หน้าแรก คอลัมนิสต์ ข้อสันหลังอัก...

ข้อสันหลังอักเสบ และ SLE : โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

4.11.18 | 14:00 น.

ฉบับที่แล้วเขียนถึงโรคกล้ามเนื้อและกระดูก รวมถึงอาการปวดข้อกระดูกในผู้สูงอายุ ซึ่งจะเริ่มพบได้มากและบ่อยในวัยทำงานและผู้สูงอายุ

ฉบับนี้จะว่าด้วยเรื่อง โรคข้อสันหลังอักเสบ ของกระดูกข้อต่อกระดูกสันหลังแบบเรื้อรังและค่อยรุนแรงขึ้นจะมีการเชื่อมต่อกันของข้อต่อกระดูก พบได้ประปราย มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง (ผู้ป่วยชายต่อผู้ป่วยหญิงเท่ากับ 7:1) และในกลุ่มคนหนุ่มสาว 20-25 ปี โดยเฉลี่ย สำหรับสาเหตุของอาการยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ามีความสัมพันธ์กับปฏิกิริยาภูมิต้านทานตัวเอง (ออโตอิมมูน) ต่อเนื้อเยื่อบริเวณข้อต่อกระดูกต่างๆ และสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับ “กรรมพันธุ์”

โดยอาการของผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดข้อโดยเฉพาะ “ปวดหลัง” หรือ “บั้นเอว” เมื่อย่างอายุราว 20 ปี (ระหว่าง 10-20 ปี) เริ่มปวดเมื่ออายุเลยวัย 30 ปี บริเวณปวดที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ บั้นเอว แก้มก้น ทรวงอก หัวเข่า ส้นเท้า หัวไหล่ และข้อมือตามลำดับ โดยระยะแรกมักมีอาการปวดเป็นครั้งคราว และดีขึ้นจากการกินยาแก้ปวด ที่เด่นชัด คือ ปวดหลังเวลานอนโดยเฉพาะช่วงเช้า บางครั้งจะปวดมากจนต้องตื่นนอน อาจมีอาการหลังแข็งและดีขึ้นหลังจากได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือออกกำลังกาย บางรายอาจรู้สึกปวดเมื่อยง่ายหลังทำงานหรือเล่นกีฬา บางรายอาจมีอาการปวดร้าวลงขาแบบรากประสาทถูกกด

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะพบแพทย์หลังมีอาการ 6 เดือน ถึง 3 ปี อาการจะค่อยๆ เป็นมากขึ้นในระยะ 10-20 ปี แล้วอาจจะทุเลาหรือหายไปเองได้ หรืออาจจะปวดเฉพาะที่บั้นเอวหรือข้อสะโพก แต่บางรายอาการอักเสบอาจรุนแรงลุกลามไปตามข้ออื่นๆ หรืออวัยวะอื่นๆ เช่น ม่านตา (lris) ทางเดินอาหาร ปอด เป็นต้น

สิ่งตรวจพบ ในระยะแรกเริ่มอาจตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจนเมื่อเป็นมากขึ้นจะพบอาการกดหรือคลำถูกเจ็บตรงข้อที่ปวด หรือใช้กำปั้นทุบเบาๆ ตรงกลางหลังจะเจ็บมากขึ้น อาจตรวจพบว่าผู้ป่วยก้มงอบั้นเอวลงด้านหน้าได้น้อยกว่าปกติ เรียกว่า การทำสอบเทบโชเบอร์ (Schober) การกดรอบทรวงอกดูการขยายตัวเมื่อหายใจเข้าเต็มที่จะพบว่าขยายขึ้นได้น้อยกว่าปกติ (ขยายได้ต่ำกว่า 5 ซม. ในชายหนุ่ม) จะมีลักษณะเฉพาะ คือ หลังแข็งทั้งท่อนและโก่ง (Kyphosis) ตามอก ไม่สามารถมองตรงไปข้างหน้า บางรายอาจสะโพกแข็งแบบอยู่ในท่านั่ง ยืนและเดินไม่ได้

Advertisement

บางรายอาจมีม่านตาอักเสบ คือ มีอาการปวดตา ตาแดงร่วมด้วย เรียกว่า กลุ่มอาการไรเตอร์ (Reiter’s syndrome) หรืออาจมีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ จังหวะ ลิ้นหัวใจออร์ติกรั่ว (Aortic Insufficiency) ซึ่งใช้เครื่องฟัง (หูฟัง Stethoscope) ตรวจหัวใจได้ยินเสียงฟู่

อาการแทรกซ้อน ข้อต่อสันหลังเชื่อมติดต่อกันจะมีความพิการ คือ หลังโก่ง ข้อสะโพกติดแข็งจนยืนและเดินไม่ได้ ข้อต่อกระดูกซี่โครงติดแข็งทำให้สมรรถภาพปอดลดลง อาจเกิดการติดเชื้อในปอด ปอดอักเสบได้ ข้อขากรรไกรแข็ง ทำให้กลืนลำบาก ประสาทสันหลังส่วนล่างผิดปกติ เกิดอาการปวดขา ขาอ่อนแรง กลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้

การรักษา หากสงสัยควรส่งโรงพยาบาล หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจยืนยันโดยการตรวจเลือด ซึ่งจะพบค่าอีเอสอาร์ (ESR) และ C-reactive protein สูงกว่าปกติ การตรวจเอกซเรย์จะพบความผิดปกติของข้อต่อสันหลังและข้อต่อสะโพก (Sacroiliac Joint) ในระยะที่โรคเป็นมากแล้ว

การรักษายังไม่มีการรักษาจำเพาะ เพียงแต่ให้การบรรเทาอาการปวดอักเสบและป้องกันการพิการได้ ให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ตัวที่ใช้ได้ผล คือ อินโดเมทาซีน ซึ่งควรปรับให้เข้ากับความรุนแรงและระยะของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย บางรายหลังให้ยาแล้วทุเลาลงควรปรับให้เข้ากับความรุนแรง บางรายหลังให้ยาและทุเลาอาจหยุดยาได้เลย บางรายอาจต้องการเพียงวันละ 1 แคปซูล (25 มิลลิกรัม) ในรายที่เป็นรุนแรงและอาจต้องใช้ถึง 150-200 มิลลิกรัมต่อวัน

2.กายภาพบำบัด เพื่อให้ผู้ป่วยคงรูปทรงในท่าตรงให้สามารถยืนและนั่งตรงได้ และรักษามุมการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง สะโพก คอ และทรวงอกได้

3.การผ่าตัดสำหรับระยะท้ายของโรคที่มีการติดข้อ เร่งการเปลี่ยนข้อสะโพก การติดกระดูก เอวที่โก่งโค้งให้ตรง เป็นต้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถช่วยตัวเองได้ ยกเว้นผู้ที่ละเลยการรักษา อาจพบมีความพิการได้ประมาณร้อยละ 10 ของข้อสันหลังและข้อสะโพกยังมีความยืดหยุ่นหลังมีการเกิด 10 ปี ก็มิอาจปลอดจากความเสี่ยงที่ข้อจะติดแข็ง

ข้อแนะนำ 1.ในโรคนี้ระยะแรกจะมีอาการปวดเหมือนโรคปวดกล้ามเนื้อหลัง หมอนรองกระดูกแข้งเคลื่อน หรือจากประสาทถูกกด ข้อเลื่อน แต่พบเป็นเรื้อรัง ในรายหนักมักปวดตอนเช้าก่อนตื่นนอนและอาการทุเลาหลังบริหารร่างกาย ควรนึกถึงโรคนี้

2.โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง ระยะความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกันไปตามสภาพของแต่ละคน ส่วนการรักษาในปัจจุบันยังไม่สามารถร่นระยะเวลาของโรคที่เป็น และไม่อาจป้องกันการติดแข็งของข้อในรายที่เป็นรุนแรง อย่างไรก็ตาม ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่มก็อาจช่วยให้ผู้ป่วยคงสภาพการทำงานของร่างกายและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

3.ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วย

3.1 ติดตามรักษากับแพทย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง

3.2 หมั่นฝึกทำกายภาพบำบัดด้วยตนเอง

3.3 รักษาอิริยาบถการยืน เดิน นั่ง นอนให้หลังอยู่ในท่าตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้

3.4 เมื่อมีอาการปวดอาจใช้ความร้อนช่วย (เช่น อาบน้ำอุ่น ใช้น้ำอุ่นประคบ) และบีบนวด

3.5 ผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการข้อติดแข็งสามารถเล่นกีฬาได้ทุกประเภท ยกเว้นประเภทที่ต้องก้มหลัง เช่น ปั่นจักรยาน โบว์ลิ่ง ตีกอล์ฟ เป็นต้น

3.6 ฝึกการหายใจเข้าออกลึกๆ วันละ 10-20 ครั้ง โดยเฉพาะช่วงหลังตื่นนอนตอนเช้า

โรคเอสแอลอี (SLE) เป็นชื่อเรียกทับศัพท์ของอักษรย่อภาษาอังกฤษมีคำเต็มว่า Systemic Iupus erythematosus โรคนี้มักจะมีความผิดปกติของอวัยวะได้หลายระบบ เช่น ผิวหนัง ข้อกระดูก ไต ปอด หัวใจ เลือด สมอง เป็นต้น พร้อมๆ กันและอาจมีความรุนแรงทำให้ “พิการ” หรือ “ตายได้”

โรคนี้พบประปรายได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พบมากในช่วงอายุ 20-45 ปี และผันไปผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 10 เท่า

สาเหตุ ยังไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าเป็นผลมากจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองอย่างผิดปกติต่อเชื้อโรค หรือสารเคมีบางอย่างทำให้มีการสร้างแอนติบอดี้ หรือภูมิคุ้มกันต่อเนื้อเยื่อต่างๆ ของตัวเอง จึงจัดเป็น “โรคภูมิต้านทานตัวเอง หรือ ออโตอิมมูน” (Autoimmune) เช่นเดียวกับโรคปวดข้อรูมาตอยด์

บางครั้งอาจพบมีสาเหตุมากระตุ้นให้อาการกำเริบจากยาบางอย่าง เช่น ซัลฟา ไฮดราซีน เมทิลใดฟา โอเอ็นเอช คลอร์โพรมาซีนควบกับเฟนิโทอิน โทโอยูเรซิว การถูกแดด การกระทบกระเทือนทางจิตใจ การตั้งครรภ์ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศหญิง เนื่องจากพบมากในเพศหญิงวัยหลังหมดระดูและก่อนหมดประจำเดือนและกรรมพันธุ์ พบมากในคนที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้

อาการที่พบได้บ่อย คือ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดเมื่อยตามตัว ปวดบวมตามข้อต่างๆ โดยมากเป็นข้อเล็กๆ เช่น ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้าทั้งสองข้างคล้ายๆ กับโรคปวดข้อรูมาตอยด์ แต่ต่างกันที่ไม่มีลักษณะหงิกงอ ข้อพิการทำให้กำมือลำบาก อาการเหล่านี้จะค่อยเป็นค่อยไปเป็นแรมเดือน

นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังมักมีผื่นและฝ้าแดงที่ข้างจมูกทั้งสองข้างทำให้มีลักษณะปีกผีเสื้อ เรียกว่า ผื่นปีกผีเสื้อ (Butterfly Rash) บางรายอาจจะมีอาการแพ้แดด หรือเวลาไปถูกแดด ผิวหนังจะมีผื่นแดงเกิดขึ้น และผื่นแดงข้างจมูก (ผื่นปีกผีเสื้อ) จะเกิดขึ้นชัดเจนอาการไข้และปวดข้อจะเป็นรุนแรง บางรายอาจมีจุดแดง (petcechiae) หรือมีประจำเดือนมากกว่าปกติ ซึ่งจะเป็นระยะแรกของโรคนี้แพทย์อาจจะเรียกว่าโรค ITP

บางรายอาจมีอาการผมร่วง มีจ้ำแดงๆ ขึ้นที่ฝ่ามือ นิ้วมือนิ้วเท้าซีดขาว และเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเวลาถูกความเย็น (Raynaud’s Phenomenon) ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วไป ตับม้ามโต หรือมีภาวะโลหิตจาง เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ในรายที่รุนแรงอาจมีอาการบวมทั้งตัว (จากไตอักเสบ) หายใจหอบ (ปอดอักเสบ ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด) ชีพจรเต้นเร็วหรือไม่เป็นจังหวะ (จากหัวใจอักเสบ)

ในรายที่หลอดเลือดแดงในสมองมีอาการอักเสบ อาจทำให้เกิดมีอาการทางประสาทสมอง เช่น เสียสติ ซึม เพ้อ ประสาทหลอน แขนขาอ่อนแรง ตาเหล่ ชัก หมดสติและอาจตายภายใน 3-4 สัปดาห์ ส่วนมากจะมีอาการกำเริบเป็นๆ หายๆ เรื้อรังเป็นปีๆ

สิ่งที่ตรวจพบ มีไข้ ผื่นปีกผีเสื้อที่แก้ม อาจพบจุดแดง ภาวะซีด ข้อนิ้วมือนิ้วเท้าบวมแดง

อาการแทรกซ้อน อาจทำให้ไตอักเสบ ปอดอักเสบ หัวใจอักเสบ ไตวาย ความผิดปกติของสมองและระบบประสาท และอาจเกิดภาวะติดเชื้อร้ายแรงแทรกซ้อนได้

การรักษา หากสงสัยควรแนะนำไปโรงพยาบาลโดยเร็ว การตรวจเลือด พบค่า ESR สูง พบ Antinuclear factor และ LE cell

ตรวจปัสสาวะ อาจพบไข่ขาวและเม็ดเลือดแดง นอกจากนี้อาจตรวจเอกซเรย์หาคลื่นหัวใจและตรวจพิเศษอื่น ผู้ป่วยในรายที่ไม่รุนแรง เช่น มีไข้ ปวดข้อ มีผื่นแดงที่หน้า อาจเริ่มให้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ถ้าไม่ได้ผลควรให้ Hydroxychloquine วันละ 1-2 เม็ด ช่วยลดอาการนี้ได้

ในรายรุนแรงแพทย์จะให้ Steroid เช่น Prednisolone 8-12 เม็ดต่อวัน ติดต่อกันเป็นสัปดาห์หรือหลายเดือนเพื่อลดการอักเสบต่างๆ เมื่อดีขึ้นจึงค่อยๆ ลดยา (Tail off) ให้ขนาดต่ำเพื่อควบคุมอาการไปเรื่อยๆ อาจนานแรมปีหรือจนกว่าจะเห็นว่าปลอดภัย ถ้าไม่ได้ผล อาจต้องให้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น cyclophosphate, Azathioprine เป็นตัวยาที่อันตรายอาจทำให้ผมร่วง ศีรษะล้านได้ เมื่อหยุดยาผมจะงอกเป็นปกติได้

นอกจากนี้ อาจให้ยาตามอาการ/อาการแสดง เช่น ยาแก้ปวดลดไข้ ยาบำรุงเลือด ยาปฏิชีวนะ (ถ้ามีการติดเชื้อ) เป็นต้น ผลการรักษาไม่แน่นอนขึ้นกับความรุนแรงของโรคและตัวผู้ป่วยเอง บางรายอาจมีโรคแทรกอาจตายได้ในที่สุด

บางรายอาการกำเริบแล้วยุบสลับกันไปเป็นแรมเดือนปีได้เกิน 5 ปี บางรายอาจสงบผู้ป่วยบางรายมีชีวิตเยี่ยงคนปกติก็มี

ข้อแนะนำ

เรื่องแรก ตามที่กล่าวข้างต้นถ้าพบผู้ป่วยหรือญาติพี่น้องมีอาการแสดงหลายอย่างเกือบทุกอวัยวะควรนึกถึงโรคนี้ไว้ด้วย

เรื่องที่สอง โรคนี้เป็นแล้วเป็นเลยไม่หายขาด เดี๋ยวกำเริบเดี๋ยวหายต้องติดต่อแพทย์เป็นประจำ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ห้ามดื้อ

เรื่องที่สาม ป้องกันการกำเริบโดยทำจิตใจให้สบายอย่าท้อแท้สิ้นหวัง หลีกเลี่ยงแสงแดด ให้ใส่หมวกแว่นตากันแดด เลี่ยงของแพ้โดยเฉพาะห้ามซื้อยากินเอง ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ ควรพยายามหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ เช่น อย่ากินอาหารหรือน้ำดื่มที่ไม่สะอาด อย่าเข้าใกล้คนที่ไม่สบาย อย่าเข้าไปในที่ที่มีคนแออัด เช่น ตลาดนัด โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

และทุกครั้งที่รู้สึกไม่สบายจะด้วยเหตุใดก็ตาม ควรรีบไปหาหมอที่เคยรักษาเป็นหมอประจำตัวเรา ชีวิตเราจะปลอดภัยและอายุยืนยาวไงเล่าครับ