่สิ่งที่เราได้มาในล็อตแรกคือ 2,000 ชุด แล้วยังมีอีกหลายหลายเขตได้วันที่ 6 ต.ค.กันบ้าง เหมือนที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าว นานไป กว่าจะได้น้ำท่วมแล้วท่วมอีก กลับมาแห้ง กลับมาท่วมอีกรอบนึงจนจะแห้งแล้ว เพิ่งจะมาได้ถุงยังชีพ สะท้อนถึงฝ่ายบริหารว่า เราไม่มีการเตรียมพร้อมเลย” นายสุรเกียรติชี้

นายสุรเกียรติกล่าวต่อถึงเรื่อง ‘กระสอบทราย’ ตนกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่พูดไม่ได้ ช่วงต้นของเหตุการณ์น้ำท่วมเรายังจำได้ดี ประชาชนในกรุงเทพมหานครต้องไปลงต่อคิวกันที่สำนักงานเขตเพื่อที่จะตักทรายเข้าถุง แน่นอนพนักงานเขตไม่พอ ต้องดูแลประชาชนหลายฝ่ายหลายพื้นที่ คือสิ่งที่เกิดขึ้น

ตนก็มีความสงสัยและได้ถามคณะกรรมการติดตามงบ กับคณะกรรมการเศรษฐกิจว่า เหตุผลและที่มาของการที่ประชาชนต้องไป ตักทรายเข้ากระสอบรายคิว รายวัน เพราะอะไร ตนได้ขอยกอีกหนึ่งตัวอย่างเขตของตน

“เขตคลองสามวา ประชาชนต้องไปต่อรอคิวกันเพื่อจะขนทรายกลับบ้าน เพื่อป้องกันบ้านตัวเองที่น้ำท่วมอยู่แล้ว ก็ต้องเสียค่ารถออกมาอีก รถก็อาจจะพังเอา ไม่มีตังค์ซ่อม ทีนี้เมื่อรอต่อคิวแดดก็ร้อน เกิดการทะเลาะวิวาทเอามีดแทงคอกันน่าสงสาร เพียงเพราะว่าต้องไปเอาทราย นี่สะท้อนถึงการทำงานของฝ่ายบริหารเรามีงบประมาณในการคิดโครงการระดับ 1,000,000,000

เรากำลังลงทุนใน AI เรากำลังลงทุนในอนาคตเยอะแยะมากมายที่ฝ่ายบริหารกำลังพัฒนา แต่ทำไมเรายังถึงปล่อยให้ประชาชนไปตักทรายที่สำนักงานเขต วันนี้มันสะท้อนถึงวิชั่น ถึงวิสัยทัศน์ต่ออนาคตคนกรุงเทพมหานครมากๆ ไม่ว่าเราจะลงทุนในเรื่องที่จะมีประโยชน์มากแค่ไหน แต่ถ้าประชาชนยังต้องไปตักทรายที่เขต ประชาชนต้องหอบรถหอบข้าวรวมตัวกันไปต่อคิวกันร้อนๆ ไปถึงก็ไม่ได้ทราย เพราะทรายมันหมดก่อน ไม่น่าเชื่อว่ากรุงเทพมหานคร ยังบริหารจัดการแบบนี้อยู่“ นายสุรเกียรติกล่าว

นายสุรเกียรติกล่าวต่อว่า ตนได้มีการถามเจาะลึกถึงข้าราชการระดับสูง ได้ข้อสรุปว่า เราแยกซื้อกระสอบ กับทราย เราไม่ได้ซื้อทรายเป็นกระสอบ เราซื้อแยกกัน แยกเป็นกระสอบ 6 ล้านบาท และ 5 ล้านบาทเป็นตัวเลขจากทางข้าราชการยอด 11 ล้านบาท คำถามวันนี้คือ เราจะจัดซื้อจัดจ้างระดับงบประมาณหลาย 1,000,000,000 แต่ทำไมเราต้องผลักภาระให้ประชาชนต้องไปตักทรายที่สำนักงานเขตอยู่ทำไมเราบริการประชาชนไม่ได้

การบริหารจัดการแบบนี้มันคือการผลักภาระให้ประชาชน หน้าที่ของฝ่ายบริหาร หน้าที่ของฝ่ายพวกเรา คือต้องอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้มากที่สุด ทำไมเราซื้อทรายเป็นกระสอบไม่ได้ ชาวบ้านลงลงทะเบียนเสร็จก็นำไปเลย

“ทำไมเราต้องให้เขาตักทราย ตักทรายแบบนี้อยู่ กทม. เราจะซื้ออะไรก็ได้ แต่เราซื้อทรายเป็นกระสอบไม่ได้หรอ นี่เป็นคำถามจากประชาชนที่อยู่ในเขต เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นแบบนี้แล้วเราผลักภาระให้ประชาชนต้องไปทำ

ภาพจาก สำนักงานเขตคลองสามวา

ประชาชนต้องไปซื้อกระสอบกันเอง ตอนแรกก็ดี ถูกดี พอมันต้องซื้อเยอะๆ เข้า พุ่งไปกระสอบละ 70 ถึง 80 บาท บางที่ 100 กว่า คนงานไปยกเสียงเงินแล้วเสียเงินอีก สุดท้ายแล้วได้รับเงินค่าเยียวยา 5,000 บาท ได้รับเงินเยียวยา 9,000 บาท แบบนี้มันไม่ได้” นายสุรเกียรติกล่าว

นายสุรเกียรติกล่าวต่อถึงประเด็นที่ 3 ว่า การเปิดศูนย์รับเรื่องเยียวยาที่ล่าช้าเกินเหตุ วันนี้เราน้ำท่วมเกือบเดือนแล้ว เข้าใจว่าบางพื้นที่แห้งแล้ว แต่ยังมีพื้นที่กรุงเทพตะวันออก ไม่ว่าจะหนองจอก ลาดกระบัง คลองสามวา ซึ่งเขตคลองสามวาก็เริ่มแห้งมากขึ้นแล้ว แต่ยังมีหลายหลายพื้นที่ที่ยังท่วมอยู่ อย่างเช่น หนองจอก น่าสงสาร ส.ก. ทำงานหนัก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนแรกคลองสามวาเรารับคนลงทะเบียนได้ 1,200 ต่อวัน แบ่งเป็นออนไลน์ 600 คน ออนไซต์อีก 600คน แน่นอนไม่เพียงพอ ประชากรในเขตเราเยอะ จนกระทั่งเมื่อวานถ้าจำไม่ผิดทางฝ่ายบริหารได้มาบอกว่า มีการเพิ่มจุดให้บริการรับเรื่องเยียวยา ถ้าเป็นเขตคลองสามวาก็จะเพิ่มเป็น วัดพระยาสุเรนทร์ อีก 700-800 คิว คำถามที่สำคัญคือ ที่ผ่านมาเราทำอะไรอยู่ จุดช่วงพีคที่คนจะมารับการเยียวยามันคือช่วงกลาง ซึ่งเข้ามาสู่ช่วงท้ายแล้วเกือบเดือนแล้ว เราเพิ่งจะพิจารณาตกผลึกกันว่า เราควรจะเพิ่มจุดให้บริการ

“มันเลยจุดพีคที่คนเขาต้องการ แน่นอนมีมาเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ผมกำลังสะท้อนปัญหาว่า การจัดการในกรุงเทพมหานครรอบนี้เราช้ามากๆ ประชาชนต่างพูดเป็นสิ่งเดียวกันว่า เราลำบาก การจัดการของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพอยู่ตรงไหนเข้าใจคนทำงาน ผมไม่เคยติเตียนข้าราชการในระดับปฏิบัติการที่ลุยหน้างานอยู่ทุกวัน เห็นใจและให้กำลังใจทุกท่านจริงๆ แต่วันนี้เรากำลังพูดถึง นโยบายจากส่วนกลางที่วางให้เขาปฏิบัติ

วันนี้ฝ่ายปฏิบัติการอยากจะทำหลายอย่าง แต่ก็ทำไม่ได้ รอการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร เพราะว่าอำนาจอยู่ที่ฝ่ายบริหาร พอแล้วกับการที่ต้องรอคนใดคนหนึ่งตัดสินแล้วค่อยมาบังคับใช้ทั้งกรุงเทพมหานคร เราควรจะกระจายอำนาจให้มากที่สุด กระจายอำนาจให้กับบุคลากรคนที่เขาอยู่หน้างาน”

ภาพจาก สำนักงานเขตคลองสามวา

นายสุรเกียรติกล่าวเสริมว่า อีกเรื่องหนึ่งที่เราได้มีการถกเถียงคือ งบประมาณของทางรัฐบาล 5,000 บาท และ 9,000 บาท แต่วันนี้ในเรื่องของ Claim Bangkok ในเรื่องของเงินเยียวยาที่จะต้องเอาไปซ่อมบ้าน กรุงเทพมหานครเรามีให้ 80,000 บาท เขตคลองสามวายื่นมาแล้วที่สำนักงานเขต 2,000 เคสที่เว็บอีก 8,000 กว่าเคสรวมกันเป็น 10,000 กว่าเคส

ตนได้มีการสอบถามไปถึง คณะกรรมการเศรษฐกิจ ว่าเราได้มีการเริ่มดำเนินการหรือยัง เจ้าหน้าที่บอกว่า ‘ท่านครับยังไม่มีคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติเงินเยียวยา เพิ่งประชุมไปเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม’ น้ำท่วมจะเดือนกว่าแล้วเราพึ่งจะมีคณะกรรมการอนุมัติเงินเยียวยา

“ที่ผ่านมาเราไม่ได้มีความเตรียมพร้อมเลย น้ำท่วม 25 กันยา เราตั้งคณะกรรมการวันที่ 19 ตุลาคม และอีก 10,000 กว่าเคสเขตคลองสามวา อย่างเดียวที่เจ้าหน้าที่ต้องไปดู หลายบ้านไปลงพื้นที่ว่า บ้านก.ไก่ เสียหายเบิกได้เท่าไหร่ ต้องไปตามบ้าน สงสารเจ้าหน้าที่เขา แต่วันนี้คณะกรรมการเราเพิ่งตั้ง

เจ้าหน้าที่บางทีก็พร้อมแล้ว อยากจะไปตั้งนานแล้ว แต่ก็ต้องรอส่วนกลางอยู่เพราะว่าเราไม่มีการกระจายอำนาจเจ้าหน้าที่ที่เค้าอยากทำงานอยากจะให้งานมันเสร็จเร็ว เรื่องนี้เป็นปัญหาของกรุงเทพมหานครที่อยากจะสะท้อนเพราะ ไม่ว่าน้ำท่วมจะเกิดกี่ครั้ง ถ้าเราเตรียมตัวกันแบบนี้อยู่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ‘การเยียวยา’ เท่านั้น แต่เรายังไม่มีการเตรียมพร้อมแผนรับมือการน้ำท่วมเลย

“ขอเสนอให้ฝ่ายบริหารกระจายอำนาจมากกว่านี้ ให้ทางเขตได้มีอำนาจการตัดสินใจ ขอฝากไว้ประมาณนี้” นายสุรเกียรติกล่าว