‘อำนาจ’-พื้นที่กับคุณภาพ

‘อำนาจ’-พื้นที่กับคุณภาพ

ไม่ใช่แค่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปเท่านั้นที่มอง “พรรคก้าวไกล” ด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจมากขึ้น กระทั่งคนในพรรคที่น่าจะนับเป็น “แกนนำทางความคิด” ด้วยซ้ำอย่าง “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ยังแสดงออกในทางงงๆ ว่าทำไม “ก้าวไกล” ปล่อยให้สูญเสียตำแหน่งที่ควรจะได้อย่างหลุดลุ่ยถึงเพียงนั้น

จากพรรคที่ได้รับเลือกให้มี ส.ส.มากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งธรรมเนียมของประชาธิปไตย ถือว่ามีความชอบธรรมเต็มที่ในตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “ประธานสภาผู้แทนราษฎร-นายกรัฐมนตรี-ประธานกรรมาธิการในสัดส่วนที่มากกว่าพรรคอื่น”

แต่ถึงวันนี้กลับถูกรุกไล่จนหลุดจากตำแหน่งต่างๆ ไป จนเกิดความรู้สึกว่าไม่น่าเป็นอย่างนั้น

Advertisement

จากความชอบธรรมที่เหลือเฟือหลังเลือกตั้ง วันนี้ แค่ตำแหน่ง “รองประธานสภาคนที่ 1” ที่พลิกเหลี่ยมให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญด้วยการขับให้ไปสังกัดพรรคฝ่ายค้านอื่นยังถูกไล่ถล่มเสียแทบจะตั้งตัวไม่ติด

ที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์มากคือเก้าอี้ “ประธานคณะกรรมธิการในสภาผู้แทนราษฎร” ซึ่งตามโควต้าที่คำนวณจากจำนวน ส.ส.ควรจะได้ “11 คณะ” แต่สรุปแล้วกลับได้แค่ “8 คณะ” นำสู่การวิพากษ์วิจารณ์หนักว่าเป็นการถอย หรือยอมเกินไปหรือไม่

ไม่ใช่แค่คนทั่วไปที่รู้สึกเช่นนี้ อย่างที่บอกแม้กระทั่ง “ปิยบุตร” ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ที่แปรรูปมาเป็น “ก้าวไกล” ยังตั้งคำถามทำนองว่า “ยอมได้อย่างไร” เหมือนเป็นคำตำหนิผู้บริหารพรรคชุดใหม่ว่าปล่อยให้บทบาททางการเมืองของพรรคอยู่ในสภาพถอยร่น

อย่างไรก็ตาม การชี้แจงของ “ชัยธวัช ตุลาธน” หัวหน้าพรรคก้าวไกลคนใหม่ ชัดเจนว่า “ไม่ได้คิดเช่นนั้น”

“ชัยธวัช” ใช้คำว่า “ตัดสินดีที่สุดแล้วจากสถานการณ์ที่เป็นจริงทางการเมือง”

คำว่า “ความเป็นจริงทางการเมือง” นั้น “พรรคเพื่อไทย” หยิบขึ้นมาใช้ก่อน ในวันที่ “ข้ามขั้ว” ไปตั้งรัฐบาลร่วมกับ “พรรครัฐบาลเดิม” โดยทิ้ง “ก้าวไกล” ในฐานะที่ได้ชื่อว่า “พันธมิตรประชาธิปไตย” ให้เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นคำที่ “พรรคก้าวไกล” ยากทำใจยอมรับ ด้วยเห็นว่า “การเมืองควรพัฒนาไปสู่ความควรจะเป็น” มากกว่าที่จะยอมจำนนกับ “ความเป็นจริงที่ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น”

เมื่อวันนี้ “หัวหน้าพรรคก้าวไกล” เลือกที่จะเดินในทาง “ยอมรับความเป็นจริง” ขึ้นมาแล้ว หลังจากพรรคถูกบีบให้ต้องสู้อย่างโดดเดี่ยว จนได้รับขนานนามว่าเป็น “พรรคที่ไม่มีเพื่อน”

ความน่าสนใจอยู่ที่การยอมรับเช่นนี้เป็นการถอยร่นเพื่อปรับตัวหรือไม่

หากเป็นการปรับตัวเพื่อให้กลมกลืนและทำงานร่วมกับพรรคการเมืองอื่นได้ จะเกิดอะไรขึ้นกับความคาดหวังของประชาชนต่อ “พรรคก้าวไกล” ที่มีความแตกต่าง และความมุ่งมั่นเปลี่ยนการเมืองไทยเป็นจุดสร้างศรัทธาและคะแนนนิยมจากประชาชน

บทบาทของพรรคก้าวไกลนับจากนี้คงเป็นที่จับตาใกล้ชิดของผู้ที่คาดหวังในพัฒนาการการเมืองไทย

คำว่า “ฝ่ายค้านเชิงรุก” ที่ถอยจากพื้นที่อำนาจจนเกิดความกังขาแม้แต่กับคนในพรรคเอง จะดำเนินต่อไปอย่างไร

แน่นอนว่า “อำนาจ” ที่จะใช้ในการเปลี่ยนแปลงการเมือง ไม่ใช่แค่พื้นที่ที่อธิบายด้วย “ตำแหน่ง” แต่เป็นการทำงานอย่างมี “คุณภาพ”

ใช้ “คุณภาพ” เป็นการขยายความเชื่อมั่น ศรัทธา และนำความคิดของประชาชนไปสู่ความหวังที่ดีกว่าได้ โดยไม่ขึ้นกับพื้นที่ของ “ตำแหน่ง”

แต่นั่นเป็นวาทกรรมที่สร้างจุดเริ่มต้นความคิด

ขณะที่ “ความคิด” จาก “วาทกรรม” นั้นจะเปลี่ยนเป็นความจริงได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ “ต้องพิสูจน์”

การทำหน้าที่ “ฝ่ายค้าน” ท่ามกลางการถอยร่นใน “พื้นที่ตำแหน่ง” จะสร้างคุณภาพที่เรียกความเชื่อถือศรัทธาได้อย่างไร เป็นการบ้านข้อใหญ่ของ “ผู้บริหารพรรคก้าวไกล”

ในยุคสมัยที่แกนนำรัฐบาล คือ “พรรคเพื่อไทย” ที่พ้นไปจากการถูกตีตราว่าเป็น “กลไกของการสืบทอดอำนาจ”

เป็นรัฐบาลใน “อุดมการณ์ประชา ธิปไตย” ไม่ต่างจาก “ก้าวไกล”

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image