ความมั่นใจ และความหวังในวัย 28 ปีของ ‘ แคลร์ จิรัศยา’ ผู้อยู่เบื้องหลัง ‘One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ’

16.01.20 | 18:15 น.

หากใครคุ้นเคยกับภาพยนตร์เรื่อง โฮมสเตย์ ก็คงจะคุ้นเคยหนึ่งในประโยคสุดฟิน “จะเป็นได้ยังไงอ่ะ ก็มินไม่เคยขอ” ที่มาจากปลายปากกาของ แคลร์ – จิรัศยา วงษ์สุทิน หนึ่งในทีมเขียนบทภาพยนตร์ดังกล่าวในขณะนั้น และในวันนี้ แคลร์ จิรัศยา ได้ขึ้นแทนมาเป็นผู้กำกับการแสดงครั้งแรกในซีรีส์เรื่อง One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ ที่ออกอากาศทางไลน์ทีวีอยู่ตอนนี้

“เหมือนตัวเองออกมาจากเซฟโซนมากขึ้น” เธอกล่าวหลังจากมติชนถามว่ากำกับซีรีส์ครั้งแรกแตกต่างจากเขียนบทอย่างไร

“เรารู้สึกว่าไม่มั่นใจในตัวเองเท่าไร พอเรามาทำเรื่องนี้เหมือนได้ก้าวออกมา บอกไม่ได้ว่ากลัวอะไร แค่ไม่มั่นใจ แต่ตอนนี้เราก็กล้าตัดสินใจมากขึ้น”

เธอได้กล่าวถึงผลงานล่าสุดของตัวเองมาว่ากระแสตอบรับค่อนข้างดี “ตอนแรกไม่มั่นใจคนจะดูเป็นวงกว้างไหม หรือว่าจะเป็นแค่แฟนวงBNK48 แต่ตอนนี้พบว่ารับชมได้ทุกเพศ ทุกวัย เพราะเรื่องนี้ตั้งใจทำเกี่ยวกับครอบครัว”

ทั้งยังเป็นครอบครัวที่มีทั้งพ่อและแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นจริงในหลายครอบครัว จึงทำให้เล่าเรื่องที่เล่าใกล้ตัวผู้ชมมากขึ้น

Advertisement

“สมัยนี้อัตตราการหย่าร้างสูง เราอยากทำให้คนรู้สึกว่าครอบครัวที่สมบูรณ์แบบไม่จำเป็นต้องมีแค่พ่อแม่ลูกเสมอไป เราสามารถเลือกคนที่จะมาเป็นครอบครัวได้” “แค่ไม่อยากให้ฟังค่านิมยมแบบเก่าๆ”

และหากย้อนกลับไปในวัยเด็ก แคลร์ จิรัศยาชื่นชอบการรับชมภาพยนตร์เป็นอย่างมาก ถึงขั้นบอกกับมติชนว่า ภาพยนตร์มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิต ซึ่งเรื่อง Julia Roberts ในวัยมัธยมนับเป็นการเปลี่ยนโลกของเธอ

” เรื่อง My best friend wedding (1997) ดูจบแล้วอินมาก ซึมไปสามวัน เพราะมันเป็นหนังรักที่ไม่ได้สมหวังเหมือนที่เราเคยรู้จัก เรารู้สึกว่าหนังมีอิมแพ็กกับชีวิตเราเยอะ ก็เลยชอบดู แต่ไม่เคยคิดว่าจะทำหนังหรอกนะ”

“เราดูหนังแล้วโลกกว้างขึ้น ไม่ปิดกั้นตัวเองในการใช้ชีวิต เราเห็นความเป็นไปได้ในโลกเยอะขึ้น เลยทำให้เปิดใจ ยอมรับอะไรง่ายขึ้น”

แม้จะไม่มีตัวอย่างเหตุการณ์ชีวิตที่ภาพยนตร์นำความคิดและการตัดสินใจครั้งสำคัญ แต่แคลร์ก็เล่าต่อว่า ภาพยนตร์สำหรับเธอคือเพื่อนคนสำคัญ

จนวันเวลาเดินทางมาถึงช่วงชีวิตมหาวิทยาลัย แคลร์ก็ยังไม่มีแนวทางจะเข้ามาเป็นผู้กำกับ จนกระทั่งช่วยรุ่นพี่ที่สนิทออกกองจึงได้รับคำชักชวนมาทำหนัง ” เราเลยมีโอกาสได้ลองทำดู”

และเมื่อภาพยนตร์ของเธอได้รับรางวัลช้างเผือก เธอจึงเปลี่ยนแนวคิดและความชอบมาลุยงานภาพยนตร์อย่างเต็มตัว

“มันเหมือนเราได้สร้างโลกใบหนึ่งขึ้นมา แบบที่เป็นของเราจริงๆ เราว่ามันสนุกดี”

จากวันนั้นถึงวันนี้นับเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้วที่แคลร์โลดแล่นในวงการภาพยนตร์ที่เธอหลงรัก เธอภาคภูมิใจกับผลงานตัวเอง และมั่นให้กำลังใจว่าตอนนี้กล้าคิด และกล้าตัดสินใจมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันเธอก็ยังประเมินตัวเองเสมอว่า เธอยัง’ตัวเล็ก’ ในวงการภาพยนตร์ อยู่เสมอ

“ชอบงานตัวเองมากขึ้นมากค่ะ ใน 1 ปีที่ผ่านมา ”

และในวัย 28 เธอได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากเขียนบทภาพยนตร์ของตัวเองให้เสร็จ ก่อนอายุ 30

“จริงๆไม่มีความหมายกับอายุหรอกค่ะ แค่รู้สึกว่าเรียนจบมาหลายปีแล้ว อยากทำภาพยนตร์เสียที อยากเล่าเรื่องของตัวเอง แต่ยังงงอยู่ว่าจะเล่าแบบไหน ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก”

แม้ตอนนี้จะยังไม่มีโครงภาพยนตร์แจ่มชัด แต่เมื่อถามว่าเป้าหมายในการทำงานคืออะไร เธอตอบเสียงดังฟังชัดมาว่า

“อยากมีความสุขในทุกๆวันค่ะ”