วันเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วครบ 8 เดือน ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับพักโทษ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังถูกคุมขังเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ของโทษจำคุก 1 ปี ในคดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ
ซึ่งอดีตนายกฯ ต้องรายงานตัวต่อสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ตามเงื่อนไขการพักโทษ เดือนละ 1 ครั้ง จนครบวันพ้นโทษวันที่ 9 กันยายนนี้
ขณะที่รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล เข้าบริหารประเทศในสมัยที่ 2 ครบ 1 เดือน เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่การบริหารงานประเทศในห้วง 1 เดือนที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย คณะรัฐมนตรี (ครม.) อีก 34 คน ต้องเผชิญกับสารพัดปัญหาร้อนชนิดที่ไม่มีเวลาฮันนีมูน
ทั้งกรณีการสู้รบระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าชธรรมชาติเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก และประเทศไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ไม่สามารถส่งออกได้เนื่องจากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ของอิหร่านและสหรัฐ ซึ่งสถานการณ์สงครามดังกล่าวยังไม่ชัดเจนว่าจะยุติการสู้รบได้เมื่อใด
ผลกระทบจากสงครามในพื้นที่ตะวันออกกลาง ส่งผลให้ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ขยายวงเป็นปัญหาปากท้องและค่าครองชีพของประชาชน ส่งผลต่อปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ที่จะเผชิญกับสภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 5% ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์
วิกฤตเศรษฐกิจกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลอนุทิน ต้องเร่งแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้น และการแก้ปัญหาในระยะยาว การแก้ปัญหาระยะสั้นจากผลกระทบของราคาพลังงาน โดย ครม.มีมติเห็นชอบออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ…. หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
แบ่งเป็นวงเงิน 2 แสนล้านบาทแรก เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่กำหนดให้มีผู้รับสิทธิ 43 ล้านสิทธิ ได้รับเงินเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน
ส่วนวงเงินอีก 2 แสนล้านบาทหลัง จะใช้ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม
เพราะวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อประชาชน เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แม้จะต้องเผชิญกับการตรวจสอบของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เข้าชื่อกันส่งให้ประธานสภา ส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ฉบับดังกล่าวเป็นไปตาม มาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ แม้จะต้องรอความชัดเจนจากการพิจารณาตามกรอบเวลา 60 วัน แต่เมื่อ พ.ร.ก.กู้เงินฯ มีผลบังคับใช้แล้วจึงสามารถดำเนินการใช้งบประมาณดังกล่าวได้
นอกจากนี้รัฐบาลเดินได้หน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติมาร่วมลงทุนในมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่อาจจะเดินหน้าโครงการดังกล่าวได้ไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากมีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายถึงความไม่คุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เป็นเหตุให้นายกฯได้มอบหมายให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ ในทุกประเด็น ภายใน 90 วัน
ก่อนสรุปผลการศึกษาให้ นายกฯและ ครม.ร่วมกันตัดสินใจอีกครั้ง
ขณะที่รัฐบาลยังต้องเผชิญกับการตรวจสอบของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ผ่านกลไกสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญสภา ทั้ง 35 คณะ ภายหลังที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อย่างเป็นทางการ ตามคำสัญญาของผู้นำฝ่ายค้าน ว่าจะเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์ของประชาชนผ่านผลการทำประชามติ รวมทั้งจะทำหน้าที่สรรหาองค์กรอิสระไม่ให้มีการแทรกแซงและครอบงำ
จากนี้กลไกการตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน ผ่านการทำหน้าที่ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน และ กมธ. 35 คณะ จะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น
การเดินหน้าบริหารงานของรัฐบาลอนุทิน นับจากนี้ตั้งแต่เดือนที่ 2 ไปจนตลอดวาระ 4 ปี ของรัฐบาล ยังต้องเผชิญทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ อันมาจากปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือการควบคุมและปัจจัยภายใน รวมทั้งจะต้องเผชิญกับวิกฤตการเมือง ผ่านการตรวจสอบของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่มีพรรค ปชน.เป็นแกนนำผนึกกำลังกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และกลไกของคณะ กมธ. 35 คณะ ที่พร้อมจะตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลในทุกมิติ การเดินหน้าเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลการทำประชามติของประชาชน 21.6 ล้านเสียง ที่ภาคประชาชนและฝ่ายการเมืองจะส่งเสียงเรียกร้องดังขึ้นเรื่อยๆ มายังรัฐบาล
จากบริหารประเทศนับจากนี้จึงอยู่ที่ภาวะการนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ที่จะนำพา ครม.ทั้งคณะ เดินหน้าโชว์ฝีมือแก้สารพัดปัญหาและวิกฤต ทั้งที่รัฐบาลเผชิญและกำลังจะเผชิญ ให้คลี่คลาย ผ่านดัชนีที่จะสะท้อนผ่านตัวเลขผลการเติบโตทางเศรษฐกิจในแต่ละไตรมาส

