สสว. ชูยุทธศาสตร์ “The Growth Connector” ปั้น SMEs ไทยโตไกลสู่ ตลาดโลก
เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงนโยบายในกิจกรรม “สสว. The Growth Connector ปลดล็อก SME โตได้ไกล ไปได้จริง” ซึ่งจัดโดย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิ จขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
นายนภินทร เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งผลักดัน SMEs ไทยให้เติบโตและแข่งขั นในตลาดโลก โดยภาครัฐต้องทำหน้าที่เชื่ อมโยงผู้ประกอบการกับตลาดและคู่ ค้าต่างประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการรายย่ อยอาจเข้าถึงตลาดด้วยตัวเองได้ ยาก ที่ผ่านมา สสว.นำผู้ประกอบการ 64 รายไปเปิดตลาดต่างประเทศ แบ่งเป็นอินเดีย 32 ราย สวิตเซอร์แลนด์ 16 ราย และนอร์เวย์ 16 ราย ได้รับการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะสินค้าอาหาร เครื่องปรุงรส และอาหารแห้ง สะท้อนว่าหากสินค้าได้ มาตรฐานและตรงกับความต้ องการของตลาด จะมีโอกาสขยายตลาดได้อีกมาก โดย สสว.จะทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิ ชย์และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการกั บคู่ค้าที่มีความต้องการสินค้ าโดยตรง
“การส่งเสริม SMEs ต้องยกระดับสินค้าให้ได้ มาตรฐานระดับโลก และทำให้ตรงกับความต้ องการของตลาด ไม่ใช่เพียงมาตรฐานในประเทศ” นายนภินทร กล่าว
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นายนภินทร กล่าว ทั้งนี้ สสว.จะปรับการวัดผลจากเดิมที่ เน้นจำนวนโครงการหรือผู้เข้าร่ วม มาเป็นการวัดผลลัพธ์จริง เช่น รายได้และผลิตภาพของ SMEs เพิ่มขึ้นหรือไม่ เข้าถึงตลาดและแหล่งทุนใหม่ได้ หรือไม่ และสามารถเติบโตได้จริงหรือไม่ โดยปี 2569 จะปรับโครงสร้างและเตรี ยมโครงการ ก่อนผลักดันโครงการในปี 2570 ทั้งอีคอมเมิร์ซและโครงการส่ งเสริม SMEs โดยใช้งบกองทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท เพื่อให้ SME เป็นรากฐานสำคัญที่หล่อเลี้ ยงเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนั กงานส่งเสริมวิสาหกิ จขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว. ได้ปรับบทบาทเป็น “Growth Connector” เชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครั ฐและเอกชน เพื่อส่งเสริม SMEs ในทุกมิติ โดยปัจจุบันมีหน่วยงานจาก 14 กระทรวง รวมกว่า 60 หน่วยงาน ร่วมดำเนินโครงการกว่า 200 โครงการ
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า สำหรับงบประมาณปี 2570 สสว.ได้รับงบประมาณโดยตรงประมาณ 600-700 ล้านบาท สามารถดำเนินโครงการเองได้กว่า 30 โครงการ อย่างไรก็ตาม สสว.มีเงินกองทุนที่ได้รับคื นจากโครงการในอดีต เช่น กองทุนพลิกฟื้นฟูและเงินกู้ สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมีแนวทางเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาปรับวัตถุประสงค์ เพื่อนำมาใช้สนับสนุน SMEs ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยคาดว่าจะมีงบประมาณรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท
“ปีที่ผ่านมาเราใช้เงินประมาณ 1,500 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการได้กว่า 30,000 ราย ทั้งนี้ หากรัฐบาลเห็นว่ าแนวทางประสบความสำเร็จ ก็อาจนำเงินกองทุนที่มีอยู่ มาปรับวัตถุประสงค์และนำกลั บมาใช้สนับสนุน SMEs ได้” น.ส.ปณิตา กล่าว
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า สสว.จะใช้ฐานข้อมูลเชิงลึก หรือ Data Intelligence เพื่อออกแบบมาตรการให้เหมาะกั บผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม หรือ Customized Support ตั้งแต่การลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ ขยายช่องทางจำหน่าย ไปจนถึงการช่วยให้ธุรกิ จสามารถขยับจากขนาด S เป็น M และจาก M เป็น L ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่ าทางเศรษฐกิจและ GDP ของประเทศ
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า สำหรับโครงการสำคัญที่จะพั ฒนาแพลตฟอร์ม Open Platform ด้านอีคอมเมิร์ซ เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้ผู้ ประกอบการรายย่อย ทาง สสว. ตั้งเป้าสนับสนุนผู้ ประกอบการประมาณ 80,000 ราย แพลตฟอร์มดังกล่าวจะเชื่อมโยงกั บแพลตฟอร์มระดับประเทศและระดั บโลก เช่น Shopee และ Lazada แต่มีต้นทุนการใช้งานที่ต่ำกว่า เพื่อช่วยลดภาระผู้ ประกอบการรายย่อย นอกจากนี้ ยังมีโครงการส่งเสริมผู้ ประกอบการและนักศึกษาให้ ประกอบอาชีพผ่านอีคอมเมิร์ ซและการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ตั้งเป้าสนับสนุนกว่า 50,000 ราย โดยแพลตฟอร์มคาดว่าจะเปิดให้บริ การได้ภายใน 2-3 เดือน หลังเสร็จสิ้ นกระบวนการลงนามความร่วมมือ