Thailand Healthcare 2026 ดึงหมอไต สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ รื้อความเข้าใจผิด ‘ภัยเงียบโรคไต’

26.06.26 | 16:13 น.

“ในระยะเริ่มต้น ต่อให้การทำงานของไตจะลดลงไปเกินครึ่งแล้ว ร่างกายก็มักจะไม่แสดงอาการเตือนอะไรออกมาเลย คนไข้ส่วนใหญ่ยังสามารถกินได้ นอนหลับ ทำงานได้ปกติจนชะล่าใจ กว่าจะมารู้ตัวอีกทีก็คือ ตอนที่ตรวจพบในการเจาะเลือดประจำปี หรือบางรายมารู้ตัวเมื่อมีอาการหนักในระยะสุดท้ายแล้ว ไตจึงถือเป็นภัยเงียบที่น่ากลัวและบอบช้ำง่ายกว่าที่หลายคนคิด”

คำเตือนใจสำคัญจาก อ. นพ.พิชา ยินเจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต จากโรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ บนเวทีเสวนาหัวข้อ ‘ไตดี แฮปปี้นาน : ดูแลไตให้อยู่กับเราไปนานๆ’ สะท้อนให้เห็นว่า ทำไมเรื่องของ ‘ไต’ ถึงเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนทุกช่วงวัย และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้สูงอายุอีกต่อไป เพราะกว่าที่ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนออกมาให้เห็น ไตของเราอาจบอบช้ำจนยากจะฟื้นฟูเสียแล้ว

ด้วยความตั้งใจที่อยากเห็นคนไทยมีอายุยืนพ่วงด้วยสุขภาพที่แข็งแรง เครือมติชน จึงร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ เนรมิตงานมหกรรมสุขภาพสุดยิ่งใหญ่ Thailand Healthcare 2026 ‘Longevity : อยู่ดี แฮปปี้นาน’ งานสุขภาพโฉมใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชัน และในบทความนี้จึงขอพาทุกคนไปเจาะลึกข้อเท็จจริง รื้อถอนความเข้าใจผิด และปรับพฤติกรรมเพื่อปกป้องอวัยวะที่ทำงานหนักเพื่อเราตลอด 24 ชั่วโมงชิ้นนี้ไปด้วยกัน

หน้าที่ของ ‘ไต’ ที่มากกว่าแค่การขับปัสสาวะ

หลายคนทราบดีว่าไตของคนเรามี 2 ข้าง รูปร่างคล้ายถั่วแดง ตั้งอยู่บริเวณช่องท้องค่อนไปทางด้านหลัง และมีหน้าที่หลักคือ การขับของเสียออกมาในรูปของปัสสาวะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อวัยวะชิ้นนี้ยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบการทำงานของร่างกายมากกว่าที่คิด

Advertisement

เวลาไปตรวจสุขภาพประจำปี ค่าสำคัญในผลเลือดที่แพทย์ใช้ประเมินการทำงานของไตจะมีอยู่สองตัวหลัก นั่นคือค่า BUN (Blood Urea Nitrogen) ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากการย่อยสลายอาหารกลุ่มโปรตีนที่กินเข้าไป และค่า ครีเอตินิน (Creatinine) ที่เป็นของเสีย ซึ่งตับผลิตขึ้นมาเพื่อใช้เป็นพลังงานให้กล้ามเนื้อ สารเหล่านี้จะลอยอยู่ในกระแสเลือดเพื่อรอให้ไตทำหน้าที่กรองออก

อ. นพ.พิชา ยินเจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต จาก รพ.สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์

คุณหมอพิชา อธิบายถึงกลไกการตรวจเช็กตรงนี้ไว้ว่า สารพวกนี้อยู่ในกระแสเลือด เลือดเลี้ยงไปทั่วร่างกาย และอวัยวะสำคัญอย่างไตก็จะทำหน้าที่กรองของเสียเหล่านี้ออกไป ถ้าไตเราขับของเสียได้ดี เวลาตรวจเลือด ค่าก็จะต้องน้อย นี่แหละคือค่าครีเอตินินที่จะเอาไปใช้คิดคำนวณประสิทธิภาพการทำงานของไต

นอกเหนือจากการกรองของเสียในชีวิตประจำวันแล้ว คุณหมอยังได้เน้นย้ำถึงหน้าที่สำคัญอื่นๆ ของไตที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน หรืออาจจะมองข้ามไป

“ไตไม่ได้ทำหน้าที่แค่ขับน้ำ หรือขับค่า BUN และครีเอตินินเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ควบคุมน้ำและเกลือแร่ ช่วยเปลี่ยนวิตามินดีให้อยู่ในรูปที่ทำงานได้ปกติ รวมถึงการสร้างฮอร์โมนบางอย่าง และหน้าที่สุดท้ายที่สำคัญมากก็คือ การสร้างฮอร์โมนกระตุ้นไขกระดูกเพื่อผลิตเม็ดเลือดแดง”

กลไกเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า หากไตทำงานบกพร่อง ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อร่างกายทันที ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงตามมา หรือการขาดฮอร์โมนไปกระตุ้นไขกระดูกจนนำไปสู่ภาวะโลหิตจางในที่สุด

เคลียร์ให้ชัดกับ 4 ความเข้าใจผิดเรื่องอาการโรคไต

การทำหน้าที่เป็นหมอให้ตัวเองด้วยการสังเกตสิ่งผิดปกติเป็นเรื่องดี แต่บางครั้งความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนก็อาจทำให้ตื่นตระหนกเกินไป หรือละเลยสัญญาณเตือนที่แท้จริงไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งบนเวทีเสวนาครั้งนี้ อ. นพ.พิชา ได้ช่วยถอดรหัส ‘4 ความเข้าใจผิด’ เรื่องอาการโรคไตที่คนส่วนใหญ่ชอบคิดกันไปเอง

เริ่มต้นจาก อาการปวดหลัง ที่คนส่วนใหญ่มักเหมาเข่งว่าตัวเองกำลังเป็นโรคไต คุณหมอพิชา อธิบายว่า โรคไตวายเรื้อรังโดยทั่วไปไม่ทำให้ปวดหลัง แต่อาการปวดหลังมักชี้เป้าไปที่โรคอื่นในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่วอุดตันที่ท่อไต หรือการติดเชื้อที่กรวยไต ซึ่งมักจะมีอาการปัสสาวะขัด มีไข้สูง และหนาวสั่นร่วมด้วย

“ขอเน้นย้ำอีกทีว่า ‘อาการปวดหลัง’ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เป็นโรคไตวายแล้วจะปวด แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคอื่นในระบบทางเดินปัสสาวะ ที่ถ้าเราปล่อยไว้ไม่รักษา โรคเหล่านั้นต่างหากที่จะลุกลามจนทำให้ไตเสื่อมตามมา”

สำหรับ อาการบวม ในระยะแรก ผู้ป่วยจะไม่มีอาการบวมให้เห็นเลย อาการบวมบุ๋มมักเกิดขึ้นในระยะท้ายๆ ที่ไตเริ่มทำหน้าที่ไม่ได้และมีปริมาณปัสสาวะลดลงจนสังเกตได้ นอกจากนี้อาการบวมยังเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่นในระบบภายใน เช่น โรคหัวใจหรือโรคตับ

ต่อมาคือเรื่อง ปัสสาวะเป็นฟอง คุณหมอให้ข้อสังเกตง่ายๆ ว่า ฟองที่แพทย์กังวลคือ ฟองที่เกิดจากภาวะโปรตีนรั่ว ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับการตีไข่ เป็นฟองหนาและไม่ยอมสลายตัวหายไป ต่างจากฟองปัสสาวะทั่วไปที่ยุบตัวเร็ว หากสังเกตเห็นฟองลักษณะหนาแน่นแบบนี้ติดต่อกันหลายวัน แนะนำว่าควรไปตรวจปัสสาวะที่โรงพยาบาลจะดีที่สุด

สุดท้ายคือเรื่อง สีของปัสสาวะ ทางการแพทย์จะไม่ใช้สีปัสสาวะเข้มหรืออ่อนเป็นตัวชี้วัดหลัก เพราะมีความคลาดเคลื่อนสูงจากปริมาณการดื่มน้ำในแต่ละวัน แต่สีปัสสาวะที่อันตรายและต้องพึงระวังคือ ปัสสาวะสีน้ำล้างเนื้อ หรือ ปัสสาวะที่มีเลือดปนออกมา

ต้นตอตัวร้ายและพฤติกรรมเสี่ยงทำลายไต

สถิติผู้ป่วยโรคไตเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชากรมีอายุยืนขึ้น ร่างกายจึงเสื่อมไปตามวัย แต่ปัจจัยเร่งที่น่ากลัวมาจากโรคเรื้อรังและพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งถือเป็นต้นตอใหญ่ของอุบัติการณ์โรคไตทั้งหมด หากควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตได้ไม่ดีพอ ซึ่ง อ. นพ.พิชา ได้ระบุถึงตัวเลขที่น่าตกใจไว้ว่า

“คนส่วนใหญ่มักกังวลเรื่องการกินเค็ม แต่ในความเป็นจริง สาเหตุอันดับหนึ่งและสองที่ทำให้คนไทยไตวายมากที่สุดถึง 80-90% คือ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ถ้าปล่อยให้ตัวโรคคุมไม่ได้เป็นเวลานาน เส้นเลือดที่ไตจะเสียหายจนนำไปสู่ภาวะไตเสื่อมในที่สุด”

นอกจากนี้ พฤติกรรมการใช้ยาแก้ปวดก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ จากผลงานวิจัยเชิงรุกพบว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากประสบภาวะไตเสื่อมจากการซื้อ ‘ยาชุด’ รับประทานเอง หรือใช้ ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs – Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) ซึ่งเป็นกลุ่มยาต้านอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ที่คนทั่วไปคุ้นเคยและใช้กันบ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ยาแก้ปวดประจำเดือน (เช่น Ponstan) หรือยาแก้ปวดข้อและเส้นเอ็นต่างๆ ยากลุ่มนี้หากรับประทานต่อเนื่องกันเป็นเวลานานโดยไม่ปรึกษาแพทย์ จะส่งผลเสียรุนแรงต่อไตโดยตรง

“ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และยาชุดที่ซื้อตามร้านชำ มีฤทธิ์ลดเลือดที่ไปเลี้ยงไตโดยตรง ถ้ารับประทานต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน หรือรับประทานในภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ อาจส่งผลให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้”

ขณะเดียวกัน กลุ่มคนรุ่นใหม่ก็มีความเสี่ยงจากโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือโรค SLE (โรคพุ่มพวง) ที่ปัจจุบันสามารถตรวจพบได้เร็วขึ้น โรคนี้ส่งผลกระทบต่อหลายระบบในร่างกายรวมถึงไต ทำให้เกิดภาวะโปรตีนรั่วหรือพบเม็ดเลือดแดงผิดปกติในปัสสาวะ รวมไปถึงปัจจัยทางกรรมพันธุ์ เช่น โรคถุงน้ำที่ไต ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของไตโดยตรงตั้งแต่อายุยังน้อย

เป็นโรคไตแล้ว ‘ห้ามกินทุกอย่าง’ จริงหรือ ?

เมื่อถูกวินิจฉัยว่าเริ่มมีภาวะไตเสื่อม คนส่วนใหญ่มักจะเกิดความเครียด เนื่องจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมักระบุให้จำกัดอาหารแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ จนรู้สึกว่าไม่เหลืออะไรให้รับประทานได้อีกในชีวิต เรื่องนี้ อ. นพ.พิชา ได้ให้มุมมองเพื่อคลายความกังวลของผู้ป่วย

“เวลาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไต ก็จะเจอว่าอันนี้ก็กินไม่ได้ อันนั้นก็กินไม่ได้ ถ้าถามผมส่วนตัวเวลาพูดว่าห้ามมันง่าย ไม่ต้องกินง่ายๆ ไม่ต้องชี้แจงอะไรเยอะ แต่ถ้าถามผมแล้ว กินได้ทุกอย่าง แต่อัตราของการกินได้ทุกอย่างเนี่ย อยู่ที่เรา”

ความจริงแล้วผู้ป่วยโรคไตยังสามารถรับประทานอาหารได้หลากหลาย เพียงแต่ต้องเรียนรู้เรื่องการควบคุมปริมาณ สัดส่วน และเลือกชนิดของอาหารให้เหมาะสมกับระยะโรคของตนเอง การทำความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเผชิญกับภาวะขาดสารอาหาร และสามารถใช้ชีวิตด้วยความสุขควบคู่ไปกับการรักษาโดยไม่ต้องอดอาหารจนตึงเครียดเกินไป

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเริ่มต้นดูแลสุขภาพไตด้วยวิธีที่ถูกต้อง หรือต้องการพาคนที่คุณรักเข้ารับการตรวจเช็กสภาพไตและรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เชิญชวนมาร่วมงาน Thailand Healthcare 2026 ‘Longevity : อยู่ดี แฮปปี้นาน’ มหกรรมสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ จนถึง 28 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 – 19.00 น. ณ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ เดินทางมาร่วมงานได้สะดวกง่ายดาย ด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานีสามย่าน ทางออก 2

ภายในงานยังมีกิจกรรมตรวจสุขภาพฟรี กิจกรรมให้ความรู้ และนวัตกรรมทางการแพทย์อีกมากมายที่จะช่วยตอบโจทย์การดูแลตัวเองของคนทุกเจเนอเรชัน โดยคุณสามารถลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ เพื่อรับสิทธิ์และรับของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ (จำนวนจำกัด) ได้ที่ลิงก์ https://evcnx.co/THCV26 มาร่วมส่งต่อสุขภาพที่ดีและก้าวสู่วันข้างหน้าด้วยร่างกายที่แข็งแรงไปด้วยกัน