“คอนกรีตชลบุรี” เน้นรับงานรัฐ ปรับสัดส่วนเพิ่ม 70% รับนโยบายรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

29.09.16 | 16:52 น.

นายอาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือซีซีพี เปิดเผยว่า บริษัทยังเน้นรับงานภาครัฐเป็นหลัก ทั้งโครงการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์และงานรัฐบาลส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ อาทิ โครงการมอเตอร์เวย์ โครงการท่าเรือแหลมฉบัง และสนามบินอู่ตะเภา ทำให้แผนปีนี้มีสัดส่วนรายได้จากงานภาครัฐ 70% และงานภาคเอกชน 30% ในกลุ่มผู้ประกอบการรับเหมา และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายย่อย เพิ่มขึ้นจากปีก่อน งานภาครัฐมีสัดส่วน 60% งานภาคเอกชน 40% ทั้งนี้เป็นผลมาจากการนโยบายของภาครัฐ ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชะลอการเปิดโครงการใหม่ โดยมองว่าปีหน้าตลาดผู้รับเหมาก่อสร้างจะไม่ต่างจากปีนี้ ดังนั้นบริษัทจะยังรับงานภาครัฐเป็นหลัก

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้ 818.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 11.4% แต่ตั้งเป้ารายได้ที่ 2,400 ล้านบาท ลดลงจากปี 2558 ทำได้ 2,600 ล้านบาท เนื่องจากกลุ่มผู้รับเหมางานภาครัฐมีการแข่งขันสูง นอกจากนี้จะทำธุรกิจที่หลากหลายขึ้น โดยพยายามจะเน้นกลุ่มสินค้าหายากในตลาด อาทิ สินค้าการบินสไลด์ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในตลาด

นายอาทิตย์กล่าวว่า สำหรับการทำธุรกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ มีการรับงานในส่วนที่เกี่ยวกับท่าเรือเพิ่มขึ้น อาทิ งานสร้างกำแพงกันคลื่น ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ส่งมอบงานในไตรมาส 4 โดยช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมาเป็นช่วงฤดูฝนและเกิดน้ำท่วม น้ำขังในบางพื้นที่

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดวัสดุก่อสร้างที่ป้องกันน้ำท่วมในช่วงนี้ยังไม่เห็นสัญญาณอะไรเป็นพิเศษ จะเป็นการเตรียมการป้องกันน้ำท่วมของภาครัฐมากกว่าภาคเอกชน โดยเฉพาะการเสริมแนวคันดิน การเตรียมถุงทราย เป็นต้น จึงไม่ได้มีผลทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นทั้งประเทศ ดังนั้นแนวโน้มตลาดวัสดุก่อสร้างช่วงปลายปี 2559 จะยังไม่มีการขึ้นราคาวัสดุก่อสร้างจนกระทั่งทำให้สินค้าขาดตลาด เนื่องจากผู้บริโภคเตรียมการป้องกันแค่ในบางพื้นที่ รวมถึงการที่ในปีนี้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐยังมีไม่มากนัก แต่มองว่าปี 2560 อาจจะค่อยๆปรับตัวของราคาวัสดุเพิ่มขึ้น จากปัจจัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนของเอกชนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์