ยุทธศาสตร์ 2 ป.แยกกันเดิน ผ่านทุกกลไกความได้เปรียบ กับเป้าหมายคัมแบ๊ก‘ตั้งรบ.’

ยุทธศาสตร์ 2 ป.แยกกันเดิน

ผ่านทุกกลไกความได้เปรียบ

กับเป้าหมายคัมแบ๊ก‘ตั้งรบ.’

เริ่มมีความชัดเจนในทิศทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับการเดินหน้าต่อในทางการเมือง ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมผู้นำเอเปค ระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายนที่ผ่านมามากขึ้น แม้จะไม่ออกจากปากของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะเลือกเดินหน้าการเมืองกับพรรคใด

Advertisement

แต่ทั้งจากกระแสข่าวและปัจจัยแวดล้อมในทางการเมืองล้วนช่วยฉายภาพในทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ให้เด่นชัดมากขึ้น

ทั้งจากกระแสข่าวที่ว่าช่วงเย็นวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์เดินทางเข้าพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

ที่สวมหมวกอีกหนึ่งใบ คือ พี่ใหญ่ของ “กลุ่ม 3 ป.” ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เพื่อแจ้งว่า พล.อ.ประยุทธ์จะขอไปทำงานการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)

ที่มี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ นั่งเป็นหัวหน้าพรรค รทสช. โดยจะมีการเปิดแถลงข่าวในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อไป และภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทางกลับออกจากมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ พล.อ.ประวิตรได้โทรศัพท์ถึงแกนนำพรรคแต่ละกลุ่มว่าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงในพรรคพลังประชารัฐแล้ว จะยังอยู่กับพรรคพลังประชารัฐต่อหรือไม่

ส่งผลให้ ส.ส.ของกลุ่ม และมุ้งต่างๆ ภายในพรรค พปชร. ยังไม่กล้าตกปากรับคำว่าจะอยู่กับ ป. ไหน ระหว่าง ป.ประวิตร กับ ป.ประยุทธ์ ส่วนใหญ่จะรอความชัดเจนจากปากของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะเปิดตัวในทางการเมืองร่วมกับพรรค รทสช. อย่างเต็มตัวเมื่อใด จะมีเพียงแค่ความเคลื่อนไหวของ ส.ส.ภาคใต้ และ ส.ส.กทม. บางส่วนของพรรค พปชร. ที่ประกาศว่าจะย้ายตาม พล.อ.ประยุทธ์ หากตัดสินใจเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค รทสช. เนื่องจาก ส.ส.จากทั้งสองกลุ่มดังกล่าว ได้รับเลือกตั้งมาเป็น ส.ส.ก็ด้วยเพราะกระแสความนิยมของตัว พล.อ.ประยุทธ์ จึงคิดว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า กระแสความนิยมในตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่ในลำดับที่ 2 และ 3 ของแคนดิเดตนายกฯ ที่ประชาชนจะเลือกครั้งหน้า ด้วยเรตติ้ง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ จะช่วยให้ ส.ส.ที่อาศัยคะแนนนิยมส่วนตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ หนุนให้ได้รับเลือกตั้งในครั้งหน้าได้

หากทั้ง 2 ป. แยกกันเดินหน้าทางการเมืองกันคนละพรรคมีความชัดเจนยิ่งขึ้น หลายฝ่ายต่างมองตรงกันว่า ย่อมเป็นไปตามยุทธศาสตร์ “แยกกันเดินรวมกันตี” คือ พรรค พปชร. ที่นำโดย พล.อ.ประวิตร และพรรค รทสช.ที่ชู พล.อ.ประยุทธ์เป็นจุดขายในตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษาพรรค ควบแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าตามไทม์ไลน์ หากรัฐบาลอยู่ครบวาระ 4 ปี จะมีการจัดเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 เป้าหมายสูงสุด คือ ต้องการไปต่อในทางการเมือง รวมเสียง ส.ส.จัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งหน้าให้ได้ เนื่องจากทั้งกลไกที่อยู่ในมือของกลุ่มอำนาจในปัจจุบัน ทั้งอำนาจรัฐ งบประมาณ รวมทั้งตัวช่วยที่มีรอไว้แล้ว คือ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้ง 250 คน ที่มีอำนาจร่วมโหวตเลือกนายกฯอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้งหน้า ตามอำนาจในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ในช่วงการทำหน้าที่ 5 ปีแรก

ถ้าทั้ง 2 ป. เดินหน้ายุทธศาสตร์แยกกันเดินรวมกันตี ได้ ส.ส.มารวมกันภายหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ในจำนวนที่เพียงพอต่อความชอบธรรมต่อการรวมเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลขั้วเดิม เพื่อฟอร์มเสียงจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับขั้วของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่นำโดยพรรคเพื่อไทย (พท.) ผ่านยุทธศาสตร์แลนด์สไลด์ เลือกให้ชนะขาด

โจทย์ของพรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดย พรรค พปชร. คือ ต้องรวมเสียง ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลในขั้วเดิม ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 250 เสียง แก้ปัญหาจุดอ่อนในการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จนเดินหน้างานในด้านนิติบัญญัติไม่ได้ เพราะถ้าขั้วรัฐบาลเดิมรวมเสียง ส.ส.ได้ไม่ต่ำกว่า 250 เสียง ส.ว.ทั้ง 250 คน ที่รอพร้อมโหวตเลือกนายกฯ ในขั้วอำนาจของกลุ่ม 3 ป. อยู่แล้ว

ความเป็นเอกภาพของ 250 ส.ว.จึงยังเป็นกลไกที่ฝ่ายผู้มีอำนาจปัจจุบัน ยังมั่นใจว่าควบคุมได้

การเมืองนับจากนี้ของกลุ่มผู้มีอำนาจอย่าง “กลุ่ม 3 ป.” หลังจากสร้างคะแนนนิยมผ่านการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมผู้นำเอเปคไปด้วยความเรียบร้อย จึงต้องเดินหน้าลงพื้นที่ สร้างความได้เปรียบและแต้มต่อในทางการเมืองให้ได้มากที่สุด ผ่านกลไกในมือทั้งงบประมาณและอำนาจรัฐ ด้วยการอนุมัติงบประมาณด้วยอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านทั้งโครงการและมาตรการของแต่ละกระทรวงที่ออกมาในรูปแบบของขวัญปีใหม่มอบให้กับประชาชนที่จะช่วยสร้างคะแนนนิยมให้กับฝ่ายรัฐบาลก่อนที่จะครบวาระ 4 ปี ในวันที่ 23 มีนาคม 2566

ผนวกกับไพ่เด็ดในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังกุมความได้เปรียบ คือ การยุบสภา หาก พล.อ.ประยุทธ์และพรรคเครือข่ายที่อยู่ในขั้วอำนาจ ยังจัดทัพในการสร้างความได้เปรียบต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าไม่เรียบร้อย ย่อมจะยังไม่ทิ้งไพ่ยุบสภาออกมา และคงจะลากยาวบริหารอำนาจรัฐจนรัฐบาลอยู่ครบวาระ

เป้าหมายการไปต่อทางการเมืองของขั้วอำนาจปัจจุบัน จะ “สำเร็จ” หรือ “ล้มเหลว” ฉันทามติผ่านการเลือกตั้งของประชาชน คือ “คำตอบ”

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image