เมื่อวันที่ 25 กันยายน นายสัญญา สถิรบุตร นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล และนายอันวาร์ สาและ อดีตส.ส. ร่วมกันเปิดเผยว่า ได้นำส่งชุดข้อมูลสำเนาคำพิพากษาศาลแพ่ง ลงวันที่ 21 มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นบันทึกในรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง”การปฏิบัติตามกฏหมายของโครงการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับและถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร และการใช้ประโยชน์ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย(โฮปเวลล์)” ของคณะกรรมาธิการการกฏหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฏร กรณีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โฮปเวลล์(ประเทศไทย) ที่กระทรวงพาณิชย์ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฏร ได้ใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาหาทางป้องกันและแก้ไข มิให้มีการแทรกแซงอำนาจหลักของประเทศคืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ
“สาระสำคัญในรายงานการพิจารณาศึกษาฯ ของคณะกรรมาธิการฯดังกล่าว ระบุว่าบริษัท โฮปเวลล์(ประเทศไทย) จำกัด มีสถานะเป็นโมฆะ ด้วยเหตุจดทะเบียนไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฏหมาย แต่ความจริงปรากฏตามคำพิพากษาศาลแพ่ง ลงวันที่ 21 มีนาคม 2567 ระบุยืนยันชัดเจนว่าคำขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ คำขอจดทะเบียน และการจดทะเบียนบริษัทโฮปเวลล์(ประเทศไทย) เป็นไปด้วยความถูกต้อง ชอบด้วยกฏหมาย โดยได้รับการอนุมัติจากครม.เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2533 ให้ประกอบกิจการตามสัญญาสัมปทาน”
นายสัญญา กล่าวว่า เมื่อความจริงตามคำพิพากษาศาลแพ่งปรากฏชัดเจน จึงเป็นการยืนยันว่ารายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง”การปฏิบัติตามกฏหมายของโครงการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับและถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร และการใช้ประโยชน์ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย(โฮปเวลล์)” ของคณะกรรมาธิการการกฏหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฏร มีสาระสำคัญอันเป็น”ข้อมูลเท็จ”
นายสัญญากล่าวอีกว่า เราทั้ง 3 คนที่เป็นอดีต ส.ส.หวังว่าท่านประธานสภาผู้แทนราษฏร จะได้นำข้อมูลความจริงที่นำเรียนไปพิจารณาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาการทับซ้อนกันของอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการเพื่อให้เกิดความชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ตลอดจนนักลงทุนต่อไป

