ยิ่งสถานการณ์ #ทานตะวันแบมมากด้วยความร้อนแรง แหลมคม บทบาทของทนายความสิทธิมนุษยชน ยิ่งมีความสำคัญ
สังคมจึงได้สัมผัสกับ กฤษฎางค์ นุตจรัส
นอกเหนือจาก บิดา มารดา ของ “ตะวัน” นอกเหนือจาก บิดา มารดา ของ “แบม” แล้ว
บทบาทของ กฤษฎางค์ นุตจรัส ก็อยู่ใน “สปอตไลต์”
แวดวงของสื่อ เรียกขาน กฤษฎางค์ นุตจรัส ว่า “ทนายด่าง” อย่างมักคุ้นและรู้สึกเป็นกันเอง
เช่นเดียวกับ “ตะวัน” เช่นเดียวกับ “แบม”
ทั้งๆ ที่โดยวัยแล้ว กฤษฎางค์ นุตจรัส น่าจะอยู่บนถนนพระราม 6 ห่างไกลจาก “ตะวัน” ห่างไกลจาก “แบม”
แล้วเหตุใดจึงมี “บทบาท” เหตุใดจึงมี “ความหมาย”
บทบาทและความหมายของ กฤษฎางค์ นุตจรัส ก็เหมือนกับบทบาทและความหมายของ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และ ธงชัย วินิจจะกูล
เป็นบทบาทในทาง “ความคิด” เป็นความหมายในทาง “ปฏิบัติ”
นั่นก็คือ แม้ว่า ชาญวิทย์ เกษตรศิริ จะอยู่บนถนนพระราม 8 แม้ว่า ธงชัย วินิจจะกูล กำลังอยู่บนสะพานพระราม 6
แต่ก็มิได้ห่างจาก “การเคลื่อนไหว” ของ “รุ่นใหม่”
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ยังสวมวิญญาณเหมือนพา สุจิตต์ วงษ์เทศ ไปเดินขบวนที่อิธากะและวอชิงตัน
ธงชัย วินิจจะกูล ยังสวมวิญญาณ “สวนกุหลาบ”
ต้องยอมรับว่า กฤษฎางค์ นุตจรัส ก็เดินบนทางสายเดียวกับ ธงชัย วินิจจะกูล และได้รับผลสะเทือนจาก ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
เหมือน “ทานตะวัน” เหมือน “แบม”
กฤษฎางค์ นุตจรัส เป็นนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรุ่นเดียวกับ ธงชัย วินิจจะกูล และอยู่ในฐานะเป็นศิษย์ของ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
รับผลสะเทือนจาก 2 สถานการณ์ใหญ่
1 เป็นสถานการณ์การเคลื่อนไหวเมื่อเดือนตุลาคม 2516 และอีก 1 เป็นสถานการณ์และความเจ็บปวดจากเดือนตุลาคม 2519
เพียงแต่ ธงชัย วินิจจะกูล ถูกจับ
ขณะที่ กฤษฎางค์ นุตจรัส ดำรงความเป็นนักศึกษาและได้รับเลือกเป็นนายกองค์การบริหารนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จึงเป็น “สะพานเชื่อม” จากเดือนตุลาคม 2516 มายังปัจจุบัน
จึงแสดงบทบาทอย่างมีความเข้าใจต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรังสิมันต์ โรม ไม่ว่าจะเป็น “ตะวัน”หรือ “แบม”
นี่คือความต่อเนื่อง นี่คือความสัมพันธ์
ต้องยอมรับว่าภายใน “สายธาร”แห่งการเคลื่อนไหว ต่อสู้ ไม่ว่าในทางความคิด ไม่ว่าในทางการเมือง
ดำเนินไปอย่างมีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง
ส่งผลให้ปัญญาชนอย่าง ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ปัญญาชนอย่าง ธงชัย วินิจจะกูล พูดภาษาเดียวกันกับ “ตะวัน”
และ “แบม”
นี่ย่อมอธิบายการดำรงอยู่ของ “ทนายด่าง” ได้เป็นอย่างดี

