นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือเอสทีเอ เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทมียอดส่งออกประมาณ 1.5 ล้านตัน ขยายตัวถึง 33% เทียบปี 2558 และมีส่วนแบ่งการตลาด คิดเป็น 12% ของทั้งโลก ในขณะที่อุตสาหกรรมยางธรรมชาติทั่วโลกมีการเติบโตเพียง 3% เท่านั้น หรือคิดเป็นความต้องการยางธรรมชาติที่ระดับ 12.5 ล้านตัน โดยการเติบโตดังกล่าวถือเป็นสถิติยอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์วงการยางธรรมชาติโลก
นายวีรสิทธิ์ กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจึงทุ่มงบประมาณกว่า 1,000 – 2,000 ล้านบาท เพื่อเปิดโรงงานแห่งใหม่ จำนวน 2 โรง ได้แก่ โรงงานในจ.สกลนคร และโรงงานในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตกว่า 12,200 ตันต่อเดือน จึงตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีนี้ บริษัทจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 2.9 ล้านตัน จากปัจจุบัน 2.4 ล้านตัน และคาดว่าจะสามารถส่งออกได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่ระดับ 1.3 – 1.7 ล้านตัน แต่ขึ้นอยู่กับระดับราคายางในตลาดโลกว่าจะผันผวนมากน้อยเพียงใด รวมทั้งบริษัทยังตั้งเป้าภายใน 5 ปี จะมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 20% ของทั้งโลก
“ส่วนธุรกิจปลายน้ำของบริษัทในเครือ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตถุงมือยางทางการแพทย์รายใหญ่ที่สุดในประเทศและติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก คาดว่าจะมีการเติบโตที่ดีเช่นกัน เนื่องจากแนวโน้มความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี ซึ่งบริษัทฯมีแผนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตลอดจนกระบวนการผลิตให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 14,000 ล้านชิ้น และทยอยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดต่อไปในอนาคต”นายวีรสิทธิ์ กล่าว
นานลี พอล สุเมธ กรรมการบริหาร เอสทีเอ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมความต้องการใช้ยางพาราทั้งโลกในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 13 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสถานการณ์ราคายางพาราในปีนี้ ยังคงคาดเดาได้ยากว่าจะสูงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งมีราคาเฉลี่ย 1,500 เหรียญ/ตันหรือไม่ เนื่องจากราคายางตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค่อนข้างมีความผันผวนเป็นอย่างมาก ราคามีการขึ้นลงเป็นรายชั่วโมง จากการเก็งกำไรของนักลงทุนในตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าเซีายงไฮ้ (SHFE) ทำให้ต้องติดตามสถานการณ์ราคายางในช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไปว่าจะปรับตัวขึ้นได้หรือไม่ ถ้าปรับตัวได้โอกาสที่ราคายางปีนี้จะดีกว่าปีที่ผ่านมาก็มีสูงขึ้น

