น.3 คอลัมน์ : ปัจจัย คมแหลม เอา หรือ ไม่เอา ‘คสช.’ เกิดขึ้น ได้อย่างไร

ปัจจัยอะไรในทางการเมืองก่อให้เกิดแนวคิด “เอา” และ “ไม่เอา” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นและนับวันยิ่งทวีความแหลมคม

เรื่องนี้มิใช่เพราะมี “ใคร” เป็นผู้กำหนดและ “ชี้นำ”

ไม่มีทางที่พรรคเพื่อไทยจะสามารถ “บงการ” ให้เกิดขึ้นได้ แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการขึ้นมามีอำนาจของ คสช.

ไม่มีทางที่พรรคอนาคตใหม่จะสามารถ “กำหนด” เรื่องนี้ให้เป็น “วาระ”

แม้ว่าหลายคนในพรรคอนาคตใหม่จะตกเป็น “เหยื่อ” อย่างต่อเนื่องจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 กระทั่งถึงรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

เพราะคำตอบ 1 คือ รัฐธรรมนูญ

เพราะอีกคำตอบ 1 คือ ตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอง

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อันเป็นผลผลิตของ คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช.ต่างหากคือ รากฐานแห่งประเด็นนี้ในทางการเมือง

จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากความต้องการในการสืบทอดอำนาจของ คสช. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นตัวแทน

จึงได้กำหนดเอาไว้ใน “รัฐธรรมนูญ”

ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อันดำเนินไปตามพิมพ์เขียวของเนื้อหาใจกลางของรัฐประหาร

นั่นก็คือ มิได้เป็นรัฐประหาร “ชั่วคราว”

ตรงกันข้าม รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นการทำเพื่ออุดช่องโหว่และความเสียหายอันเนื่องจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

ที่เรียกกันว่า “เสียของ”

หัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงต้องเข้าดำรงตำแหน่งเป็น “นายกรัฐมนตรี” และมิใช่เพียง 1 สมัย

ตรงกันข้าม ต้องอยู่ไม่น้อยกว่า 20 ปี

หากไม่มีปัจจัยการสืบทอดอำนาจโดยกำหนดผ่าน “รัฐธรรมนูญ” หากไม่มีความพยายามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อดำรงจุดมุ่งหมายในการสืบทอดอำนาจ

คำถาม “เอา” หรือ “ไม่เอา” คงไม่บังเกิด

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ การ “เอา” หรือ “ไม่เอา” ครั้งนี้มิได้ใช้บทเรียนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

มิได้ใช้บทเรียนของ นปช.คนเสื้อแดง

และมิได้ใช้บทเรียนของขบวนการแช่แข็ง และมิได้ใช้บทเรียนของ กปปส.

นั่นก็คือ มิใช่ใช้การชุมนุมของ “มวลชน”

ตรงกันข้าม มีการเคลื่อนกำลังผ่าน “พรรคการเมือง” ตั้งเป้าหมายที่จะใช้ “การเลือกตั้ง” มาเป็นเครื่องมือ

นั่นก็คือ ใช้กติกา “คสช.” เพื่อไปเอาชนะ “คสช.”

การต่อสู้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นภายในเดือนกุมภาพันธ์ หรือภายในเดือนพฤษภาคม 2562 ครั้งนี้จึงทรงความหมายเป็นอย่างสูง

เพราะจะเป็น “คำตอบ” ทาง “การเมือง”

1 เป็นคำตอบว่าข้อเสนอของฝ่ายใดจะอยู่ในความสนใจและตัดสินใจเลือกของประชาชน 1 เป็นคำตอบว่าแต่ละฝ่ายจะมีความจริงจังมากเพียงใดในการต่อสู้

“ประชาชน” คือ คำตอบสุดท้ายใน “สงคราม” นี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้นิติอักษรศาสตร์ : โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
บทความถัดไปความมืดของอินสตาแกรม : โดย ทีปกร วุฒิพิทยามงคล