จิตวิวัฒน์ : ป่าคือพื้นที่พิธีกรรม อันศักดิ์สิทธิ์ (1) : โดย ณัฐฬส วังวิญญู

ทุกครั้งที่ผมพาคนเข้าป่าเพื่ออดอาหารและอยู่ลำพังกับธรรมชาตินอกจากจะได้พลังชีวิตกลับ
มาแล้ว ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับเควส (Vision Quest)
อีกด้วยว่าทำงานและได้ผลอย่างไร ทั้งๆ ที่ทำมาเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่ยังรู้สึกว่ามีความลี้ลับให้เฝ้ามองและค้นหาเสมอ ส่วนหนึ่งเพราะเควสเป็นกระบวนการที่เข้าไปทำงานกับจิตไร้สำนึกและธรรมชาติของชีวิต ทั้งที่อยู่ในตัวคนและในธรรมชาติ มีชีวิตและความหลากหลายมาก ไม่สามารถควบคุมหรือเข้าใจได้ในทันที เราต้องนำตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศและกระบวนการของมัน เราจึงจะเริ่มเข้าใจ ผมจึงถือคติว่า “ทำงานเพื่อให้งานสอนเรา”

สิ่งที่พิเศษสำหรับปีนี้คือ เป็นปีแรกที่จัดเควสที่เชียงราย เพราะอยากเป็นเจ้าบ้านที่คอยต้อนรับ “นักเดินทางด้านใน” ที่เรียกตามนิทานของเควสว่า “หนูกระโดด” ในพื้นที่ของตัวเองบ้าง ปีที่ผ่านๆ มาผมมักไปอาศัยพึ่งพิงป่าต้นน้ำแม่ขานที่บ้านสบลาน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ที่มีพะตีตะแยะ ผู้เฒ่าเจ้าปัญญาคอยดูแลให้อบอุ่นเรื่อยมา ปีนี้อาจเป็นเพราะตัวเองเริ่มรู้สึกเข้าสู่ “บทบาท” ของผู้เฒ่าหรือครูมากขึ้น เลยอยากจะหาพื้นที่หรือฐานที่มั่นใกล้ๆ ในการดูแลผู้คนที่จะเดินทางภายในและถ่ายทอดวิชาให้กับคนที่สนใจเป็น “ผู้นำพา” ในเควสที่จะได้จัดกันต่อไปในอนาคต ผมได้ยินสัญญาณเรียกดังกล่าวมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่มีความชัดเจนที่สุดในปีนี้ ประกอบกับมีผู้ที่สนใจจะสานต่องานแนวนี้ในบ้านเราเป็นจำนวนมากพอ ถ้าจะให้ผมเลือกงานเดียวที่อยากจะทำที่สุด หนีไม่พ้นการทำวิชั่นเควส เพราะนอกจากจะได้ฟื้นพลังชีวิตให้กับตัวเองแล้ว ยังช่วยให้นักเดินทางด้านในได้ค้นพบพลังอันยิ่งใหญ่ในตัวเองอีกด้วย

สิ่งพิเศษอีกอย่างคือการได้ไปอาศัยพื้นที่ป่าในการดูแลของหน่วยจัดการต้นน้ำแม่งา อ.พาน จ.เชียงราย ที่มีเพื่อนเก่าตั้งแต่เรียนมัธยมต้น ชื่อ ประสาท แสนจิต ดูแลอยู่ เป็นโอกาสให้ผมได้กลับมาพูดคุย เรียนรู้ และร่วมงานกัน ตอนที่ไปสำรวจพื้นที่ในครั้งแรก รู้สึกประทับใจกับเส้นทางจากตัวอำเภอพานที่ลัดเลาะไปตามเส้นทางด้านหลังของภูเขา ผ่านไร่นา สวนผลไม้ และชุมชนเล็กๆ ที่ดำรงอยู่ราวกับแอบซ่อนไม่ให้โลกเห็น (unseen) จากนักท่องเที่ยวที่มาเชียงราย สะอาดและสงบเงียบราวความงามที่กักเก็บตัวจากสายตาของโลก เส้นทางที่ไกลและลึกพอที่จะทำให้รู้สึกว่าเป็นอีกโลกหนึ่ง คล้ายๆ กับสบลานที่อยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ขาน อ.สะเมิง ความไกลช่วยให้จิตใจรู้สึกว่าเรากำลังหลุดออกไปจากโลกที่คุ้นเคย จากเมืองไปสู่ป่า จากปัจจุบันไปสู่อดีต จากตัวเองไปสู่บรรพชน จากปลายทางไปสู่ต้นกำเนิด สิ่งแวดล้อมที่แตกต่างส่งผลกับความรู้สึกและทำงานกับจิตวิญญาณของเราก่อนจะถึงที่พักเสียอีก มันเป็นกระบวนการละทิ้งและสลัดคราบไคลของความเป็นมนุษย์เมืองที่ยุ่งเหยิงออกไปจากเราทีละนิดๆ จนถึงจุดหมายที่เราได้มองเห็นแต่ยอดเขา ขอบฟ้า และเมฆ

หลังจากที่เราไปถึงหมู่บ้านและได้รับการต้อนรับจากแม่หลวง (ผู้ใหญ่บ้านหญิง) แล้วออกเดินทางไปยังหน่วยจัดการต้นน้ำแม่งา เพื่อใช้เวลาสองวันตระเตรียมความพร้อมก่อนการอยู่วิเวกอดอาหาร เราได้ทานอาหารเย็นร่วมกันและเฉลิมฉลองให้กับการมาถึง

ที่ทางแห่งพลัง
วันที่สอง หลังจากเราได้อธิบายความหมายและโครงสร้างของเควสในฐานะที่เป็นพิธีกรรมแล้ว เป็นเวลาให้ทุกคนได้ออกไปค้นหาที่ทางสำหรับพิธีกรรมชีวิตของตัวเอง แต่ที่น่าสนใจคือ จะเดินลงจากหน่วยก็เจอป่าที่เต็มไปด้วยยุง หรือจะเดินไปป่าทางตะวันตกก็เจอแต่ทางชันและเหว จนหลายคนเดินกลับมาอย่างเหนื่อยล้า ร้อน และท้อใจ จนผมพลอยกังวลไปด้วยว่าแต่ละคนจะได้พบที่ทางของตัวเองไหม เนื่องจากนี่เป็นพื้นที่ใหม่สำหรับผมด้วย จึงทำให้กลุ่มเราได้เผชิญหน้ากับความไม่รู้ไปพร้อมๆ กัน โชคดีที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้หนุ่มคนหนึ่ง (แดน) ได้แนะนำว่าน่าจะลองไปดูป่าสนในที่สูงขึ้นไป ทำให้เรามีความหวัง หลังจากได้พักกินน้ำกินท่าสักพัก ก็กระโจนขึ้นรถปิกอัพขับเคลื่อนสี่ล้อเพื่อไปค้นหาสถานที่ต่อ

แผ่นดินและป่าคือพื้นที่พิธีกรรม
(Ceremonial Landscape)
การค้นหาที่ทางของตัวเองเป็นกระบวนการสำคัญของเควส เป็นการเรียนรู้ผ่านการเดิน การสังเกต การแหวก มุด หมอบ คลาน เงี่ยหูฟัง และใช้ทุกโสตประสาทในการค้นหา “พื้นที่” ที่ในตำนานของเควส คือพื้นที่ที่เป็นของเรา เพราะที่แห่งนี้จะรู้จักเรามากกว่าเรารู้จักตัวเองเสียอีก (Your power place knows you more than you know yourself.) ผมรู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดหนึ่ง หลังจากฟังคำบอกเล่าว่า พบพื้นที่ที่เหมาะสม มีที่ราบเรียบมากพอและกระจัดกระจายไปตามสองข้างของสันเขาที่มีถนนเล็กๆ ทอดผ่านเป็นแนวยาว พอได้ตามไปดูในอีกวันหนึ่ง รู้สึกว่าใช่เลย นี่เป็นภูมิทัศน์ที่เหมาะกับการประกอบพิธีกรรมร่วมกันมาก ทางเข้าเป็นต้นไม้ใหญ่สองต้นที่เปรียบเสมือนปู่ย่าของป่าที่เรามักจะอาศัยเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจ จากนั้นเป็นเส้นทางลาดลงไปสู่พื้นที่ที่เหลือ เป็นเหมือนกับการเดินทางลง (Descending) ตามคติของการเดินทางลงสู่ดินแดนแห่งจิตวิญญาณ (Journey Down) ที่ต้องเผชิญกับความไม่รู้ ความมืด ความสว่าง ความเจ็บปวด โดดเดี่ยว เปราะบาง และสิ้นไร้ซึ่งความมั่นคง ที่จะช่วยขัดสีและสกัดเอาคราบผิวของความเป็นมนุษย์ที่จำกัดออกไป เพื่อค้นพบจิตวิญญาณที่แท้จริงของตัวเอง (Soul) ยิ่งเดินไปเรื่อยๆ ก็เห็นแนวไม้ที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปและมีทางแยกเล็กๆ ที่นำไปสู่ป่าและพื้นที่ราบด้านล่าง หากเดินต่อไปอีกจะพบทางขึ้นสู่เนินที่พาให้เข้าใกล้แผ่นฟ้าและจักรวาล

ที่นั่นพวกเรายืนล้อมวงกัน มองขึ้นไปบนฟ้าและรอบๆ แล้วเช็กความรู้สึกกันดู บางคนรวมถึงผมด้วยน้ำตาไหลเพราะรับรู้ว่าใช่เลย ที่นี่จะเป็นประตูเข้าออกของช่วงเวลาอดอาหารอยู่วิเวกของพวกเรา (The Passage) เหมือนกับที่แห่งนี้รอคอยพวกเราอยู่อย่างไรอย่างนั้น

ณัฐฬส วังวิญญู
www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat
สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ส่องตลาดรถเก๋งเล็ก ปล่อยทีเด็ดส่งท้ายปี : โดย นายพล
บทความถัดไปบริติช เคานซิล-เมืองนวัตกรรมฯ วางโรดแมปอุตสาหกรรมอาหารไทย