“หมอเอก” ฟาดกลับ “สมาพันธ์ปลอดบุหรี่” ยัน ไม่ถอนคำพูด “กินหรูอยู่สบาย” บี้แจงที่มางบสนับสนุน ใช่บริษัทยาหรือไม่ บอก อย่าอ้าง สตง. ตรวจสอบ เพราะตรวจทุกครั้งเจอทุจริตทุกครั้ง
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการชี้แจงของสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ ที่มีการจัดประชุมที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่าไม่ได้พักโรงแรมค่าคืนละ 15,000 บาท และงบที่ใช้ในการจัดงาน ไม่ใช่งบจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยนายเอกภพกล่าวว่า อาจจะมีหลายประเด็น แต่คำตอบคือทำไมต้องไปจัดประชุมที่เกาะสมุย ในการรณรงค์เรื่องยาสูบ และไม่มีความชัดเจนในการชี้แจง ถ้าไม่ใช่งบจาก สสส. ใช้งบจากใคร ในการประชุมนี้มีข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขระดับรองอธิบดีและผู้ตรวจราชการเข้าร่วม การจะไปร่วมไม่ใช่ไปได้ทันที ไม่ใช่อยู่ดีๆ แจ้งว่าลาพักผ่อนแล้วไปร่วม เพราะไปในฐานะงานราชการ ต้องมีคำขออนุมัติ มีการทำหนังสือเบิกจ่ายค่าเดินทาง ค่าที่พักจากใคร อย่างไร หรือหน่วยงานไหนเป็นผู้สนับสนุน สามารถดูต้นทางได้
“การจะบอกว่าได้รับการสนับสนุนที่พักโดยไม่ได้เบิกจ่ายจากงบประมาณยิ่งหนัก เพราะหากดูตามเว็บไซต์ราคาห้องต่ำสุดคือ 15,000 บาท ถ้าไม่มีการจ่าย หรือจ่ายตามเรตราชการคือ 3,000-4,000 บาท จะมีส่วนต่างอยู่หมื่นกว่าบาท ตรงนี้ถือว่าเป็นการรับผลประโยชน์อื่นใดเกิน 3,000 บาทของผู้ดำรงตำแหน่งราชการ ต้องเปิดเผยต่อ ป.ป.ช.หรือไม่ อยากฝากประชาชนช่วยติดตามว่า มีใครไปบ้าง และรับผลประโยชน์ค่าโรงแรมจากใคร เดินทางเบิกจ่ายอย่างไร ใครเป็นผู้ออกให้ บัญชีมันไม่โกหกอยู่แล้ว จ่ายอย่างไร พักอย่างไร มีชื่อใครบ้าง ซึ่งวันนี้ยังมีการประชุมอยู่ครึ่งวัน อยากให้คนที่อยู่บนเกาะสมุยดูว่าโรงแรมนี้เขาจัดประชุมกันอย่างไร ซึ่งตอนนี้น่าจะเลิกและแยกย้ายกันแล้ว แต่มีข้อมูลว่าเดินทางไปถึงตั้งแต่เมื่อวาน” นายเอพภพ กล่าว
เมื่อถามว่า ที่สมาพันธ์ฯ ปลอดบุหรี่ ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาไม่เป็นความจริง และต้องการให้โฆษกรัฐบาลรับผิดชอบ ในการสื่อสารที่สร้างความเข้าใจผิดให้สังคม และยืนยันว่าที่ผ่านมาสมาพันธ์ฯทำงานจริง มีเครือข่ายถึง 6 แสนคนนั้น นายเอกภพ กล่าวว่า ไม่ได้บอกว่าใครมีเครือข่ายเท่าไหร่ ไม่ได้ถามว่าดำเนินการกันมาอย่างไร แต่ถามว่า เพียงกิจกรรมเล็กๆ 1 กิจกรรม แต่ไปพักโรงแรมหรู ใช้เงินค่าเดินทางเยอะแยะไปหมด รวมถึงการจ่ายเงิน ถ้ามาจาก สสส. นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องเอาเงิน สสส. เข้ามาอยู่ในระบบเพื่อตรวจสอบงบประมาณ องค์กรเหล่านี้แต่ละปีทำกิจกรรมอะไร ไม่เคยมีการตรวจสอบหรือรายงานข้อมูล ตรงนี้ไม่ใช่การกล่าวหาลอยๆ แต่พูดถึงเงินที่ประชาชนควรได้รับผลประโยชน์ ต้องนำกลับมาตรวจสอบ ให้ประชาชนเรียกร้องสิทธิสุขภาพของเขา สมมุติเงินจำนวน 15,000 บาท 10 คนก็เท่ากับ 150,000 บาท 20 คน 300,000 บาท หากเอาไปตรวจวัดเบาหวาน เจาะเลือดปลายนิ้วเคสละ 10 บาทได้ 30,000 คน ตรงนี้เป็นตรรกะง่าย ๆ ประชาชนเสียเงินกับคนเหล่านี้ เพื่อให้มาบั่นทอนสุขภาพประชาชนอย่างนั้นหรือ โดยอ้างว่าไปทำงานรณรงค์
เมื่อถามว่า ทางสมาพันธ์ฯ ติดใจคำว่า “กินหรูอยู่สบาย” ยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนคำพูดใช่หรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า “โรงแรมนี้ ปกติราคาห้องพักขั้นต่ำคือ 15,000 บาท ผมก็อยากโปรโมทให้โรงแรมนี้ว่า เป็นโรงแรมที่ดี มีห้องที่สะดวกสบาย มีสถานที่สวยงาม แบบนี้เรียกว่ากินหรูไหมล่ะ อยู่สบายไหมล่ะ ประชุมแค่ครึ่งวัน แต่เบิกเงินกันกระหน่ำฉ่ำ ตรงนี้ไม่ใช่แค่โครงการเดียว ชวนประชาชนและสื่อ มีโครงการอื่นที่เป็นแบบนี้อีกไหม และจากเบาะแสที่มีคนให้ข้อมูลมา การจัดกิจกรรมมีการใช้ชื่อมาเบิก ที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่มีจริง”
เมื่อถามว่า จะตรวจสอบโครงการย้อนหลังใช่หรือไม่ นายเอกภพระบุว่า ขอแค่เปิดอย่างเดียว ว่าการทำงานของสสส. 25 ปีที่ผ่านมา จ่ายเงินให้องค์กรใดเท่าไหร่บ้าง ตอนนี้เท่าที่หาได้มากที่สุด คือแต่ละองค์กรแต่ละหน่วยงาน ได้โครงการอะไรบ้าง ปีละกี่โครงการ แต่สสส.ไม่เคยเปิดเผยจำนวนเงิน ว่าแต่ละโครงการเป็นเงินเท่าไหร่
นายเอกภพ กล่าวว่า สำหรับโครงการที่สมุย เท่าที่มีการแจ้งมา คือ ไปถึงเมื่อวาน ประชุมวันนี้ และพักคืนนี้อีก 1 คืน พัก 2 คืน รวมค่าห้องพัก 30,000 บาท อันนี้คือราคาขั้นต่ำ แต่หากได้ส่วนลด ผลประโยชน์นั้นผิดเงื่อนไขตามกฎหมาย ป.ป.ช.หรือไม่ ถ้ามีคนออกให้ก็ยิ่งหนัก หรือเบิกจ่ายตามสิทธิข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขก็ยิ่งหนัก เพราะการเบิกจ่ายไม่อยู่ในระเบียบว่าด้วยพัสดุ
เมื่อถามต่อว่า ที่ผ่านมาการดำเนินการของสมาพันธ์ฯ ชี้แจงว่าได้รับการตรวจสอบจาก สตง.และใช้เงินทุกบาทอย่างคุ้มค่า ไม่มีการทุจริต นายเอกภพ กล่าวว่าตรงนี้ถือเป็นนิติกรรมอำพราง เพราะเมื่อเงินจาก สสส.จ่ายไปให้หน่วยงานอิสระ หรือมูลนิธิต่างๆ ถือว่าขั้นตอนการเบิกจ่ายสิ้นสุดแล้ว แต่หน่วยงานที่ได้รับเงินจะนำไปใช้อย่างไร ยังไม่มีกฎหมายไปตรวจสอบ ว่านำเงินไปใช้ตามระเบียบว่าด้วยพัสดุหรือไม่ เพราะ สสส. ให้เป็นเงินก้อน แล้วที่ผ่านมา เมื่อมีการตรวจสอบทุกครั้งโดยสตง.หรือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ไม่ว่ายุคไหนก็ตาม เจอความผิดทุกครั้ง
เมื่อถามว่า เงินที่ใช้จ่ายค่าห้องพักไม่ใช่เงินสสส.แต่ได้รับการสนับสนุน นายเอกภพ ระบุว่า “ต้องบอกมาว่าสนับสนุนจากใคร มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับ สสส. หรือไม่ ที่มาวิ่งเต้นโครงการบางอย่าง สมมติอาจเป็นบริษัทยา ถ้าเป็นบริษัทยาเป็นยาเลิกบุหรี่หรือไม่ เราประชุมกันเรื่องบุหรี่ ยาเลิกบุหรี่ได้ประโยชน์ หรือเป็นบริษัทอื่นหรือเครือข่ายอื่นก็ต้องเปิดเผยมา ไม่ใช่พูดลอย ๆ ขอให้เปิดเผยมาใครสนับสนุน ถ้าไม่ใช่สสส. เปิดเผยว่าเงินมาจากไหนเท่าไหร่อย่างไร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่ากิน รวมถึงค่าพาหนะระหว่างเดินทาง เบิกจากใคร”
เมื่อถามว่า ดูเหมือนโฆษกรัฐบาล นอกจากเปิดศึกกับ สสส.ก่อนหน้านี้ ยังเปิดศึกกับกระทรวงสาธารณสุข เพราะผู้ที่เข้าร่วมประชุมมีบุคลากรทางการแพทย์ด้วย นายเอกภพ กล่าวว่า คนกลุ่มนี้อ้างกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงใช้กระทรวงสาธารณสุขเป็นเครื่องมือ ทำให้ บางทีเราอาจจะเกรงใจ รอบนี้มีการอ้างชื่อรมว.สาธารณสุข ว่าจะไปด้วย ซึ่งตามกำหนดการเดิม ต้องเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจและในวันนี้ช่วงเช้า จะต้องมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่มีทางที่รมว.สาธารณสุขจะไปร่วมงาน รวมถึงมีการนำชื่อปลัดกระทรวงไป ทั้งที่ข้อเท็จจริงปลัดกระทรวงไปราชการของตัวเอง ต้องไปถามรองอธิบดีที่ดูแลเรื่องยาสูบ ว่าเป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องนี้หรือไม่ และดำเนินการอย่างไรในการขออนุมัติ

