การเมืองร้อนหลังเอเปค ‘บิ๊กตู่’สยบร้าวพรรคร่วม สู้กระแสคนอยากเปลี่ยน

การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ที่รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะเบอร์หนึ่งของฝ่ายบริหาร ประกาศให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดี จัดงานการประชุมเอเปคให้ผ่านพ้นไปก่อน โดยขอร้องให้วางเรื่องของการเมืองระหว่างพรรคร่วม โดยเฉพาะความไม่เข้าใจ

ในประเด็นการเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. … ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการปลดล็อกกัญชา ออกจากบัญชียาเสพติดแล้ว ขอให้ผ่านการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเสร็จสิ้นไปก่อน และขอให้เป็นเรื่องของที่ประชุมสภา เป็นฝ่ายพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ว่าจะเห็นชอบหรือไม่

แต่ไม่ทันที่การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคจะเสร็จสิ้นลง รัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ชิงเปิดศึกทางการเมืองต่อพรรค ภท. ด้วยการรุมตั้งคำถามต่อประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับใหม่ล่าสุด เรื่อง “สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2565” ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ใช้อำนาจรัฐมนตรีออกประกาศฉบับดังกล่าว กลางที่ประชุม ครม. ถึงข้อข้องใจและช่องว่างในเนื้อหาของประกาศฉบับดังกล่าวว่ายังไม่ครอบคลุม และป้องกันในการนำกัญชาไปใช้ในทางเสรีได้ ร้อนถึง พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาหย่าศึกกลางที่ประชุม ครม. พร้อมกับระบุว่า ไว้รอให้นายอนุทินเข้ามาชี้แจงเนื้อหาสาระของประกาศกระทรวงฉบับดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม.อีกครั้ง

ร้อนถึงนายอนุทิน ต้องออกมาชี้แจงถึงอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในการออกประกาศฉบับดังกล่าวว่า การลงนามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เป็นการลงนามตามมติของคณะกรรมการส่งเสริมและควบคุมพืชสมุนไพร ซึ่งตามกฎหมาย รมว.สาธารณสุข จะต้องลงนามเมื่อคณะกรรมการมีความเห็นชอบ ตนก็ทำตามหน้าที่ เมื่อลงนามแล้วจะเป็นการสร้างความชัดเจน เราจะควบคุมการใช้กัญชาอย่างไรให้ลดความวิตกกังวลของสาธารณะ เมื่อรัฐมนตรีลงนามแล้วได้ส่งมายังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และคงเป็นความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างเพราะการประกาศของกระทรวงต่างๆ เป็นอำนาจของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ซึ่งเป็นผู้รักษาราชการตามกฎหมายนั้นอยู่แล้ว ไม่ต้องเข้ามาขอความเห็นชอบหรือขอมติใดๆ จาก ครม. ดังนั้นถ้า ครม.มีประเด็นสงสัยอย่างไรก็ถามได้ ยินดีตอบ แต่ไม่ใช่ว่าต้องเข้า ครม.ก่อนแล้วจึงจะนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นคนละประเด็นกัน ไม่มีขั้นตอนนั้น

Advertisement

นอกจากนี้ หัวหน้าพรรค ภท.ยังระบายความอัดอั้นต่อการทำงานร่วมกันและท่าทีในทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ที่เสนอโดยพรรค ภท.ด้วยว่า

ทุกคนบอกเป็นห่วง ทุกคนบอกมีความกังวล โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล แต่พอบอกออกกฎหมายกลับบอกว่าไม่เอา จะเอากัญชากลับไปเป็นยาเสพติดมันคนละเรื่อง การเอากัญชากลับไปเป็นยาเสพติดมันจะย้อนแย้งกับนโยบายของรัฐบาล ตอนเข้ามาจะมาบอกว่าไม่รู้เรื่องก็ไม่ได้ เพราะพรรค ภท.หาเสียงเรื่องกัญชามาตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้งแล้ว และตอนมาฟอร์มรัฐบาลทุกพรรคก็ยอมรับนโยบายของแต่ละพรรค พรรค ภท.ก็ยอมรับนโยบายทางการเกษตร นโยบายคนละครึ่ง นโยบายสิ่งแวดล้อม ของพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าถามถึงมารยาท พรรค ภท.ก็ยกมือสนับสนุนเวลามีมติอะไรต่างๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งมติไม่ไว้วางใจ พรรค ภท.ก็ยกมือสนับสนุนให้กับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่โดนอภิปรายทุกคน รัฐมนตรีบางคนเป็นหัวหน้าพรรคบางที พรรคนั้นยังไม่สนับสนุนเลย แต่พรรค ภท.สนับสนุนทุกคน บางทีลูกพรรคตัวเองยังไม่สนับสนุน แต่พรรค ภท.สนับสนุนทุกคน ถ้าถามถึงเรื่องมารยาทนี่คือคำตอบ พรรค ภท.มีทั้งมารยาทและกาลเทศะทุกๆ อย่าง

ชัดเจนว่า ท่าทีและนัยยะที่นายอนุทินส่งผ่านมายังพรรคร่วมรัฐบาลที่เปิดหน้าออกมาคัดค้านนโยบายกัญชาเสรีของพรรค ภท.นั้น สะท้อนภาพการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐบาลที่ทุกพรรคต่างต้องเดินหน้าในทุกประเด็นเพื่อสร้างคะแนนนิยมในทางการเมือง ขณะที่อีกทางยังต้องสกัดการเดินหน้าสร้างแต้มต่อในทางการเมืองของพรรคการเมืองคู่แข่งด้วย ซึ่งท่าทีของนายอนุทินสะท้อนต่อเรื่องดังกล่าวได้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา ว่าหากนโยบายกัญชาเดินหน้าต่อไปไม่ได้ พรรค ภท.ก็พร้อมจะนำเรื่องกัญชาไปหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้าอีกครั้ง พร้อมจะฟ้องกับประชาชนว่าพรรคการเมืองใดที่ขัดขวางนโยบายกัญชาเสรี

การเมืองหลังการประชุมผู้นำเอเปควาระร้อนของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯจะปะทุขึ้นอีกครั้ง และอาจสั่่นคลอนความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีสภาพ “ความเกรงใจ” กันลดน้อยลงทุกทีจำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ ต้องออกมาหย่าศึกเพื่อประคับประคองรัฐนาวาของพรรคร่วมรัฐบาลหากหวังที่จะลากยาวให้อยู่ทำหน้าที่จนถึงครบวาระในวันที่ 23 มีนาคม 2566

ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นปัญหาภายในของพรรคร่วมรัฐบาลที่จะต้องแก้กันเอง หากคิดจะลากยาวแต่กลับสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองให้กับฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ กระแสจะยิ่งตีกลับ และยิ่งจะเป็นผลดีให้กับพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ทั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคก้าวไกล (ก.ก) ที่มีคะแนนนิยมสะท้อนผ่านผลการสำรวจของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ “นิด้าโพล”

ติดอันดับ 1 และ 2 ในหลายพื้นที่ที่ประชาชนพร้อมจะเลือก ส.ส.และพรรคการเมืองจากฝ่ายค้านในการเลือกตั้งครั้งหน้า ท่ามกลางกระแสอยากเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองผ่านวิถีทางประชาธิปไตย จะเห็นได้จากปรากฏการณ์แลนด์สไลด์เมื่อครั้งเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565

แม้กลุ่มผู้มีอำนาจอาจจะมั่นใจในกฎและกติกาที่จะเอื้อประโยชน์ในทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า เนื่องจากยังมีเสียงของ ส.ว. 250 คน ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้อีกหนึ่งครั้ง ในการทำหน้าที่ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญช่วง 5 ปีแรก

ฉันทามติของประชาชนผ่านผลการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นตัวชี้ขาดว่า “กลุ่มอำนาจเก่า” จะทัดทานกระแสการอยากเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทั้งตัว “นายกรัฐมนตรี” และ “รัฐบาล” ได้แค่ไหน

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image