นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีกระแสวิจารณ์ว่ากระทรวงการคลังถือหุ้นอาบอบนวดและมีความเชื่อมโยงวิคตอเรีย ซีเครท ว่า กระทรวงการคลังถือหุ้นในบริษัทในกลุ่มเดวิส 4 บริษัท ซึ่งได้รับโอนมาจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ประกอบด้วยหุ้นของบริษัท เดวิส ไดมอนด์สตาร์ จำกัด จำนวน 10,000 หุ้น บริษัท เดวิส โคปา คาบานา จำกัด จำนวน 6,000 หุ้น บริษัท เดวิส โกลเด้นท์สตาร์ จำกัด จำนวน 7,446 หุ้น และบริษัท เดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด จำนวน 10,000 หุ้น
ทั้งนี้ สคร.และกระทรวงการคลังไม่ทราบว่าลึกๆ แล้วทั้ง 4 บริษัทเกี่ยวข้องอย่างไรกับวิคตอเรียซีเครท โดยสัดส่วนที่ถือหุ้นใน 4 บริษัทนั้นน้อยมาก 0.5-2% ไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการ และยังไม่เคยได้เงินปันผลจากทั้ง 4 บริษัทดังกล่าว ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้ง 4 บริษัทแจ้งว่าทำธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์
สำหรับการได้มาบริษัทในกลุ่มเดวิส กระทรวงการคลังได้รับโอนมาตามคำสั่งสำนักงาน ปปง. เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2555 ซึ่งเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกา และหุ้นดังกล่าวเปลี่ยนแปลงเป็นชื่อกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 กระทรวงการคลังไม่ทราบว่าเจ้าของผู้ถือหุ้นเดิมคือใคร แต่จำเป็นต้องถือไว้ เพราะทรัพย์ที่ยึดมาดังกล่าวถือเป็นสมบัติชาติ ซึ่งกระทรวงการคลังไม่ได้มีเจตนาถือครอง หรือเข้าไปบริหารจัดการธุรกิจดังกล่าว
นางสาวปิยวรรณกล่าวว่า ขณะนี้ สคร.อยู่ระหว่างจัดทำแผนขายหุ้นในบริษัทเอกชนที่กระทวงการคลังถือหุ้น และไม่มีความจำเป็นต้องถือ เช่น บริษัทได้มาจากนิติเหตุ (ยึดทรัพย์) อย่างกรณี 4 บริษัทดังกล่าว โดยมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2559 รองรับการขายหุ้นดังกล่าวแล้ว คาดว่าแผนการขายหุ้นแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ โดย สคร.มีเป้าหมายขายอันดับแรกช่วงต้นปีนี้คือ ใน 24 บริษัท ที่มาจากการยึดทรัพย์ ซึ่งมี 4 บริษัทเครือเดวิสรวมอยู่ด้วย
“ใน 24 บริษัทที่มาจากการยึดทรัพย์นั้น เป็นบริษัทมีมูลค่าน้อย 20 แห่ง และบริษัทที่มีมูลค่ามาก 4 บริษัท ขณะนี้กำลังจ้างที่ปรึกษาตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศขายได้พร้อมกันทันทีในช่วงต้นปีนี้ การขายหุ้นใน 24 บริษัทดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันที เพราะมีมติ ครม.รองรับแล้ว ส่วนบริษัทอื่นๆ นั้นต้องว่าแผนเป็นอย่างไรโดยมีแผนขายในช่วง 5 ปี จนถึงปี 2564 ” นางสาวปิยวรรณกล่าว
ทั้งนี้ สคร.ศึกษาแนวทางการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ 116 บริษัท โดยแบ่งเป็นบริษัทเอกชน 88 บริษัท ในจำนวนนี้ล้มล้างเลิกไปแล้ว 33 บริษัท ทำให้เหลือบริษัทที่คาดว่าจะสามารถขายได้ 55 บริษัท ซึ่งจะมีการแบ่งกลุ่ม เช่น กลุ่มมาจากการยึดทรัพย์ขายเป็นอันดับแรก กลุ่มหมดความจำเป็นทางนโยบาย และกลุ่มบริษัทเอกชนที่ยังดำเนินการได้ดี ซึ่งมีทั้งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และอยู่นอก ตลท. ส่วนรัฐวิสาหกิจ 23 แห่งนั้น และกองทุนรวม 5 แห่งนั้นยังไม่นโยบายขาย

