นักวิชาการชายแดนใต้สะท้อนหลังจากนายกอันวาร์ อิบรอฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เข้าพบนายกรัฐมนตรีไทยต่อความสัมพันธ์ 2 ประเทศ และการแก้ปัญหา สถานการณ์ชายแดนภาคใต้
ดร.ณรงค์ หัศนี รองอธิการฝ่ายการลงทุนและจัดหารายได้ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี เปิดเผยว่า การเดินทางมาพบรอบนี้ เป็นแพลนแนวทางใหม่ของมาเลเซียในกรอบการทำงานใหม่ที่เริ่มขึ้น มีสัญญาณขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว การพูดคุยเพื่อสันติภาพแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงกลไกทางการเมืองในยุคใดยุคหนึ่ง แต่ควรเป็นการแก้ปัญหาเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่องจริงจังทุกยุคทุกรัฐบาล เสริมด้วยนโยบายพิเศษทุกด้าน ทั้งเรื่องด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านวัฒนธรรม หากเราสามารถเปลี่ยน “สนามรบ” เป็น “สนามการค้า” ได้จริง ด้วยการวางรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และเงินทุนสนับสนุนอย่างเหมาะสม ย่อมเป็นหนทางสู่สันติสุขอย่างยั่งยืนในชายแดนใต้ของประเทศไทยได้
ต่อข้อซักถาม ท่าทีการพบกัน จะทำให้ความรุนแรงลดน้อยลงหรือไม่อย่างไร
ดร.ณรงค์ กล่าวว่า การพบกันระหว่างอันวาร์ อิบรอฮีมนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กับ นายกแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับผู้นำรัฐบาลไทย ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกในกระบวนการสันติภาพของชายแดนใต้ และสะท้อนถึงการเปิดพื้นที่ในการ “พูดคุยทางการเมือง” มากกว่าการเผชิญหน้าด้วยความรุนแรงในภาคสนามการก่อเหตุ ซึ่งความรุนแรงในพื้นที่ส่วนใหญ่มาจากความไม่ไว้วางใจและการไม่มีช่องทางในการแสดงออกอย่างสันติ การพบปะเช่นครั้งนี้สามารถลดความรุนแรงลงได้หากมีการสื่อสารที่จริงใจ และมีช่องทางในการแปลงความขัดแย้งเป็นความร่วมมือในเชิงพัฒนา
“การสู้รบไม่เคยจบด้วยปืน แต่มักจบลงด้วยโต๊ะเจรจา” และการเจรจาจะยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อมีเวที สถาบัน และกลไกรองรับอย่างจริงจัง
เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า — ทำได้อย่างไรบ้าง
ดร.ณรงค์ กล่าวว่า การเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า คือการเปลี่ยน “พลังต่อต้าน” ให้กลายเป็น “พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ซึ่งสามารถทำได้ใน 3 แนวทางสำคัญคือ 1.การสร้างระบบโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น ศูนย์การค้าชุมชน ตลาดชายแดน เขตเศรษฐกิจพิเศษ และการเปิดช่องทางข้ามแดนอย่างถูกต้อง จะทำให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้จากการค้า ไม่ใช่จากความขัดแย้ง
2 การลงทุนในเทคโนโลยีและการศึกษา มหาวิทยาลัยในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยฟาฏอนี มอ.ปัตตานี และ YRU มีศักยภาพในการพัฒนาองค์ความรู้ พัฒนานวัตกรรม เช่น ระบบตลาดดิจิทัล โลจิสติกส์ หรือแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์สำหรับสินค้าชายแดน
3. การสนับสนุนด้วยเงินทุนและระบบสถาบัน เช่น กองทุนสันติสุข กองทุนผู้ประกอบการใหม่ในพื้นที่ หรือ Venture Capital ที่สนับสนุนธุรกิจ Startups จากคนรุ่นใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง การค้าเจริญได้ในพื้นที่ที่มีความปลอดภัย และปลอดภัยจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีศักดิ์ศรีผ่านการมีรายได้
ช่วงนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลเรื่องการพูดคุยสันติสุขกับ BRN. ควรจะมีนโยบายต่อเนื่องอย่างไร เกี่ยวกับพูดคุยสันติสุข และนโยบายชายแดนใต้
ดร.ณรงค์ กล่าวว่า ควรสถาปนาช่องทางเจรจาอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดตั้ง “สำนักงานสนับสนุนการพูดคุยเพื่อสันติสุข” อย่างเป็นทางการในพื้นที่ มีสถานที่และกลไกถาวรรองรับการพูดคุย และเป็นเวทีที่รวมถึงตัวแทนจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และภาคธุรกิจ พร้อมกับ พัฒนานโยบายชายแดนเชิงรุก เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจร่วมชายแดน (Cross-border Development) การค้าระหว่างประเทศที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์มลายูมุสลิม เช่น อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล การท่องเที่ยววัฒนธรรม และธุรกิจ SMEs แบบ B2B ร่วมกับรัฐกลันตันและตรังกานูของมาเลเซีย
“สุดท้ายคือการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เช่น การสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เน้น “อาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ” มากกว่าการสอนเชิงท่องจำ เพื่อปลดล็อกวงจรความยากจนและความรุนแรง” ดร.ณรงค์ กล่าว
ด้าน รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแมคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เปิดเผยว่า ถือเป็นเรื่องทีดี สัญญาณดี ชายแดนไทยมาเลเซียที่เคยเป็นเพียงเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ วันนี้กำลังถูกจับตามองให้กลายเป็นโอกาส ทางเศรษฐกิจและการศึกษา ด้วยแนวคิดเชิงรุกมองว่ามี ประเด็น 3 แนวทางขับเคลื่อนชายแดนใต้ให้เป็นพื้นที่ความร่วมมือระดับภูมิภาคนี้ การเปิดกระตุ้นเรื่อง Free Flow ปลดล็อกพรมแดน สู่ตลาดเสรี
อ.ซุกรี เสนอว่า การเปิด “Free Flow” หรือการไหลเวียนของคน สินค้า บริการ และองค์ความรู้ระหว่างสองประเทศอย่างมีระบบ คือกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจชายแดน “ถ้าเราขยับเศรษฐกิจชายแดนให้เติบโตขึ้นปีละ 30% ต่อเนื่องกัน 10 ปี เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงรูปธรรม สร้างงาน สร้างรายได้ และเกิดกิจการใหม่ๆ มีตัวเลขเศรษฐกิจเพิ่มมากมายในพื้นที่ได้ชัดเจน การส่งเสริมการค้าชายแดน จะควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดนย่อมตามมาแน่นอน เช่น สะพานเชื่อมชายแดน จุดผ่านแดนที่ทันสมัย และศูนย์โลจิสติกส์ จะทำให้ชายแดนไม่ใช่แค่ รอยต่อแต่เป็น ศูนย์กลาง การเติบโต การขยับภาคบริการ จาก Soft Power ที่นายกฯใช้นโยบาย ก็จะกลายเป็นสู่ Super Power ได้ เมื่อเศรษฐกิจขยับ การบริการต้องตามให้ทัน แนวคิดการผลักดันบริการชายแดนในสาขาท่องเที่ยว การแพทย์ และสาธารณสุข คืออีกหนึ่งแกนหลัก แพทย์ทางเลือก แพทย์แผนไทย จะสร้างแรงงานใหม่ๆ ในภาคบริการอย่างยั่งยืน เมื่อเรามีระบบบริการที่เชื่อมกันทั้งสองฝั่ง ก็เหมือนเราสร้างระบบเศรษฐกิจขนาดเล็กที่แข็งแรงในภูมิภาคนี้เอง
แนวคิด Soft Power เช่น อาหาร วัฒนธรรม การต้อนรับงานบริการ ร้านต้มยำกุ้งทั้งหลาย จะผสานเข้ากับบริการที่เป็นระบบ และเมื่อสองประเทศร่วมมือกัน ก็อาจกลายเป็น Super Power ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล ข้อสุดท้ายที่สำคัญคือ การFree flow ด้านการศึกษา พรมแดนของความรู้ ข้อเสนอ คือแนวคิดจัดตั้ง สถาบันอุดมศึกษาร่วมชายแดนระหว่างไทย–มาเลเซีย เพื่อผลิตบัณฑิตสองภาษา สองวัฒนธรรม ที่เข้าใจทั้งบริบทท้องถิ่นและสากลเป็นพลเมืองโลกที่วิสัยทัศน์ก้าวไกล เราอยากเห็นมหาวิทยาลัยชายแดน ที่เปิดรับนักศึกษาจากทั้งสองประเทศ แลกเปลี่ยนความรู้กัน สร้างคนที่มีหัวใจพลเมืองโลก แต่ไม่ลืมรากเหง้าบ้านเกิด
“ผมยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับโมเดล “จีน–ฮ่องกง” ที่ร่วมมือกันจัดตั้งมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติที่ผลิตคนเก่ง กลับมาพัฒนามีความรักชาติแบบจีน มีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างฮ่องกง ประเทศของเราชายแดนใต้ก็เช่นเดียวกัน จะเป็นความร่วมมืออย่างยั่งยืน ที่จะกลายเป็น ศูนย์กลางแห่งความร่วมมือ มากกว่าพื้นที่ความขัดแย้งชายแดนไม่ใช่เส้นแบ่ง แต่เป็นประตูสู่อนาคต หากมีการออกแบบนโยบายที่ดี เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เสริมศักยภาพมนุษย์ เป็นchildren of mother land ที่เขาจะไม่ลืมแผ่นดินแม่ สุดท้ายแล้วไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหนก็ตามเขาต้องกลับมาพัฒนาแผ่นดินบ้านเกิดให้เจริญขึ้นต่อไป การพัฒนาชายแดนที่ยั่งยืน ต้องเริ่มจากการลงทุนใน คน และ ความสัมพันธ์เราอาจได้เห็นบัณฑิตสองสัญชาติ สองภาษา ที่กลับมาเป็นพลังพัฒนาท้องถิ่นของตัวเอง” รศ.ดร.ซุกรี กล่าว

