ปธ.สภาผู้ส่งออก แนะแผนทางออกเหตุปะทะไทย-กัมพูชา เอกชนเชื่อมั่นหน่วยงานด้านความมั่นคงไทย
เมื่อ เวลา 17.30 น. วันที่ 24 กรกฎาคม นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ปะทะชายแดนระหว่างไทย–กัมพูชา ที่ทวีความรุนแรงตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม และบานปลายเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม โดยมีการยิงปะทะหนักกันและมีการใช้เครื่องบิน F‑16 ตอบโต้ (รวมถึงมีผู้เสียชีวิต–บาดเจ็บหลายสิบคน) ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ–สังคมอย่างชัดเจน ดังนี้
ผลกระทบกับการค้าและธุรกิจชายแดน
1. การค้าชายแดนลดลงอย่างรุนแรง
• การค้าชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านจุดผ่านแดนสำคัญ เช่น อรัญประเทศ มีมูลค่ารวมปี 2567 ราว 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ตัวเลข DFT/IFC)
• เมื่อปิดชายแดนตั้งแต่ 7 มิถุนายน กระทบรายได้ประมาณ 50–330 ล้านบาท/วัน ทำให้ประเมินว่าหากสถานการณ์ลากยาวจนสิ้นปี อาจสูญรายได้การส่งออกชายแดนราว 60 พันล้านบาท
2. ผลผลิตเกษตรและสินค้าข้ามแดนได้รับผลกระทบ
• สินค้าหลักอย่างผัก-ผลไม้ส่งออกลำบาก เพราะปิดด่าน ส่วนสินค้าต่างๆ ก็ล่าช้า กระทบผู้ประกอบการริมชายแดนทั้งสองฝั่ง
• ฝ่ายกัมพูชายังสั่งแบนผลไม้ไทย สบู่ และรายการทีวี ซึ่งทำให้ตลาดไทยสูญรายได้จากการส่งออกและตลาดผู้บริโภคในกัมพูชา
3. ซัพพลายเชนและแรงงานข้ามชาติได้รับผล
• ผู้ประกอบการไทย-กัมพูชาบางส่วนต้องปิดร้าน บางรายปรับไปจำหน่ายในประเทศ
• แรงงานกัมพูชาในไทยได้รับผลกระทบจากการปิดด่าน ทำให้การข้ามแดนเป็นไปอย่างจำกัด
แนวโน้มสถานการณ์-คาดการณ์ข้างหน้า
สถานการณ์ระยะใกล้ (สัปดาห์–เดือนหน้า)
• หากยังมีปะทะต่อเนื่องและชายแดนยังปิด การค้าชายแดนจะหายไปอีก 60 พันล้านบาทในครึ่งปีหลัง
• ทั้งสองประเทศยังใช้มาตรการตอบโต้ถึงระดับการทูต (เรียกทูตกลับ, ลดความร่วมมือ) ซึ่งเป็นสัญญาณของการฟื้นตัวได้ลำบาก
ระยะกลาง-ยาว (เดือนถัดไปจนถึงสิ้นปี)
• หากกลับมาเจรจาระดับเข้าใจ (bilateral talks) หรือยอมรับข้อพิพาทใน ICJ ทั้งสองสามารถลดมาตรการตอบโต้ และเปิดด่านคืน เพิ่มการค้าและเดินทางได้
• แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังยืนยันการใช้กำลังอย่างหนัก ความเสียหายทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในธุรกิจ-นักลงทุนจะลากยาวยากแก้ไข
เงื่อนไขที่ “จะกลับสู่ภาวะปกติ”
1. ยุติการยิงปะทะทันที และมีระบบสังเกตการณ์ตามแนวชายแดน
ตรงนี้ต้องเป็นจุดเริ่มต้นประณีประนอม
2. เจรจาทวิภาคีอย่างเข้มข้น ทั้งระดับรัฐบาล–ทหาร
ฝ่ายไทยไม่ยอมให้ ICJ ตัดสิน แต่หากตกลงยอมใช้สื่อกลางระหว่างประเทศก็อาจช่วยลดความตึงเครียดได้
3. เปิดด่านผ่านแดนทั้งหมด
หากทั้งสองฝ่ายเปิดพื้นทางบกและควบคุมอากาศร่วม จะฟื้นตลาดสินค้า ช่วยคนทั้งสองฝั่ง
4. ยกเลิกมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ เช่น แบนสินค้า, ตัดน้ำมัน เป็นต้น
ต้องคืนทางให้สินค้า–บริการทุกประเภทและช่องทางสื่อสารสถานทูต
สรุปโดยสังเขป
• เหตุการณ์ปะทะชายแดนส่งผลกระทบการค้าชายแดนอย่างหนักมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มแย่ไปอีกถ้าสถานการณ์ยังไม่ยุติ
• ผลกระทบลามถึงเกษตรกร, ผู้ประกอบการ และแรงงานข้ามแดน
• ภาวะปกติจะกลับมาได้เมื่อมีการ ยุติการยิง, กลับสู่โต๊ะเจรจาจริงจัง, และ เปิดด่าน คืน พร้อมยกเลิกมาตรการตอบโต้
แนวทางการปรับตัวของผู้ส่งออกไทยจากเหตุปะทะชายแดน
ระยะสั้น : รับมือเหตุการณ์ฉุกเฉิน
1. ประเมินสถานการณ์โลจิสติกส์และเส้นทางการส่งออก
o ติดตามข่าวสารและประกาศจาก ด่านศุลกากร, กรมการค้าต่างประเทศ, และ ฝ่ายความมั่นคง อย่างใกล้ชิด
o หากด่านหลักปิดหรือเสี่ยงสูง ให้เตรียม เปลี่ยนเส้นทางไปยังด่านอื่นที่ยังเปิด เช่น
▪ ช่องเม็ก (อุบลฯ)
▪ ช่องสะงำ (ศรีสะเกษ)
▪ บ้านผักกาด (ตราด)
o ควรมีเครือข่ายขนส่งและตัวแทนออกของ (freight forwarder/custom broker) สำรองในแต่ละด่าน
2. ชะลอหรือเร่งส่งออกสินค้าข้ามแดน
o หากเป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย เช่น อาหารสด ผัก ผลไม้ ให้พิจารณาเร่งเคลื่อนย้ายก่อนสถานการณ์ลุกลาม
o หากไม่จำเป็น ให้ชะลอคำสั่งซื้อหรือต่อรองเลื่อนการส่งมอบกับลูกค้าฝั่งกัมพูชา
3. สื่อสารกับคู่ค้ากัมพูชาอย่างใกล้ชิด
o แจ้งสถานการณ์ และประสานแผนร่วมกัน เช่น เปลี่ยนเส้นทาง ส่งถึงคลังกลาง หรือปรับเงื่อนไขการชำระเงิน
4. ประกันภัยสินค้าและธุรกิจ (Trade Risk Insurance)
o ตรวจสอบกรมธรรม์ว่าคุ้มครองในกรณีความเสียหายจากเหตุความไม่สงบหรือไม่
o พิจารณาต่ออายุหรือเพิ่มความคุ้มครองสำหรับช่วงเวลาวิกฤต
ระยะกลาง-ยาว : วางแผนลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
1. กระจายตลาดส่งออก
o ลดการพึ่งพากัมพูชาเพียงตลาดเดียว โดยมองหาโอกาสในประเทศเพื่อนบ้านอื่น เช่น ลาว เวียดนาม พม่า มาเลเซีย
o ขยายจาก “ชายแดน” ไปสู่ “การส่งออกทางเรือหรือทางอากาศ” สำหรับสินค้าที่เหมาะสม เช่น ผ่าน ท่าเรือแหลมฉบัง หรือ สนามบินสุวรรณภูมิ
2. กระจายฐานลูกค้าหรือศูนย์กระจายสินค้าในกัมพูชา
o ถ้ามีฐานลูกค้าชัดเจน ให้ตั้ง ศูนย์กระจายสินค้าหรือโกดังฝั่งกัมพูชา (ใกล้ชายแดน หรือในพนมเปญ) เพื่อลดความเสี่ยงการขนส่งรายวัน
o ใช้ตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่อื่น ๆ ที่อยู่ห่างจากชายแดนปะทะ เช่น กรุงพนมเปญ หรือเสียมราฐ
3. ประสานกับหน่วยงานรัฐ
o ใช้ข้อมูลจาก กรมการค้าต่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์, TNSC เพื่อรับการสนับสนุนกรณีด่านปิด เช่น
▪ มาตรการเร่งรัดเปิดด่านทางเลือก
▪ ความช่วยเหลือเร่งด่วนด้านโลจิสติกส์
▪ การเจรจาระดับทวิภาคีเพื่อคงความร่วมมือการค้า
4. สำรองแผนขนส่งและคลังสินค้า
o ใช้โมเดล “multi-route & multi-hub” โดยวางแผนเส้นทางขนส่งหลายสาย และมีจุดกระจายสินค้าหลายจุดเพื่อความยืดหยุ่น
o สร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการในพื้นที่เพื่อแชร์ความเสี่ยงและต้นทุน
“สำหรับผู้ส่งออก เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดน เป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ผู้ส่งออกสามารถเตรียมรับมือและจำกัดความเสียหาย ได้หากมีแผนรองรับทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ความยืดหยุ่นในการขนส่ง การบริหารคู่ค้า และการกระจายตลาดคือกุญแจสำคัญในการดำรงธุรกิจอย่างมั่นคงในสถานการณ์นี้
ทางสรท.มีความเชื่อมั่นว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงและรัฐบาลจะพิจารณาและดำเนินการอย่างรอบคอบ บนพื้นฐานของข้อมูลและผลกระทบในทุกมิติอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพในภาพรวมของประเทศ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการภาคส่งออกมีความพร้อมที่จะปรับตัวตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความร่วมมือและความเข้าใจต่อบริบทด้านความมั่นคงในปัจจุบัน” นายธนากรกล่าว

