‘ฟากขะโน้น’
กาละ เทศะ ศิลปะ ผู้คน
สำรวจคลองสานใน’กรุงเทพฯบทใหม่’
คือหัวข้อเสวนาในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ‘ฟากขะโน้น: The Other Side’ ในย่านคลองสาน เพื่อเปิดมุมมองใหม่ต่อพื้นที่ผ่านงานศิลปะ เชื่อมโยงชุมชน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเรื่องราวร่วมสมัย ชวนสำรวจย่านคลองสานผ่าน 4 แนวคิดหลัก ได้แก่ มรดกวัฒนธรรม ชุมชน ศิลปะร่วมสมัย และสุขภาวะ เมื่อ 15 กันยายนที่ผ่านมา โดยเป็นการจับมือระหว่าง วารินแล็บ โนแมด และสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นำศิลปะออกจากผนังห้อง ‘เร่ร่อน’ สร้างบทสนทนา
เชื่อมกาลเวลา-สถานที่-ผู้คน
สุคนธ์ทิพย์ นาคเกษม ผู้ก่อตั้งละลานตาไฟน์อาร์ต วารินแล็บ คอนเท็มโพรารี และวารินเเล็บ โนแมด เปิดเผยว่า วันนี้ได้ริเริ่มโครงการ ‘กาละ เทศะ’ ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ใหม่ โดยนำศิลปะออกจากผนังที่อยู่ในห้อง และนำศิลปะนั้นออกไปในพื้นที่ ออกไปปฏิสัมพันธ์กับชุมชนและผู้คน
โครงการนี้จัดทำภายใต้ Warin Lab Nomad ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดตั้งมูลนิธิ ภาษาไทยเรียกว่า‘วารินแล็บ ภาคเร่ร่อน’
“เราไม่ได้อยู่ในหอศิลป์แล้วรอคนเข้ามาชมงาน แต่เราเร่ร่อนออกไปสถานที่ที่เป็นชุมชน ที่เป็นสถาบัน เป็นศาสนสถาน และสวนสาธารณะ หรือเป็นชุมชนเก่าในย่านต่างๆ คอนเซ็ปต์นี้ทำภายใต้ชื่อโครงการกาละ เทศะ ซึ่งเรามีความหวังว่าจะทำต่อไปได้ในระยะยาว กาละแปลว่า เวลา เทศะแปลว่า สถานที่ เราตั้งใจนำศิลปะร่วมสมัยมาสร้างบทสนทนาที่จะเชื่อมเวลาและสถานที่เข้าด้วยกันผ่านมิติศิลปะ” สุคนธ์ทิพย์อธิบาย ก่อนเล่าต่อไปถึง
6 หลักการของโครงการ กาละ เทศะ
หลักการแรกคือ โครงการศิลปะร่วมสมัย การเลือกพื้นที่หรือเลือกย่านที่มีความน่าสนใจ ซึ่งคลองสานเป็นที่ที่สมบูรณ์แบบ เพราะคลองสานเป็นพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับแม่น้ำเจ้าพระยา 2.ศิลปะกระจายศูนย์ 3.ทำงานกับพื้นที่เมืองที่มีประวัติประวัติศาสตร์ทางสังคม วัฒนธรรม และการค้า 4.สร้างความเข้าใจเมืองผ่านศิลปะ และการมีส่วนร่วม 5.สร้างความสัมพันธ์กับชุมชนเจ้าของย่าน 6.พัฒนาบุคลากรด้านการบริหารจัดการศิลปะ ผ่านการทำงานจริง
“ในภาคแรกของกาละ เทศะ ชื่อว่า ฟากขะโน้น หรือ THE OTHER SIDE เป็นโครงการศิลปะร่วมสมัย กับการสร้างความเข้าใจเมืองในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ตอนนี้ทุกคนจะเห็นได้ว่ากรุงเทพฯกำลังสร้างบทใหม่ให้กับตัวเอง ทุกครั้งที่ได้เห็นกรุงเทพฯเปลี่ยนไป เราได้เห็นอาคารสถาปัตยกรรมต่างๆ แต่หลายครั้งเราก็จะเห็นว่าชุมชนหายไป หรือมีความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นในย่านนั้น อยากให้การพัฒนาเมืองได้มองเห็นว่าการสร้างเมืองสามารถที่จะมีมิติของศิลปะ วัฒนธรรม และมรดก ควบคู่ไปกับสถาปัตยกรรมได้” สุคนธ์ทิพย์กล่าว ก่อนสรุปทิ้งท้ายว่า ‘ฟากขะโน้น’ เป็นแพลตฟอร์มศิลปะร่วมสมัยที่ทำงานกับความทรงจำของเมือง ชุมชนและพื้นที่ เรื่องเล่าที่กำลังเลือนหาย ความสัมพันธ์ระหว่างอดีตและอนาคตของกรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด 4 หลัก คือ มรดกทางวัฒนธรรม ชุมชน ศิลปะร่วมสมัย และสุขภาวะ

ชวนสำรวจ ‘ฟากขะโน้น’
จิตพินิจ พหุวัฒนธรรม-สุขภาวะ
ด้าน นักรบ มูลมานัส ศิลปินชื่อดัง ในฐานะผู้อำนวยการศิลป์ เผยว่า แนวคิดของโครงการครั้งนี้มีที่มาจากความสนใจวรรณกรรม และเอกสารประวัติศาสตร์
“ในเรื่อง 4 แผ่นดิน บอกเล่าว่าแม่พลอยที่มาจากคลองบางหลวง เป็นคนมาจากก๊กฟากขะโน้น เดิมทีคำว่า ฟากขะโน้น มาจากคำว่าฟากข้างโน้น ซึ่งเราจะชวนให้ทุกท่านไปจิตพินิจความเป็นพหุวัฒนธรรม ความเป็นผู้คนที่สมัยก่อนมาจากอีกฟากหนึ่งของโลก ของมหาสมุทร เรามาร่วมกันสร้างย่าน สร้างประเทศ สร้างความคิด ความเชื่อร่วมกันอย่างไรบ้าง
ภาพเก่าสถาบันจิตเวชศาสตร์ด้วยความที่เป็นสถาบันเยียวยาผู้ป่วยทางด้านจิตใจมาเนิ่นนานในยุคสมัยที่เรามีความตระหนักรู้ในเรื่องสุขภาพจิต สุขภาวะมากขึ้น คำว่าฟากขะโน้นจะชวนให้ทุกคนมาที่สถาบันแห่งนี้” นักรบย้อนที่มา
จากนั้นเล่าถึงกิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากนิทรรศการ โดยได้รับความกรุณาเป็นอย่างสูงจากสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมจัดกิจกรรมการศึกษาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินสำรวจย่านชุมชนในประเด็นต่างๆ ที่จะครอบคลุมเสาหลักทั้งศิลปะร่วมสมัย ชุมชน การมีสุขภาพดี รวมถึงเวิร์กช็อปเพื่อสร้างการเรียนรู้ระหว่างกัน
“ศิลปินที่เข้าร่วมโครงการนี้อยากทำงานร่วมกับผู้คนในชุมชน และฝ่ายฟื้นฟูของสถาบันจิตเวชศาสตร์ การพูดคุยจะมีตั้งแต่ผู้ทรงคุณวุฒิ ตั้งแต่ระดับศิลปินแห่งชาติและผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงจะเข้ามาช่วยบอกเล่าเรื่องราวของฟากขะโน้น
ขอขอบคุณทางมูลนิธิและทางโรงพยาบาลที่เปิดสถานที่แห่งนี้ให้ผู้คนได้ร่วมศึกษา เรียนรู้ ตระหนักรู้ร่วมกันเรื่องสุขภาพจิต เป็นการพาไปสำรวจอีกฟากหนึ่งที่สังคมบอกว่าเป็นความปกติ อันไหนคือสิ่งปกติ อันไหนคือสิ่งไม่ปกติ ในภาวะเช่นนี้” นักรบกล่าวขอบคุณ

คลองสาน-ฝั่งธนฯ แหล่งหลอมศิลปิน
ถิ่นศิลปกรรมโบราณ
รศ.ฤทธิรงค์ จิวากานนท์ ผู้อํานวยการสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในเชิงการวิจัยเรียกว่ากระบวนการทักษะทางวัฒนธรรมเพื่อช่วยเชื่อมโยงการภาคภูมิใจในชุมชน พื้นที่พัฒนาเมือง ศิลปวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมทั้งหมด คลองสานเป็นพื้นที่ซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม จะทำอย่างไรให้ความรู้เหล่านี้กลับไปสู่ชุมชนให้ได้ การดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ผู้คนรู้สึกเป็นเจ้าของ และภูมิใจในเมือง
“กระบวนการเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จจริง สถาบันไทยศึกษามีความยินดีมากที่มีส่วนร่วมกับโครงการนี้ หลังจากคุยกับศิลปินก็เกิดไอเดียมากมาย และยังอยู่ในกระบวนการช่วยกันคิดและทำ และสร้างกิจกรรมร่วมกัน” รศ.ฤทธิรงค์กล่าว
ด้าน ดร.กมล ทัศนาญชลี วัย 83 ปี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรมและสื่อผสม) ประจำปี 2540 เล่าว่า ตนเกิดและโตที่คลองสานตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในอดีตอำเภอคลองสานเป็นสวนผลไม้ มีทั้งละมุด ลำไย มะปราง และอีกมากมาย ตลาดใหญ่คือท่าดินแดง ขณะเดียวกันฝั่งธนบุรีเป็นย่านที่มีศิลปินอาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งจ่าง แซ่ตั้ง และอาจารย์ประเทือง เอมเจริญ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2548 รวมถึงศิลปินอีกหลายแขนง
การพัฒนาเมืองและการเข้ามาของสาธารณูปโภคทำให้วิถีชีวิตและสภาพพื้นที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการสัญจรทางน้ำที่หายไป จากเดิมที่คลองมีเรือสัญจรไปมา แต่เมื่อมีการวางท่อประปาข้ามคลอง การสัญจรทางเรือก็ทำไม่ได้ ขณะที่พื้นที่ริมคลองซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดสำหรับการทำสวน กลับกลายเป็นที่ตาบอด
“สมัยก่อนที่ที่ดีที่สุดคือที่ตรงคลอง เพราะทำสวนต้องอาศัยน้ำ พอตัดทำถนนที่คลองกลายเป็นที่ตาบอด ปัญหาตอนนี้คือปัญหาการถือครองที่ดินในพื้นที่ ว่าคลองสานบางส่วนกลายเป็นที่ตาบอดจนไม่สามารถพัฒนาได้ และมีการซื้อที่ดินเพื่อกั้นกำแพง ส่งผลต่อการพัฒนาพื้นที่โดยรวม
“ดีใจที่มีการจัดโครงการขึ้นมา เพราะคำว่าฟากขะโน้นและฟากขะนี้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ในอดีตที่ต้องข้ามฟากเรือจากคลองสานไปยังอีกฝั่งหนึ่ง การฟื้นฟูเรื่องราวของพื้นที่ผ่านศิลปะถือเป็นการรำลึกถึงถิ่นที่อยู่อาศัยและรากเหง้าของชุมชน ทั้งวัดทองนพคุณฯ วัดทองธรรมชาติฯ และวัดอนงคารามฯ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และวงการศิลปะของฝั่งธนบุรี เป็นบ่อเกิดของศิลปะในยุคโบราณมา ตั้งแต่คลองสานไปถึงวัดระฆัง หากจะพัฒนาพื้นที่คลองสานให้เป็นรูปธรรม ควรมีพื้นที่สาธารณะและงานศิลปะติดตั้งในพื้นที่ ให้ประชาชนได้เข้าถึงศิลปะมากขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง” ดร.กมลกล่าว

คนไข้ คือคนป่วย ไม่ใช่คนเลว
เปิดบ้าน ‘สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา’
นพ.ศรุตพันธุ์ จักรพันธุ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กล่าวว่า โรงพยาบาลมีพื้นที่เป็นป่าและสวน ซึ่งเป็นพื้นที่เพื่อการเยียวยาจิตใจ จึงมีแนวคิดเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั่วไป เด็ก นักศึกษา และผู้ที่สนใจเข้ามาใช้ประโยชน์ เพราะมองว่าสุขภาพจิตในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเฉพาะผู้ป่วย แต่รวมถึงคนทั่วไปที่ต้องการพื้นที่พักผ่อนและเยียวยาจิตใจในเมือง
ภาพของโรงพยาบาลจิตเวชและผู้ป่วยในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเมื่อ 20-30 ปีก่อน โดยการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ จึงต้องการเปิดพื้นที่เพื่อให้สังคมได้เห็นและลดตราบาปต่อผู้ป่วยจิตเวช ต้องการให้โรงพยาบาลเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและชุมชน เปิดพื้นที่ให้คนทั่วไปเข้ามาใช้ร่วมกัน ทั้งการพักผ่อน ออกกำลังกาย เรียนรู้ และทำกิจกรรมด้านศิลปะ เพื่อให้เห็นว่าผู้ป่วยจิตเวชสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนทั่วไปได้
“เราอยากเปิดบ้านของเราให้ท่านได้เห็น แล้วก็อยากให้เข้ามา เราอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ของชุมชน เพราะโรงพยาบาลจิตเวชใครเขาก็ไม่อยากเข้ามา อันนี้ก็เข้าใจ แต่สิ่งสำคัญคืออยากให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วคนไข้จิตเวชไม่ใช่คนเลว เขาเป็นคนป่วย เขารักษาหายได้อยู่แล้ว และสามารถอยู่ร่วมกันกับเราได้ ในอนาคตต้องการพัฒนาพื้นที่ให้มีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต การคัดกรอง และกิจกรรมที่ช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามาใช้ประโยชน์มากขึ้น” นพ.ศรุตพันธุ์กล่าว พร้อมเชิญชวนประชาชนให้เข้ามาใช้พื้นที่และเรียนรู้เกี่ยวกับสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งมีทั้งพิพิธภัณฑ์ พื้นที่สีเขียว และกิจกรรมต่างๆ การเปิดพื้นที่จะช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างโรงพยาบาล ผู้ป่วย และชุมชนมากขึ้น

พัฒนาเมืองต้องคู่อนุรักษ์
‘เมื่อไหร่บรรยากาศเดิมหายไป มันจะไม่คืนมาอีก’
ปิดท้ายที่ รศ.ดร.อภิรดี เกษมศุข คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงการพัฒนาเมืองและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ว่า ทั้ง 2 สิ่งนี้ต้องเป็นไปแบบควบคู่กัน
“เมืองถ้าไม่รักษามรดกเมืองไว้ มันจะไม่มีชั้นของประวัติศาสตร์ในการเล่าเรื่อง หรือยึดโยงคนหลายๆ กลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน ในการพัฒนาต้องมีมิติในการอนุรักษ์ เพียงแต่จะทำอย่างไรจึงจะเอื้อให้เกิดการพัฒนาควบคู่ไปด้วย ในเชิงผังเมืองต้องใช้กฎหมายเฉพาะ แต่ในแง่ของสถาปัตยกรรม ถ้าผู้ออกแบบให้ความสำคัญและเห็นด้วยกับการอนุรักษ์บางส่วนเอาไว้ก็สามารถทำได้ ที่สำคัญคือ ผู้ลงทุนจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ถ้าชุมชนเข้มแข็ง สามารถทำงานร่วมกันกับนักลงทุน สถาปนิกได้ เราจะสามารถรักษาเอกลักษณ์ของชุมชนเอาไว้ เพราะเมื่อไหร่ที่บรรยากาศเดิมของชุมชนหายไป มันจะไม่คืนมาอีก” รศ.ดร.อภิรดีกล่าว ก่อนย้ำว่า แต่ละย่านไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ต้องคุยกันเพื่อหาบรรทัดฐานร่วมกันบางอย่าง และให้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของการเก็บรักษามรดกทางวัฒนธรรม

สำหรับกิจกรรมจะจัดขึ้น ระหว่างเดือนธันวาคม 2569-กุมภาพันธ์ 2570 ผ่านการทำงานศิลปะร่วมสมัย ร่วมกับศิลปิน ชุมชน และสถาบันการศึกษา พร้อมกิจกรรมใน 7 พื้นที่ ได้แก่ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา วัดทองธรรมชาติฯ วัดทองนพคุณฯ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้อนงคาราม อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โนแมดอาร์ต เรสิเด้นซี่ แบงค็อก และเก๋งจีนทั่งง่วนฮะ โรงนาปลา 200 ปี ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Warin Lab Nomad
อคิรา ทองโม้
ฑาฐิณี อุ่นเจริญ

