เสียงรถยนต์ ผู้คน และความเร่งรีบอาจกลายเป็นภาพคุ้นตาของชีวิตในเมือง แต่เหนือเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยตึกสูง ยังมีสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่โบยบินอย่างอิสรเสรี นั่นคือ “นก” สัตว์ปีกที่แม้จะตัวเล็ก แต่กลับบรรจุความงดงามของธรรมชาติเอาไว้อย่างครบถ้วน ปีกของมันไม่เพียงพาร่างกายโบยบินไปในอากาศ หากยังพาจิตใจของผู้ที่หยุดมองให้ล่องลอยไปพร้อมกัน เยียวยาความเหนื่อยล้าจากโลกที่หมุนเร็วเกินไป และเตือนให้มนุษย์นึกขึ้นได้ว่า เราไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้เพียงลำพัง
นกจึงเป็นเสมือนสะพานบางๆ ที่เชื่อมโยงผู้คนกับระบบนิเวศเข้าไว้ด้วยกัน เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้ตัว สังเกตได้ง่าย และบางครั้งก็ถ่ายทอดบทเรียนผ่านวิถีชีวิตให้กับผู้ที่หมั่นเฝ้ามอง จากแนวคิดนี้เอง จึงเกิดเป็นโครงการที่ชักชวนผู้คนทั่วประเทศให้หยิบกล้องขึ้นมาบันทึกช่วงเวลาแห่งอิสรภาพของนก ก่อนต่อยอดสู่การประกาศผลและมอบรางวัล “Thai PBS ชีวิตติดปีก Photo Contest 2569″ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

จากโปสเตอร์หนึ่งใบ สู่ผลงานกว่าสองพันชิ้น
องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ร่วมกับสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย (BCST) ได้ริเริ่มโครงการประกวดภาพถ่ายและคลิปสั้น “Thai PBS ชีวิตติดปีก Photo Contest 2569″ ขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และเยาวชนได้ถ่ายทอดมุมมองธรรมชาติผ่านเลนส์กล้อง พร้อมจุดประกายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
สิ่งที่น่าประทับใจคือ จากจุดเริ่มต้นเพียงโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์หนึ่งใบที่ถูกส่งต่อกันหลายร้อยครั้ง ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน โครงการนี้กลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม มีผลงานส่งเข้าประกวดกว่า 2,000 ชิ้น จากผู้เข้าร่วมกว่า 700 คนทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 220,000 บาท ครอบคลุมการประกวด 4 ประเภท ได้แก่ ภาพนิ่งจากโทรศัพท์มือถือ “นกบ้านฉัน”, ภาพนิ่งระดับเยาวชน, ภาพนิ่งระดับประชาชนทั่วไป และคลิปสั้น ผลงานเหล่านี้สะท้อนความหลากหลายทั้งในแง่ผู้ส่งผลงานและอุปกรณ์ที่ใช้ ตั้งแต่เยาวชนไปจนถึงรุ่นเก๋า จากกล้องมืออาชีพไปจนถึงกล้องโทรศัพท์มือถือ จากนกหายากในป่าลึกไปจนถึงนกกระจอกหน้าบ้าน
สวนสาธารณะย่อมกลางกรุง ที่จุดประกายไอเดียสร้างสรรค์
นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. เผยถึงจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่า พื้นที่ของไทยพีบีเอสแม้จะไม่กว้างใหญ่นัก แต่กลับอุดมสมบูรณ์ด้วยต้นไม้จนกลายเป็นแหล่งพักพิงของนกกว่า 40 ชนิด เปรียบเสมือนสวนสาธารณะขนาดย่อมกลางกรุงเทพฯ ที่หาได้ยากในเมืองใหญ่ และด้วยความที่ไทยพีบีเอสมีโลโก้เป็นรูปนกอยู่แล้ว การทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติผ่านโครงการนี้จึงเป็นสิ่งที่สอดคล้องกันอย่างลงตัว
ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ยังฝากข้อคิดที่ชวนให้ขบคิดไว้ว่า การหมั่นสังเกตนกจะช่วยหล่อหลอมให้คนคนหนึ่งมีจิตใจที่ละเอียดอ่อนขึ้น และเรียนรู้ที่จะไม่ด่วนตัดสินสิ่งต่างๆ จากภายนอกเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับที่นกแต่ละชนิดล้วนมีลักษณะและสีสันแตกต่างกันไป หากมองผ่านๆ อาจดูคล้ายกันไปหมด แต่เมื่อพินิจให้ดีจะพบความงดงามที่ซ่อนอยู่ ไม่ต่างจากการมองผู้คนรอบตัวที่ไม่ควรตัดสินกันเพียงจากรูปลักษณ์ภายนอก
กระดุมเม็ดแรกคือจริยธรรม ถอดรหัสหลังเลนส์ภาพถ่ายนก
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือเวทีเสวนาหัวข้อ “ภาพถ่ายนกกับพลังการสื่อสารเพื่อการอนุรักษ์” ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ทั้ง สมิทธิ์ สุติบุตร์ และ บารมี เต็มบุญเกียรติ ช่างภาพสัตว์ป่าและธรรมชาติ ผู้ดำเนินรายการสารคดี Full Frame รวมถึง ผศ. ดร.ปิยะกาญจน์ เที้ยธิทรัพย์ กรรมการสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแลกเปลี่ยนมุมมอง
วงเสวนาชี้ให้เห็นว่า การถ่ายภาพนกที่ดีต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจพฤติกรรมของนกแต่ละชนิด และการเฝ้ารอที่ยาวนาน กระบวนการเหล่านี้ล้วนบ่มเพาะให้ผู้ถ่ายกลายเป็นคนใจเย็นและมีสมาธิมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด เปรียบเสมือนกระดุมเม็ดแรก ของการถ่ายภาพสัตว์และธรรมชาติ คือเรื่องของจริยธรรม ช่างภาพจำเป็นต้องให้เกียรติสัตว์และไม่รบกวนวิถีชีวิตตามธรรมชาติของพวกมัน หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งล่อใจที่ผิดธรรมชาติ และเลือกใช้บังไพรเพื่อพรางตัวกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมแทน
นอกจากประเด็นจริยธรรมแล้ว วงเสวนายังพูดถึงเสน่ห์ของนกในเมือง ที่เป็นเหมือนประตูบานแรกซึ่งพาผู้คนให้ชะลอจังหวะชีวิตลงและฝึกการสังเกต ก่อนจะค่อยๆ ต่อยอดไปสู่นกในธรรมชาติ ตามผืนป่าหรือพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งจะเผยให้เห็นระบบนิเวศที่แท้จริงและกว้างขวางยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว พลังของภาพถ่ายจึงไม่ใช่เพียงการนำเสนอความงาม แต่เป็นสะพานเชื่อมที่ทำให้มนุษย์ตระหนักว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ ไม่ใช่เจ้าของแต่เพียงผู้เดียว
เสียงจากผู้พาใจกลับสู่ธรรมชาติผ่านภาพถ่าย
นอกเหนือจากมุมมองของผู้จัดงานและผู้เชี่ยวชาญแล้ว เสียงสะท้อนจากผู้ชนะรางวัลเองก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงคุณค่าของโครงการนี้
นันทพร สุรเจริญชัยกุล เจ้าของรางวัล Popular Vote ประเภทภาพนิ่งจากโทรศัพท์มือถือ “นกบ้านฉัน” กล่าวขอบคุณโครงการที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าถึงธรรมชาติได้ง่ายขึ้น เนื่องจากประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ได้มีกล้องราคาแพง การมีประเภทรางวัลสำหรับภาพถ่ายจากมือถือจึงทำให้ทุกคนมีโอกาสร่วมสนุกได้อย่างเท่าเทียม อีกทั้งยังชื่นชมการตัดสินแบบออร์แกนิกที่ให้ความสำคัญกับการเฝ้าดูพฤติกรรมนกอย่างไม่รบกวน
ขณะที่ เมืองปาย ซื่อตรง เจ้าของรางวัลชนะเลิศประเภทภาพนิ่งระดับเยาวชน ได้ฝากข้อคิดที่กินใจไว้ว่า นกที่เขาส่งเข้าประกวดนั้นไม่ใช่นกหายากแต่อย่างใด แม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็สามารถพบเจอได้ทั่วไป เขามองว่าคนเราอาจไม่ได้พบเจอนกหายากทุกวัน แต่สามารถมีความสุขและมีความรักให้กับธรรมชาติได้ทุกวัน คำพูดนี้สะท้อนแก่นแท้ของโครงการได้อย่างชัดเจนว่า การอนุรักษ์ธรรมชาติไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่เริ่มได้จากการใส่ใจสิ่งเล็กๆ รอบตัวในทุกวัน
ตลอดทั้งงาน นอกจากพิธีมอบรางวัลและเวทีเสวนาแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังได้ร่วมกิจกรรม Mini Bird Walk สำรวจนกหลากชนิดในพื้นที่ไทยพีบีเอสร่วมกับวิทยากรจาก BCST พร้อมชมนิทรรศการ “ชีวิตติดปีก” ที่รวบรวมผลงานภาพถ่ายจากผู้เข้าประกวดมาจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้ชื่นชม
ท้ายที่สุดแล้ว “ชีวิตติดปีก Photo Contest 2569” ได้กลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เป็นเครื่องเตือนใจว่าธรรมชาติไม่ได้อยู่ไกลตัวอย่างที่คิด และบางครั้งการหยุดมองนกเพียงตัวเดียวหน้าบ้าน ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความรักและความหวงแหนธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ได้ไม่แพ้กัน
ผู้สนใจสามารถชมผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมดจากโครงการ “ชีวิตติดปีก Photo Contest 2569” ได้ทาง www.thaipbs.or.th/birdphoto2026

