หน้าแรก เศรษฐกิจ สสว. ชูยุทธศา...

สสว. ชูยุทธศาสตร์ “The Growth Connector” ปั้น SMEs ไทยโตไกลสู่ตลาดโลก

8.09.26 | 19:28 น.

สสว. ชูยุทธศาสตร์ “The Growth Connector” ปั้น SMEs ไทยโตไกลสู่ตลาดโลก


เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงนโยบายในกิจกรรม “สสว. The Growth Connector ปลดล็อก SME โตได้ไกล ไปได้จริง” ซึ่งจัดโดย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

นายนภินทร เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งผลักดัน SMEs ไทยให้เติบโตและแข่งขันในตลาดโลก โดยภาครัฐต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับตลาดและคู่ค้าต่างประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยอาจเข้าถึงตลาดด้วยตัวเองได้ยาก ที่ผ่านมา สสว.นำผู้ประกอบการ 64 รายไปเปิดตลาดต่างประเทศ แบ่งเป็นอินเดีย 32 ราย สวิตเซอร์แลนด์ 16 ราย และนอร์เวย์ 16 ราย ได้รับการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะสินค้าอาหาร เครื่องปรุงรส และอาหารแห้ง สะท้อนว่าหากสินค้าได้มาตรฐานและตรงกับความต้องการของตลาด จะมีโอกาสขยายตลาดได้อีกมาก โดย สสว.จะทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับคู่ค้าที่มีความต้องการสินค้าโดยตรง

“การส่งเสริม SMEs ต้องยกระดับสินค้าให้ได้มาตรฐานระดับโลก และทำให้ตรงกับความต้องการของตลาด ไม่ใช่เพียงมาตรฐานในประเทศ” นายนภินทร กล่าว

Advertisement
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายนภินทร กล่าว ทั้งนี้ สสว.จะปรับการวัดผลจากเดิมที่เน้นจำนวนโครงการหรือผู้เข้าร่วม มาเป็นการวัดผลลัพธ์จริง เช่น รายได้และผลิตภาพของ SMEs เพิ่มขึ้นหรือไม่ เข้าถึงตลาดและแหล่งทุนใหม่ได้หรือไม่ และสามารถเติบโตได้จริงหรือไม่ โดยปี 2569 จะปรับโครงสร้างและเตรียมโครงการ ก่อนผลักดันโครงการในปี 2570 ทั้งอีคอมเมิร์ซและโครงการส่งเสริม SMEs โดยใช้งบกองทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท เพื่อให้ SME เป็นรากฐานสำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว. ได้ปรับบทบาทเป็น “Growth Connector” เชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริม SMEs ในทุกมิติ โดยปัจจุบันมีหน่วยงานจาก 14 กระทรวง รวมกว่า 60 หน่วยงาน ร่วมดำเนินโครงการกว่า 200 โครงการ

น.ส.ปณิตา กล่าวว่า สำหรับงบประมาณปี 2570 สสว.ได้รับงบประมาณโดยตรงประมาณ 600-700 ล้านบาท สามารถดำเนินโครงการเองได้กว่า 30 โครงการ อย่างไรก็ตาม สสว.มีเงินกองทุนที่ได้รับคืนจากโครงการในอดีต เช่น กองทุนพลิกฟื้นฟูและเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมีแนวทางเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาปรับวัตถุประสงค์ เพื่อนำมาใช้สนับสนุน SMEs ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยคาดว่าจะมีงบประมาณรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท

“ปีที่ผ่านมาเราใช้เงินประมาณ 1,500 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการได้กว่า 30,000 ราย ทั้งนี้ หากรัฐบาลเห็นว่าแนวทางประสบความสำเร็จ ก็อาจนำเงินกองทุนที่มีอยู่มาปรับวัตถุประสงค์และนำกลับมาใช้สนับสนุน SMEs ได้” น.ส.ปณิตา กล่าว

น.ส.ปณิตา กล่าวว่า สสว.จะใช้ฐานข้อมูลเชิงลึก หรือ Data Intelligence เพื่อออกแบบมาตรการให้เหมาะกับผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม หรือ Customized Support ตั้งแต่การลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ ขยายช่องทางจำหน่าย ไปจนถึงการช่วยให้ธุรกิจสามารถขยับจากขนาด S เป็น M และจาก M เป็น L ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและ GDP ของประเทศ

น.ส.ปณิตา กล่าวว่า สำหรับโครงการสำคัญที่จะพัฒนาแพลตฟอร์ม Open Platform ด้านอีคอมเมิร์ซ เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้ผู้ประกอบการรายย่อย ทาง สสว. ตั้งเป้าสนับสนุนผู้ประกอบการประมาณ 80,000 ราย แพลตฟอร์มดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มระดับประเทศและระดับโลก เช่น Shopee และ Lazada แต่มีต้นทุนการใช้งานที่ต่ำกว่า เพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากนี้ ยังมีโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการและนักศึกษาให้ประกอบอาชีพผ่านอีคอมเมิร์ซและการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ตั้งเป้าสนับสนุนกว่า 50,000 ราย โดยแพลตฟอร์มคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายใน 2-3 เดือน หลังเสร็จสิ้นกระบวนการลงนามความร่วมมือ